Category

Skincare

Category

10 วิธีลดหลุมสิว เคล็ดลับ ลดรอยหลุมสิวดีๆ ที่ต้องบอกต่อ!

10 วิธีลดหลุมสิว เคล็ดลับ ลดรอยหลุมสิวดีๆ ที่ต้องบอกต่อ!

10 วิธี ลดหลุมสิว เคล็ดลับ ลดรอยหลุมสิวดีๆ ที่ต้องบอกต่อ! “หลุมสิว” แค่ได้ยินก็ขนลุกชูชันไปทั้งตัวแล้ว ก็ใครบ้างหล่ะที่อยากจะมีร่องรอยหลุมบ่ออยู่บนใบหน้า แถมยังเป็นปัญหาผิวที่รักษาได้ยากเย็นเสียเต็มประดาอีกด้วย แทนที่จะมีผิวนวลผ่องดังแสงจันทร์ ก็กลับกลายเป็นว่ามีผิวขรุขระเหมือนพื้นผิวดวงจันทร์นั่นเอง

เป็นฝ้า กระ หรือสิวอักเสบ มันก็ยังพอใช้เครื่องสำอางกลบเกลื่อนกันได้ แต่กรณีของหลุมสิวนั้นแทบจะไม่มีอะไรปกปิดเอาไว้ได้เลย ทางที่ดีจึงต้องรักษาให้หายหรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น — ลดหลุมสิว


หลุมสิว

ลด หลุมสิว สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก ให้นึกถึงผิวหน้าที่เป็นหลุมบ่อเล็กๆ กระจายเต็มพื้นที่ มักพบในบริเวณที่เกิดสิวได้บ่อย คือ บริเวณจมูกและแก้ม เกิดจากผลกระทบของสิวอักเสบที่ลุกลามจนกินพื้นที่เนื้อให้ลึกลงไป และหลายๆ ครั้งก็เกิดจากพฤติกรรมอันสุ่มเสี่ยงของตัวเราเอง เมื่อไรที่มีสิวขึ้นมาก็พยายามไปบีบมันออก ด้วยความคันมือหรือรำคาญใจก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ คือบีบอย่างผิดวิธี จากสิวธรรมดาก็กลายเป็นสิวอักเสบ จากสิวอักเสบก็กลายเป็นการทำลายชั้นผิว สุดท้ายก็ทิ้งร่องรอยเอาไว้เต็มไปหมด

ดังนั้นนอกเหนือไปจากสิ่งอื่นใด จงจำไว้ว่าอย่าบีบสิวจนติดเป็นนิสัยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นสิวหัวเล็ก สิวหัวใหญ่ หรือแม้แต่สิวเสี้ยนก็ตามที แต่หากว่าหลุมสิวมันเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ต้องวิตกกังวลมากเกินไป ค่อยๆ รักษาตามระดับความรุนแรงที่อาจแบ่งได้ 3 ระดับดังนี้

ICE PICK SCAR – ลดหลุมสิวแบบนี้มีลักษณะลึก ปากหลุมแคบ อาจถูกทำลายไปจนถึงชั้นหนังแท้ เป็นรูปแบบที่รักษาได้ยากที่สุด
BOX SCAR – หลุมมีลักษณะคล้ายบ่อ มีขอบที่กว้างและค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ตื้นกว่าแบบแรกพอสมควร
ROLLING SCAR – กลุ่มนี้ยังไม่เห็นว่าเป็นหลุมเท่าไร เป็นเพียงแอ่งเว้าลงไป แต่ก็ทำให้ผิวไม่เรียบเนียนแบบที่สังเกตเห็นได้

การรักษามีทั้งแบบการใช้ยาและการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ ลองมาดูแนวทางในการลดรอยหลุมสิวที่ได้รับความนิยมกันบ้างดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง


วิธีการรักษาหลุมสิว

1. ใช้ผลิตภัณฑ์ลบรอยแผลเป็น

วิธีนี้ใช้ได้กับกรณีของ ROLLING SCAR เท่านั้น โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี AHA และ BHA เป็นหลัก เพราะองค์ประกอบสำคัญเหล่านี้มีหน้าที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง จึงสามารถเติมเต็มส่วนที่ถูกทำลายไปได้ แต่แน่นอนว่าต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการลดหลุมสิว หลุมสิวจะค่อยๆ ตื้นขึ้นทีละน้อย

จะเร็วหรือช้ามากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ตัวเองในส่วนอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างคอลลาเจน งดอาหารที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระจำนวนมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อการเสริมสร้างคอลลาเจนเช่นเดียวกัน นอกจากนี้อาจใช้การสครับผิวหน้าอย่างอ่อนโยนเข้ามาช่วยอีกแรงหนึ่งได้


กรดรักษาหลุมสิว

2. แต้มกรด TCA (Trichloroacetic Acid)

สารประเภทกรดชนิดนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในวงการความสวยความงาม เราอาจได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง ว่าช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิว กระ ไฝ และรอยดำได้ด้วย กรด TCA มีคุณสมบัติในกัดกร่อน ลอกชั้นเซลล์ผิวหนังออก และเร่งผิวใหม่ให้เกิดการแบ่งตัวได้เร็วขึ้น ผิวจึงค่อยๆ เรียบเนียนขึ้นได้ แต่จะต้องศึกษาค่าความเข้มข้นที่เหมาะสมและวิธีการใช้อย่างถี่ถ้วน

เพราะถ้าผิดพลาดไปจะกลายเป็นทำร้ายผิวให้ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ผลข้างเคียงของการใช้กรด TCA ก็คืออาจเกิดรอยไหม้และสะเก็ดสีเข้มบนผิวได้ แล้วก็เป็นวิธีที่ไม่ควรทำบ่อยๆ หรือทำติดๆ กันทั่วใบหน้า เพราะอาจทำให้ผิวฟื้นตัวไม่ทัน


วิตามินรักษาสิว

3. ลอกผิวด้วยกรดผลไม้

กรดผลไม้ที่เราคุ้นหูกันดีจะมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน คือ AHA และ BHA ทั้งสองมีความเหมือนและความต่างกันเล็กน้อย โดยมีสรรพคุณโดดเด่นในการเร่งผลัดเซลล์ผิวเหมือนกัน ผิวชั้นนอกสุดจึงหลุดออกและเริ่มทำการซ่อมแซมใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดความระคายเคืองในผิวบอบบาง หรือเกิดอาการผิวแห้งขาดน้ำได้ ส่วนที่ต่างก็คือ AHA เป็นกรดผลไม้ที่สกัดจากธรรมชาติ สามารถละลายได้ในน้ำ ผ่านเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังได้น้อย

ในขณะที่ BHA เป็นกรดที่สังเคราะห์ขึ้นมา ละลายได้ในไขมัน และผ่านเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังได้ลึกกว่า จะเลือกใช้ตัวไหนลดหลุมสิวก็ตามความสะดวก วิธีนี้จะค่อยๆ ทำให้หลุมสิวเติมเต็มขึ้นเรื่อยๆ


ทาวิตามินรักษาสิว

4. ทากรดวิตามินเอ (retinoic acid)

นี่ก็เป็นอีกตัวที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของสารสารพัดประโยชน์ต่อผิวหน้า รักษาได้หมดตั้งแต่ฝ้า กระ สิว รอยด่างดำ และแก้ปัญหาผิวไม่เรียบเนียน กรดวิตามินเอตัวนี้ไม่ใช่ตัวเดียวกันกับวิตามินเออย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นอนุพันธ์ที่ถูกสกัดมาจากวิตามินเออีกที เหมาะกับการรักษาที่ไม่ได้รีบร้อนมากนัก และไม่ต้องการให้เกิดสะเก็ดแผลที่ต้องมาดูแลเพิ่มเติมอีกในภายหลัง

กรดวิตามินเอสามารถใช้ได้บ่อยกว่ากรด TCA โดยปริมาณที่เหมาะสมอยู่ที่อาทิตย์ละ 2 ครั้ง


ทายารักษาสิว

5. ทายาที่อยู่ในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ

ยาลดหลุมสิวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ Retin A เพราะเป็นยาตัวแรกๆ ที่ผลิตขึ้นมาสำหรับใช้ลดสิวอุดตัน ต่อมาก็แตกแขนงออกมาเป็นใช้ลดริ้วรอย ลดความมัน เป็นต้น Retin A จะทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ริ้วรอยต่างๆ จึงตื้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้ยาตัวนี้ร่วมกับยารักษาสิวตัวอื่นๆ และควรทาแค่บางๆ เท่านั้น ไม่งั้นจะกลายเป็นว่าทำให้หน้าเกิดความระคายเคืองโดยใช่เหตุ


ฉีดหลุมสิวด้วยฟิลเลอร์

6. ฉีดฟิลเลอร์

ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าหลุมสิวบางประเภทนั้นรักษาได้ยากมาก และไม่อาจแก้ปัญหาได้ด้วยการทายาเพียงอย่างเดียว ต้องพึ่งพานวัตกรรมทางการแพทย์ร่วมด้วยจึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี การฉีดฟีลเลอร์เพื่อเติมเต็มก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ ใช้ได้กับระดับ BOX SCAR และ ROLLING SCAR ส่วนใหญ่จะใช้สารเติมเต็มเป็นไฮยาลูรอนิกเอซิด (Hyaluronic Acid) เนื่องจากระคายเคืองและเกิดอาการแพ้ได้น้อยการคอลลาเจนหลายเท่า

ข้อดีคือฉีดแล้วเห็นผลทันทีว่าหลุมเล็กใหญ่บนใบหน้านั้นหายไป อย่างไรก็ตามการฉีดแต่ละครั้งจะคงสภาพไว้ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีเท่านั้น เป็นการแก้ปัญหาแบบชั่วคราวไม่ใช่ถาวร หากชอบการรักษาแบบนี้ก็แค่กลับมาเติมเพิ่มอีกเมื่อครบกำหนด


กรอหลุมสิวด้วยอัญมณี

7. กรอผิวด้วยอัญมณี

นี่คือการลดหลุมสิว ด้วยการกรอผิวหนังในส่วนของหนังกำพร้าออกไปบางส่วน ซึ่งมีความบางมาก ยังไม่ถึงชั้นผิวที่ทำให้เกิดรอยแผลได้ ไม่เหมือนกับการกรอผิวด้วยเลเซอร์ทั่วไปที่จะต้องดูแลรอยแผลอยู่ระยะหนึ่งหลังการทำ การรักษาด้วยวิธีนี้จึงไม่ยุ่งยากในเรื่องของการดูแล สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติในทันที

ข้อดีคือผิวดูเรียบเนียน หลุมต่างๆ ดูตื้นขึ้น แถมยังมีผลพลอยได้เป็นการช่วยลดรอยด่างดำต่างๆ ด้วย การกรอผิวด้วยอัญมณีนี้เหมาะกับหลุมสิวประเภท BOX SCAR และ ROLLING SCAR


Skin Needing หลุมสิว

8. การทำ Skin Needing

วิธีนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูมากนัก แต่เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการรักษาความไม่เรียบเนียนของใบหน้า และลดเลือนริ้วรอยต่างๆ โดยเฉพาะ ลักษณะของการทำ Skin Needing คือการใช้อุปกรณ์ที่เป็นเข็มขนาดเล็กมากและมีค่าความยาวที่เหมาะสม บรรจุตัวยาที่ทำหน้าที่กระตุ้นการฟื้นฟูชั้นผิว ฉีดเข้าไปตามจุดต่างๆ ทั่วใบหน้า แล้วลงเซรั่มวิตามินเป็นการปิดท้าย

ความพิเศษของการรักษาแบบนี้ก็คือเร่งให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองอย่างรวดเร็ว และไม่ทำให้ผิวชั้นนอกเกิดการลอกออก จึงไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เลย แต่ต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำบริเวณที่ทำการรักษาประมาณ 24 ชั่วโมง พร้อมหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงสัปดาห์แรกด้วย


ศัลยกรรมผ่าตัดหลุมสิว

9. ศัลยกรรมผ่าตัด

สำหรับหลุมสิวประเภท ICE PICK SCAR นั้น ลดหลุมสิวได้ยากมาก เกือบทั้งหมดเหมาะกับการรักษาด้วยการศัลยกรรม เพราะชั้นผิวถูกทำลายลึกมาก ต่อให้ใช้เลเซอร์หรือการกรอผิวก็ไม่ค่อยช่วยให้เห็นความแตกต่างมากเท่าไร จึงต้องจัดการด้วยวิธีนี้ และไม่ใช่แค่
ICE PICK SCAR เท่านั้น หากเป็นประเภทอื่นที่รักษามาทุกรูปแบบแล้วยังไม่หาย ก็ต้องมาจบที่การศัลยกรรมเช่นเดียวกัน โดยที่การศัลยกรรมลักษณะนี้ยังแบ่งออกได้อีก 4 วิธี ได้แก่

– Punch excision เป็นการผ่าตัดเอาส่วนของรอยร่องหลุมออก ก่อนเย็บแผลให้ติดกัน

– Punch elevation เป็นการผ่าตัดโดยตกเนื้อบริเวณก้นหลุม หรือบริเวณที่ต่ำกว่าให้ขึ้นมาสูงเทียบเท่ากับบริเวณใกล้เคียง

– Punch grafting เป็นการนำเนื้อส่วนอื่นมาเติมเต็มหลุม แล้วเย็บปิดเพื่อให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตได้เต็มที่

– Elliptical excision เป็นการกรีดร่องหลุมให้เป็นวงรี ก่อนเย็บปิดแผลให้แนบสนิท

ผลข้างเคียงเป็นเรื่องของรอยแผลเป็นขนาดเล็ก แต่ก็สามารถที่จะหายได้เองโดยไม่ต้องรักษาอะไรเพิ่มเติม


เลเซอร์รักษาหลุมสิว

10. การทำเลเซอร์รักษาหลุมสิว

ปิดท้ายด้วยวิธีที่ได้รับความนิยมสูงมากที่สุด เนื่องด้วยไม่เจ็บตัวและหาสถานบริการที่เชี่ยวชาญทำได้ง่าย ส่วนผลลัพธ์นั้นก็ไม่เลวทีเดียว เลเซอร์ที่ใช้เพื่อรักษาหลุมสิวมีหลายประเภท เช่น เลเซอร์ Yag เลเซอร์ Fraxel เลเซอร์Fractional CO2 เป็นต้น ในรายละเอียดแล้ว แต่ละตัวก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าใครชื่นชอบแบบไหน

อย่างไรก็ตามแกนหลักของการรักษาด้วยเลเซอร์ก็คือการกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ของเดิมนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการรักษา หรือการลดหลุมสิวนั้นยุ่งยากกว่าการป้องกันหลายเท่านัก และการป้องกันก็ไม่ได้ยากเกินไปด้วย ดังนั้นหากอยากมีใบหน้าเรียบเนียน ห่างไกลจากร่องริ้วรอยและหลุมบ่ออันขรุขระต่างๆ ก็ต้องใส่ใจดูแลผิวอย่างถูกต้องเหมาะสมอยู่เสมอ

วิธีล้างหน้าด้วยน้ำเย็น และการใช้น้ำแข็ง 7 ข้อดี ให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

วิธีล้างหน้าด้วยน้ำเย็น และการใช้น้ำแข็ง 7 ข้อดี ให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น และการใช้น้ำแข็ง 7 ข้อดี ให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง อากาศมันร้อนจะนั่งจะนอนก็ไม่สบายตัว และที่สำคัญอากาศแบบนี้เป็นผลร้ายผิวหน้าอย่างมาก ผิวองเราสามารถเสื่อมสภาพได้เร็ว

เพราะฉะนั้นวิธีที่ง่าย และประหยัดงบมากที่สุดในการซ่อมผิวเสียจากความร้อน คือการล้างหน้าด้วยน้ำเย็น และการใช้น้ำแข็งประคบ คุณรู้หรือไม่ว่ามันมีข้อดีมาก ทำง่ายๆ ใครก็ทำได้ และมีผลลัพธ์น่าพอใจอย่างมาก — ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

ข้อดีเด่น ของการล้างหน้าด้วยน้ำเย็น และการใช้น้ำแข็งประคบ

ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

1.ลดอาการอักเสบ

เมื่อผิวของเราเกิดการอักเสบ ไม่ว่าจะเกิดจาแสงแดด มลภาวะ หรือมือที่อยู่ไม่นิ่งชอบ แกะ เกา จนทำให้เกิดการอักเสบของสิว หรือผิวหน้า เราสามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ง่ายๆ นั่นคือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น หรือการใช้น้ำแข็งประคบ เพราะจะช่วยให้ลดอาการบวม อีกทั้งอาการอักเสบ และระคายเคือง ก็จะเบาลงอย่างรวดเร็ว

การล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

2.เลือดไหลเวียนดี

รู้หรือไม่ว่าการล้างกน้าด้วยน้ำอุ่นบ่อย เป็นต้นเหตุของการเกิดสิวผด เพราะว่าความร้อนจะไปกระตุ้มต่อมไขมันให้ขับน้ำมันออกมาเยอะกว่าปกติ เพราะฉะนั้นการล้างหน้าด้วยน้ำเย็น หรือการใช้น้ำแข็งประคบจะให้ผลที่ตรงกันข้าม

นอกจากจะช่วยลดอุณหภูมิของผิวหน้าเพื่อให้ขัยน้ำมันออกมาแล้ว ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น หรือถ้าจะให้ดีก็เอาอ่างสักใบใส่น้ำกับน้ำแข็งให้เต็ม แล้วเอาหน้าลงไปแช่ รับรองว่าชื่นใจแน่นอน เราจะเห็นว่าวิธีนี้ในหนังจะทำกันบ่อย ช่วยให้ผิวกระชับได้เร็วมาก เต่งตึง และสดใสตลอดวัน

ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นลดสิว

3.ลดตาบวม

การใช้น้ำแข็งประคบหน้ามีข้อดีช่วยลดอาการปวดรอบดวงตา ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุเช่น นอนดึก ร้องไห้หนัก เป็นต้น เพียงแค่เอาน้ำแข็งมาลูบบริเวณรอบตาที่บวม 10 นาที จะเห็นผลอย่างชัดเจน ตาจะค่อยยุบลงไป

น้ำเย็นล้างหน้า

4.กระชับรูขุมขน

เชื่อหรือไม่ว่าการใช้น้ำแข็งสามารถกระรูขุมขนได้ เพียงแค่นำน้ำแข็งสักก้อนมาห่อด้วยกระดาษทิชชู่ แล้วนำมาคลึงหน้าเบาๆ เพียงเท่านี้ก็คืนความสดชื่นให้ใบหน้าได้สบายๆ นอกจากจะช่วยกระชับรูขุมขน ยังช่วยให้ผิวพรรณเรียบเนียน และสามารถลดเลือนริ้วรอยต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามวัยได้อย่างลงตัว

ใช้ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

5.ช่วยให้แต่งหน้าเนียนขึ้น

อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าน้ำแข็งสามารถช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนได้ด้วยเวลาอันรวดเร็ว เพราะฉะนั้นก่อนจะแต่งหน้าคุณสามารถเอาน้ำแข็งมาลูบหน้าก่อน แล้วเช็ดให้แห้ง จากนั้นค่อยแต่งหน้า เครื่องสำอางอยู่ทนนานมากขึ้น และยังช่วยให้การแต่งหน้าง่ายขึ้นอีกด้วย

สูตรล้างหน้าน้ำเย็น

6.ผสมสูตรลับกับแตงกวา

เพียงแค่ใช้ของบ้านๆ อย่าง น้ำแตงกวา น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว ผสมกันให้เข้าที่จากนั้นนำไปหยดลงบนพิมพ์น้ำแข็ง นำไปแช่จนกลายเป็นน้ำแข็ง ทีนี้คุณก็จะมีน้ำแข็งสูตรพิเศษกว่าใคร ที่นำมาถูวนๆ รอยใบหน้าเพื่อช่วยให้เนียนใสในราคาประหยัด แต่คุณภาพคับจอ

ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นลดหน้าไหม้

7.บรรเทาผิวไหม้แดด

อีกหนึ่งวิธีการเสกน้ำแข็งสูตรพิเศษ ที่เอาไว้ช่วยให้ใบหน้าเรียบเนียนใส วิธีเดียวกันกับข้างบนนั่นแหละ แค่เอาเจลว่านหางจระเข้มาผสมน้ำสักหน่อย แล้วนำไปแช่ให้กลายเป็นน้ำแข็ง

จากนั้นก็นำมาถูๆ ได้ตามต้องการ เพราะสรรพคุณของว่านหางจระเข้ช่วยเรื่องผิวหน้าไหม้แดดได้เป็นอย่างดี และยังถนอมผิวได้ครอบจักนวาล

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. https://women.kapook.com/view144957.html

กันแดดรองพื้น 9 ไอเทมที่ผู้หญิงทุกคนควรมีติดกระเป๋า

กันแดดรองพื้น 9 ไอเทมที่ผู้หญิงทุกคนควรมีติดกระเป๋า

กันแดดรองพื้น 9 ไอเทมที่ผู้หญิงทุกคนควรมีติดกระเป๋า รองพื้นไอเทมที่สาวๆ ทุกคนบนโลกต้องใช้ (หรืออาจะมีบางไม่ใช้) และครีมกันแดดไอเทมที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด

โดยเฉพาะแดดเมืองไทยที่ร้อนแรงเกินจะทน ถ้า 2 ไอเทมนี้มารวมกันในชิ้นเดียว มันจะดีงามขนาดไหน ใครที่อยากได้ไอเทมกันแดดรองพื้นชิ้นพิเศษ ตามมาทางนี้ได้เลย เราจะพาคุณมาพบกับ กันแดดรองพื้น 10 ไอเทมที่ผู้หญิงทุกคนควรมีติดกระเป๋า — กันแดดรองพื้น

กันแดดรองพื้น Cut Press

1 . กันแดดรองพื้น Cute Press SPF50+ PA++++

ไม่รู้ว่าจะมีเครื่อง + ไปไหนมากมาย แต่นั่นก็บอกได้ถึงการปกป้องอย่างเหนือชั้นในทุกสภาวะแสงแดด แม้แดดเมืองไทยจะร้อนแรงขนาดไหน Cute Press SPF50+ PA++++ เอาอยู่แน่นอน จากช้อปคิวท์เพรส

กันแดดด้วยแคปซูลที่มีขนาดของอณูเล็กมากๆ ป้องกัน UVB และ UVA1/2 นอกจากนี้ยังพิเศษด้วย สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล และวิตามินซี ช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้ขาวใส ไร้สิว ลดจุดด่างดำ คุมความมัน ปริมาณ 30 มิลลิลิตร ราคา 379 บาท

กันแดดผสมรองพื้น

2 . กันแดดรองพื้น Minus-Sun SPF 40 PA+++

Minus-Sun มาในสูตรใหม่แบบ Facial Sun Protection SPF 40 PA+++ คุณอาจจะคิดว่าเพียงแค่ค่า SPF 40 PA+++ จะกันแดดเมืองไทยได้เหรอ บอกเลยว่าเอาอยู่แน่นอน และเนื้อรองพื้นที่เรียบเนียน ไม่เหนียวเหนอะหนะ ใช้แล้วเพิ่มความขาวถึง 2 ระดับดีต่อใจ ใครก็ชอบ ปริมาณ 25 กรัม ราคา 250 บาท

ครีมกันแดดรองพื้น

3 .กันแดดรองพื้น BIORE UV SPF50+ PA++++

กันแดดรองพื้นอีกหนึ่งตัวที่มีเครื่องหมาย + มากกว่า 3 อัน BIORE UV SPF50+ PA++++ เพิ่มส่วนผสมพิเศษของรองพื้นแบบ CC ควบคุมความมัน พร้อมกับกันแดดไปในตัว อยู่ได้ตบอดทั้งวัน ไม่ต้องเติมซ้ำ และ SPF50+ PA++++ ช่วยป้องกันแสงแดด ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 250 บาท

รองพื้นกันแดด

4. กันแดดรองพื้น BB Care UV Shield SPF 50 PA+++

BB Care ส่วนผสมของรองพื้นเนื้อบางเบา และ SPF 50 PA+++ไม่ทำให้ระคายเคืองต่อผิว เนื้อรองพื้นละเอียดนุ่มนวล เหมาะสำหรับสาวๆที่ผิวแพ้ง่าย ผสมสารสกัดจากเมล็ดแอปเปิ้ล และวิตามินอี ที่ใช้ใช้นวัตกรรม lightening effect dab ช่วยดูแลดูผิวหน้าให้อ่อนเยาว์ ลดเลือนริ้วรอยหมองคล้ำ สู้แดดได้ตลอดทั้งวันแน่นอน ปริมาณ 30 กรัม ราคา 530 บาท

กันแดดผสมรองพื้นสีเบส

5 . กันแดดที่รองพื้น Eucerin SPF 50+

Eucerin SPF 50+ ไอเทมตัวสุดท้ายที่อยากแนะนำ ถือว่าเป็นอีกตัวที่ติดอันดับของเรา เพราะว่าได้รับความนิยมอย่างมาก ที่ให้ค่า SPF50+ ทำให้ผิวของคุณปลอดภัยจากแสงแดดได้ตลอดทั้งวัน เนื่อรองพื้นดีงามไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดสิวอุดตัน ด้วยส่วนผสมของ ลิโคไลซา ออกซิแดนท์ ฟิลเตอร์ จะช่วยให้ผิวของคุณลดภาวะแบคทีเรียสะสม ไม่ทำให้เกิดสิวบนใบหน้า ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 1,440 บาท

รีวิวกันแดดรองพื้น

6 . กันแดดรองพื้น L’Oréal SPF50+ PA+++

จากแบรนด์ชื่อดัง L’Oréal เนื้อครีมกันแดดสูตร BB โลชั่น ปกป้องผิวได้ดีไม่ให้รังสียูวีเข้ามาทำร้ายผิวอันบอบบาง ปกปิดรอบต่างได้ทุกผิว ป้องกันแสงแดดได้ยาวนาน 12 ชั่วโมง เนื้อครีมมีความเนียนละเอียด ไม่มัน ไม่เงา ไม่แพ้ ไม่เกิดสิว ใช้ง่ายสบายๆ ตลอดวัน ปริมาณ 30 มิลลิลิตร ราคา 329 บาท

กันแดดรองพื้นเซเว่น

7 . กันแดดรองพื้น ANESSA SPF50++ PA+++

ANESSA SPF50++ PA+++ ที่ผสมผสานคอลลาเจน และรองพื้นสูตร BB SPF50++ PA+++ เอาไว้ในตัวเดียว ช่วยปกป้องผิวของคุณจาก รังยูวีเอ ยูวีบี พร้อมบำรุงผิวของล้ำลึก ปริมาณ 30 กรัม ราคา 1,300 บาท

ครีมกันแดดผสมรองพื้นสีเนื้อ

8 . กันแดดรองพื้น Skinfood SPF 20

Skinfood สูตร Aloe Sunscreen ที่มาพร้อมการปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย SPF 20 ในเนื้อครีมแบบ BB Cream ปกป้องยาวนาน 6 ชั่วโมง สูตรธรรมชาติ ใครที่ชอบแนวเกาหลี ตัวนี้รับรองว่าโดนใจแน่นอน ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 297 บาท

ครีมกันแดดผสมรองพื้นสีเบส

9 . กันแดด รองพื้น PhD SPF50+PA+++

PhD SPF50+PA+++ ไม่ว่าสภาพผิวของคุณจะเป็นแบบไหน คุณก็สามารถใช้ได้อย่างไม่ต้องกังวล พร้อมกันเหงื่อ กันน้ำ ท้าแดด ท้าลม ตลอดวัน ไม่มีหวั่น ปกป้องยาวนานต่อเนื่องถึง 12 ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยีเอนแคปซูเรชั่น ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 990 บาท

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. https://bkkbeauty.com/ครีมกันแดดผสมรองพื้น/

รองพื้นคุมมัน 7 ยี่ห้อ ขั้นเทพ ถูก และดี ยังมีอยู่ในโลก

รองพื้นคุมมัน 7 ยี่ห้อ ขั้นเทพ ถูก และดี ยังมีอยู่ในโลก

รองพื้นคุมมัน 7 ยี่ห้อ ขั้นเทพ ถูก และดี ยังมีอยู่ในโลก รองพื้น จุดเริ่มต้นของความสวยใส เปลี่ยนสาวหน้าสดให้เกิดความมั่น หน้าปัง ไปไหนก็มั่น ไปไหนก็เชิด สวยไม่สนใจใคร ตัวแม่ได้ทุกสถานการณ์

แต่รองพื้นระดับเทพที่ขึ้นชื่อว่าของดีมันก็ต้องมีราคาที่แพงจนน้ำตาตก แบบนี้สำหรับสาย SAVE จะต้องทำยัง วันนี้เราเลยอยากจะมาแนะ รองพื้นคุมมัน 7 ยี่ห้อ ขั้นเทพ ถูก และดี ยังมีอยู่ในโลก — รองพื้นคุมมัน

รองพื้นคุมมันที่ดีที่สุด

1.Revlon Colorstay ราคา 550 บาท

เจ้าของตำนานรองพื้นอย่าง Revlon Colorstay แน่นอนว่าจะต้องติดอันดับของเราอยู่แล้วด้วยราคาเบาๆ ที่ 550 บาทเท่านั้น มาพร้อมกับร้องพื้นฝาดำเข้ม ใช้กันทั้งบ้านทั้งเมือง

เพราะว่าติดทนนานมาก ไม่ว่าจะน้ำ เหงื่อ แดด ลม ฝน Revlon Colorstay เอาอยู่ ยิ่งเหล่านักศึกษาที่ต้องงรับปริญญา บอกเลยว่าใช้กันทุกคน เพราะอยู่ทน อยู่นานตลอดทั้งวัน บิวตี้บล็อกเกอร์ ใช้กันเป็นประจำ รีวิวเพียบ แนะนำว่าใครจะใช้ขอให้เกลี่ยบางๆ ก็พอนะ เพราะว่าเนื้อหนามาก

รีวิวรองพื้น

2.Essence Stay All Day 16 h Long-Lasting Make-up ราคา 250 บาท

ด้วยการการันตรีติดทนนานยาว 16 ชั่วโมง บิวตี้บล็อกเกอร์หลายคนจึงแนะนำตัวนี้ Essence Stay All Day 16 h Long-Lasting Make-up คุมมันยาวนาน ไม่ต้องกลัวแม้ว่าจะหลงป่า หรือลืมล้างหน้า ตื่นขึ้นมาหน้าก็เป๊ะ ความคุมความมัน ปกปิดทุกริ้วรอยอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างชิลๆ ไม่หนักหน้า ราคาก็เบาเหลือเกิน เพียงแค่ 250 เท่านั้นเอง

รองพื้นยี่ห้อไหนดี

3.KMA water resist liquid foundation (Oil free) ราคา 390 บาท

อีกตัวที่เราอยากแนะนำ รองพื้นยอดนิยมขวัญใจบิวตี้บล็อกเกอร์ KMA water resist liquid foundation เนื้อครีมแห้งเร็ว ไวเวอร์ คุมความมันแบบเอาอยู่ของจริง ไม่ได้โม้ เนื้อครีมบางเบา ไม่เหนียว ไม่โบ๊ะ หน้าไม่เยิ้มระหว่างวัน ปกปิดดีมาก ราคาก็เบาๆ 390 บาท เท่านั้น

รองพื้นคุมหน้ามันยี่ห้อไหนดี

4.Maybelline dream satin skin SPF24 pa++ ราคา 449 บาท

ไม่ถึง 450 เพราะว่า 449 บาท เพื่อ ? ราคากลางๆ แต่คุณภาพอันแน่นกับ รองพื้น Maybelline dream satin skin SPF24 pa++ จากเมย์เบลลีน เนื้อละเอียดละมุมมาก เรื่องจริง เกลี่ยง่าย เรียบเนียนกริบ ปกปิดได้ทุกอย่าง ริ้วรอย จุดด่างดำ รอยหมองคล้ำ พลานุภาพสูงมาก

จริงๆ เราเป็นแฟนคลับแบรนด์นี้นะ พร้อมกันแดดด้วย SPF24 pa++ กันแดดอย่างเพอเฟค และยังบำรุงผิวให้ชุ่มชื่นด้วยเซรั่ม ที่สำคัญเหมาะกับสาวไทยทุกสีผิว และมีหลายเฉดสีให้เลือกเยอะมากๆ รับรองว่าโดนใจแน่นอน แนะนำจากใจเลยตัวนี้

รีวิวรองพื้นคุมหน้ามัน

5.L’Oreal True Match Liquid Foundation ราคา 339 บาท

รองพื้นเบาๆ ไม่หนักหน้า กับวันสวยๆ สะบัดบ๊อบ 555+ ใครที่ชอบแนวใสๆ เนื้อบางๆ ต้องตัวนี้ L’Oreal True Match Liquid Foundation ไม่วอก ไม่หนา มอบความชุ่มชื้น ขนาดว่ารู้สึกร้อนยังสามารถฉีดสเปร์ยบำรุงหน้าระหว่างวันได้

รองพื้นก็ไม่หายไปไหน ไม่ทิ้งคราบ แถมยังมีมี SPF กันแดดได้นิดหน่อย คุมมันได้แต่ไม่เยอะมาก เพราะว่าเน้นที่การแต่งบางๆ แบบใสๆ แบ๋วๆ มากกว่า แบบที่ไม่ต้องออกกิจกรรมกลางแจ้งมากนัก เรื่องชื่อเสียงไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว ราคาก็เบาๆ เนอะ 339 บาท เท่านั้น ^–^ ยิ้ม

ลดหน้ามันด้วยรองพื้น

6.Bourjois Healthy Mix Foundation ราคา 525 บาท

สวยๆ งามๆ กับ รองพื้น Bourjois Healthy Mix Foundation สัญชาติฝรั่งเศส ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ งามๆ อย่างมีคุณค่าแบบออริจินัล เนเชอรัล ทั้งแอปริคอท เมลอน แอปเปิ้ล รวมอะไรมากมายได้อีกเยอะ

นอกจากจะช่วยปกปิดสภาพผิวที่ผ่านสงครามาอย่างโชกโชนได้แล้ว ยังบำรุงผิวกระจ่างใส คืนความอ่อนเยาว์ พร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่น บอกเลยว่าดีต่อใจมากมาย แต่ราคาจะอัพขึ้นมาสักหน่อย 525 บาท ยังไหวอยู่

รองพื้นลดหน้ามัน

7.Catrice All Matt Plus Shine Control Make Up ราคา 379 บาท

แบรนด์นอกจาก เยอรมันเลอค่ากับ Catrice All Matt Plus Shine Control Make Up สูตรไม่มีน้ำมัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นรองพื้นที่เนื้อเบามาก มากจริงๆ ไม่เชื่อต้องลองเอง ปกปิดได้ดี แต่ที่เด่นคือเรื่องความคุมความมันบนใบหน้า อันนี้ให้ 5 ดาว ตัวนี้สำหรับคนที่มีสภาวะผิวไม่มีร่องรอยมากเกินไป จะเหมาะมากราคาก็อยู่ที่ 379 บาท จัดได้เลย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://daily.rabbit.co.th/7-รองพื้นถูกและดี-คุมมัน

หน้ามัน 19 วิธีลดหน้ามัน ให้กลับมาเนียนใส ด้วยสิ่งนี้…

หน้ามัน 19 วิธีลดหน้ามัน ให้กลับมาเนียนใส ด้วยสิ่งนี้…

หน้ามัน 19 วิธีลดหน้ามัน ให้กลับมาเนียนใส ด้วยสิ่งนี้… หน้ามัน เชื่อผิวของคนไทยส่วนใหญ่ต้องเจอกับปัญหานี้อย่างแน่นอน และด้วยความที่เป็นเมืองร้อนปัญหานี้จึงแก้ได้ยาก และน่ารำคาญมากที่สุด

แต่วันนี้เรามีเรื่องดีๆ มาบอก เพราะว่าคุณจะสามารถกำจัด หน้ามัน ให้หายไปได้ ด้วย หน้ามัน 26 วิธีลดหน้ามัน ให้กลับมาเนียนใส ด้วยสิ่งนี้… — หน้ามัน

วิตามินเอลดหน้ามัน

1 . เลือกรับประทานอาหารคุมหน้ามัน

สารอาหารสำหรับคนที่หน้ามัน ผิวมันควรจะได้รับมากที่สุดคือ วิตามินเอ และวิตามินบี 2 เพราะว่าหากขาดสองตัวนี้ผิวของคุณจะเพิ่มความมันมากขึ้นไปอีก วิตามินบี 2 จะอยู่ในอาหารประเภท ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี

ส่วนวิตามินเอจะช่วยให้ร่างกายลดกระบวนการผลิตความมัน อยู่ในอาหารประเภท แครอท แคนตาลูป ผักโขม และควรงดรับประทานของมัน ของทอด รวมถึงน้ำตาล น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารที่มีรสจัด

เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะไปเพิ่มการขยายตัวของหลอดเลือด ให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ และร่างกายเกิดการขาดน้ำ ผิวของคุณจะมัน ไม่สดใส หมองคล้ำ

ดูแลหน้ามัน

2 . ดื่มน้ำสะอาด

การดื่มน้ำบ่อยสามารถลดอาการหน้ามันได้ แต่ไม่ใช่ดื่มทีละเยอะๆ ในครั้งเดียว คุณควรจิบบ่อยๆ ตลอดวัน ทำให้ผิวเกิดความชุ่มชื่น ช่วยในการขับของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

ป้องกันหน้ามัน

3 . อย่าให้อะไรมาบดบังใบหน้า

เพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะสกปรก เช่นเส้นผมโดยเฉพาะพวกที่นิยมใส่เจล จะยิ่งทำให้ไปโดนหน้า และอาจทำให้เกิดสิวได้ง่าย เวลานอนก็เช่นกัน ควรรวบผมไว้ด้านหลัง ยิ่งพวกที่ไม่ค่อยสระผมรับรองว่าตื่นมาหน้าของคุณมันแน่นอน

แดดทำให้หน้ามัน

4 . หลีกเลี่ยงแสงแดด

พยามยามหลีกเลี่ยงแสงแดดให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะแดดเมืองไทยที่โคตรร้อน หากว่ามีกิจกรรมที่ต้องออกแดดจริงๆ แนะนำว่าควรทาครีมกันแดดทุกครั้ง แต่ควรเลือกใช้สูตรบางเบาซึมซาบเร็ว เพื่อลดความมันบนใบหน้า

รักษาหน้ามัน

5 . ทำความสะอาด

ความมันเกิดจากการสะสมของสิ่งสกปรกต่างๆ เราควรล้างทำความสะอาดผิวหน้า แต่ว่าไม่ต้องบ่อยเกินไป ปกติทั่วไปล้างเช้า และเย็น การล้างหน้าบ่อยจะไปกระตุ้นให้ผิวขับความมันออกมากขึ้น

วิธีรักษาหน้ามัน

6.เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าช่วยลดหน้ามัน

สำหรับคนที่มีผิวหน้ามันกว่าคนปกติทั่วไป การเลือกโฟมล้างหน้าควรเลือกที่มีค่า pH เป็นกลาง หรือไปทางกรดเล็กน้อย หรือเลือกที่เป็นสูตรเย็น ช่วยกระชับรูขุมขน สำหรับใครที่ใช้สบู่ล้างหน้าขอให้เลือกซะ เพราะว่าสบู่มีฤทธิ์เป็นด่าง และไม่ควรใช้โฟมล้างหน้าที่มีสครับ เพราะว่าจะไปกระตุ้นความมัน

ทาครีมลดหน้ามัน

7 . ใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้า

ใครที่ต้องการใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้า ควรเลือกที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะหน้ายิ่งแห้ง มันจะยิ่งขับน้ำมันออกมากขึ้นกว่าเดิม ควรโทนเนอร์หลังล้างหน้าทั้งเช้าและเย็น เพื่อช่วยควบคุมความมัน

แพ้หน้ามัน

8 . ใช้ครีมบำรุงผิวที่ปราศจากน้ำมัน

ไม่ว่าคุณจะใช้บำรุงอะไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรกคือต้องไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ควรเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ชนิดบางเบา ที่ซึมเข้าสู้ผิวอย่างเร็วไม่เหนอะหนะ

หน้ามันทำไงดี

9 . เครื่องสำอางลดหน้ามัน

ควรเลือกเครื่องสำอางประเภทเนื้อแมท รองพื้นควรใช้สูตรน้ำหรือรองพื้นสูตรเจล ทั้งหมดต้องไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ถ้ารองพื้นของคุณมีส่วนผสมของแร่ธาตุ และวิตามินจะดีมาก โดยเฉพาะ ซิงค์ ออกไซด์ และวิตามินซี เพราะว่าแร่ธาตุเหล่านี้จะช่วยควบคุมความมันให้คุณได้อีกระดับ

แก้แพ้หน้ามัน

10 . มาร์คแก้หน้ามัน

การเลือกมาร์คหน้า ควรเลือก ประเภทที่ มีสาร AHA, BHA เพราะจะช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิว และกระชับรูขุมขน ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แต่ไม่ควรใช้มากจนเกินไป ควรใช้แค่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือจะเลือกสมุนไพรก็ได้เช่นกัน ได้แก่ ขมิ้น และมะขามเปียก เป็นต้น

มาส์กหน้าลดหน้ามัน

11 . สูตรมาส์กหน้าลดหน้ามัน

สูตรนี้คุณสามารถทำเองได้ง่ายๆ เพียงนำส่วนผสมต่างๆ มาผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาทีจากนั้นก็ล้างออกด้วยนำสะอาด น้ำมะนาว 1 ช้อนชา , ไข่ขาว 1 ฟอง , แตงกวาอีกลูก และ สะระแหน่

ลดหน้ามันกับมาส์กหน้า

12 . สูตรมาส์กหน้ามะเขือเทศ

บดมะเขือเทศจนละเอียดแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นล้างออก จะช่วยควบคุมความมันได้ดี และผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส สามารถทำได้สัปดาห์ 3 ครั้ง

สูตรลดหน้ามัน

14 . สูตรแก้หน้ามัน มะนาว + มะเขือเทศ + ข้าวโอ๊ต

นำ มะนาว + มะเขือเทศ + ข้าวโอ๊ต มาผสมให้เข้ากันทาทิ้งไว้บนหน้าประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

คุมมันบนหน้า

15 . แก้หน้ามันด้วยสูตร ข้าวโอ๊ต + น้ำมันมะกอก + น้ำมะนาว

ใช้ข้าวโอ๊ตบด ตามด้วยน้ำมะนาว และน้ำมันมะกอกนิดหน่อยเพียงแค่หยดสองหยดก็พอ เพื่อให้ทุกอย่างข้นเข้าที่ จากนั้นนำมาขัดหน้าเบาๆ แล้วล้างออก

สูตรแก้หน้ามัน

16  . คุมหน้ามันด้วย น้ำมะนาว

สามารถใช้น้ำมะนาวสดๆ ได้เลย นำสำลีมาชุบแล้วทาบริเวณใบหน้าได้ แต่ยกเว้นบริเวณรอบดวงตา หากว่าใครมีอาการแสบให้เจือจางด้วยน้ำอุ่น ทำได้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง

ผลไม้คุมมัน

18 . สูตรคุมหน้ามัน น้ำเกลือ + เปลือกมะนาว

อีกหนึ่งสูตรที่ดีงาม และยังคงน้ำมะนาวเช่นเดิม โดยในสูตรนี้เราจะใช้น้ำเกลือด้วย ต้มน้ำเกลือให้เดือดได้ที่ รอให้เย็น เอาหน้าไปอังไอน้ำเกลือเพื่อให้รูขุมขนเปิด จากนั้นเอาย้ำเกลือมาเช็ดหน้ารอจนน้ำเกลือแห้ง และใช้เปลือกมะนาว ขัดหน้าเบาๆ จากนั้นใช้นำเกลือล้างอีกครั้ง แล้วตามด้วยโฟมล้างหน้า จบพิธี

หน้ามันคล็ดลับลด

19 . สูตรลดหน้ามัน แอปเปิ้ล + น้ำผึ้ง

สูตรบางที่อาจจะหาส่วนผสมยากหน่อย ใช้ แอปเปิ้ล 1 ผล + น้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ นำแอปเปิ้ลมาปั่น ใช่ๆ อย่าลืมปลอกเปลือกก่อนแล้วล้างให้สะอาดนะ เมื่อได้แอปเปิ้ลละเอียดแล้ว ให้เอามาผสมกับน้ำผึ้ง พอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นก็ล้างออกให้สะอาด จบพิธี

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. http://www.patcharapa.com/หน้ามัน-วิธีแก้หน้ามัน/

ครีมกันแดดหน้ามัน 6 ไอเทม ระดับเทพ

ครีมกันแดดหน้ามัน 6 ไอเทม ระดับเทพ

ครีมกันแดดหน้ามัน 6 ไอเทม ระดับเทพ รีวิวสุดยอดครีมกันแดด 6 ไอเทมที่คุณต้องมีไว้ เพราะว่าแดดเมืองร้อนแรงเหลือเกิน รับรองว่า 6 ตัวนี้จะทำให้ผิวของคุณถูกปกป้อง จนแสงแดดไม่สามารถทำอะไรผิวของคุณได้เลย — ครีมกันแดดหน้ามัน

ครีมกันแดด Za True

1 . Za True White Power Block UV SPF 50+ PA++++

+++ อะไรจะบวกกันมากมายขนาดนั้น Za True White Power Block UV SPF 50+ PA++++ ปกป้องแสงแดดทั้ง UVA/UVB กันแดด กันน้ำ กันเหงื่อ และยังคุมความมันได้ปานกลาง เป็นเนื้อโลชั่นซึมง่าย ไม่เหนียว ใช้ได้ดีต่อคนที่มีผิวแห้ง มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ใครที่ใช้เน้นให้ทาบางๆ เพราะว่าประสิทธิภาพเข้มข้นอยู่แล้ว [ แนะนำ 10 โรงงานครีม มือใหม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับครีม ควรรู้ ]

ครีมกันแดด Eucerin Sun

2.Eucerin Sun Protection Acne oil Control Dry Touch

นอกจาก Eucerin Sun Protection Acne oil Control Dry Touch จะช่วยป้องกันแสงแดได้ดีเยี่ยมแล้ว ยังช่วยลดเลือน ฝ้าแดด และสิว ปกป้องสูงสุด เหนือกว่า SPF และ PA ตัวนี้ใครที่เป็นกังวลเรื่องความมันใช้ได้หายห่วง เพราะว่ามี ออกซิแดนท์ ฟิลเตอร์ พร้อมคาร์นีทีน

ดูแลเรื่องความมันของคุณได้ตลอดวัน เนื้อเป็นเจล ทาแล้วดีต่อใจเพราะว่ารู้สึกชุ่มชื้น ใครที่ใช้แล้วต้องการ make up ต่อต้องรอนิดหนึ่งเพื่อให้เนื้อเจลแห้งก่อน จะแห้งช้านิดหน่อย แต่ว่าข้อดีชัดๆ คือป้องกันสิวได้ด้วย ถือว่าเป็นครีมกันแดดที่มี่ 2 คุณค่าในตัวเดียว

ครีมกันแดดคุมมัน Smooth E

3.Smooth E Physical Sunscreen White Extra Fluid

ใครที่ผิวแพ้ง่าย บอบบาง เราแนะนำแบรนด์ Smooth E เพราะว่าแบรนด์นี้ทำมาเพื่อคนผิวบางโดยเฉพาะ Smooth E Physical Sunscreen White Extra Fluid เวชสำอางที่แพทย์ผิวหนังแนะนำ คืนความสดใสให้ผิว ลด ฝ้า กระ จุดด่างดำ Non Chemical ไม่มีสารตกค้าง หรือสารเคมีที่จะมาทำร้ายผิว

ไม่มีแอลกอฮอล์ กันเหงื่อ กันแดด กันน้ำยาวนานถึง 8 ชั่วโมง เนื้อครีมละมุนมาก เพราะว่าเป็นเนื้อครีมน้ำนม ซึมไวมาก และยังช่วยปรับสีผิวของเราให้สว่างขึ้น จริงๆ ตัวนี้เราก็ใช้อยู่นะ เพราะว่าผิวเราแพ้ง่าย และได้ผลดีมากเลย

Mizumi ครีมกันแดด กันน้ำ

4.Mizumi UV Water Serum SPF50+ PA++++

ครีมกันแดดสูตรน้ำ สำหรับคนที่มีผิวบอบบางเป็นพิเศษ เพราะว่าไม่มีสารเคมี 100% ไม่มีแอลกอฮอล์ เนื้อครีมเบาๆ คล้ายน้ำนม แห้งไว้ใช้ง่ายไม่เหนียว ออกแดดได้อย่างมั่นใจ ปกป้องแดดได้ไร้เทียมทานมาก Mizumi UV Water Serum SPF50+ PA++++ ราคาไม่แรง แต่คุณภาพแซงไปไกลลิบ

GARNIER ครีมกันแดด

5.GARNIER UV COMPLETE WHITEN & PROTECT DAILY SUNSCREEN SPF 50+/PA++++

ไม่ค่อยเข้าใจว่าครีมกันแดดสมัยนี้จะมีชื่อยาวไปไหน 555 GARNIER UV COMPLETE WHITEN & PROTECT DAILY SUNSCREEN SPF 50+/PA++++ มาพร้อมกับเนื้อครีมสีเบจ และปกป้องผิวสงแดดอย่างลุกล้ำ ปกป้องไม่ให้เกิดจุดจ่างดำ ลดรอยต่างๆ

คืนสีผิวให้กลับมาเรียบเนียน สม่ำเสมอ ฟื้นบำรุงผิวได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวนี้ก็ใช้ง่ายเช่นกัน เกลี่ยง่ายไม่เหนียว แต่อย่าทาเยอะเพราะว่าเนื้อครีมจะมีความมันนิดหน่อย ตัวนี้จะเด่นในเรื่องของการปรับสภาพสีผิว

ครีมกันแดดหน้ามัน Vichy

6.Vichy IDEAL SOLEIL Dry Touch SPF 50 PA++++

Vichy IDEAL SOLEIL Dry Touch SPF 50 PA++++ ปกป้องผิวจากรังสี UVA มีมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับว่าใช้ได้ผลจริง ไม่เหนียว ใช้ง่าย ไม่ทิ้งคราบกวนใจ พร้อมกับปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ สว่างกระจ่างใส อย่าทาเยอะเพราะว่าจะเกลี่ยเนื้อครีมยาก

ลองดูสำหรับ 6 ตัวที่ได้นำเสนอไป รับรองว่าสู้กับแดดเมืองไทยได้อย่างสบายๆ แน่นอน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. https://sistacafe.com/summaries/26479-รีวิว6ครีมกันแดดสำหรับผิวเป็นสิวง่ายหน้ามันแพ้ง่ายตัวโดนคู่ควรกับหน้าเราที่สุด

ครีมปรอท 4 วิธีทดสอบครีมปรอท ทดลองแล้วเห็นผลจริงอย่าง แน่นอน

ครีมปรอท 4 วิธีทดสอบครีมปรอท ทดลองแล้วเห็นผลจริงอย่าง แน่นอน

ครีมปรอท 4 วิธีทดสอบครีมปรอท ทดลองแล้วเห็นผลจริงอย่าง แน่นอน อย่างที่เรารู้กันดีว่า สารปรอทนั้นเป็นสารเคมี ที่ค่อนข้างส่งผลกระทบกับร่างกาย สูงเพราะสามารถทำลายระบบเม็ดเลือดของเราได้เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม หลายครั้งเราก็ยังจำเป็นที่จะต้องนำเอาสารอันตรายอย่าง ปรอทมาใช้ในการทำงานบางอย่าง หรือแม้กระทั่งการรักษาโรคบางชนิด แต่ต้องทำภายใต้การควบคุมของแพทย์ อย่างเคร่งครัด — ครีมปรอท

แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนก็ได้นำเอาผลข้างเคียงบางอย่างของบสารปรอทมาใช้ในด้านความงาม ซึ่งผลข้างเคียงนั้น ก็คือ การช่วยฆ่าเชื้อที่ทำให้เกิดสิว และลดการทำงานของเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีผิวคล้ำให้น้อยลง ทำให้ผิวหน้าขาวใส ไร้สิวในเวลาที่รวดเร็ว ก่อให้เกิดเป็นครีมปรอท ที่ขายกันตามท้องตลาด ซึ่งหลายเจ้าอาจจะไม่ได้บอกตรงๆ ว่ามีสารอันตราย อันนี้เราก็ต้องตรวจสอบกันเอาเอง โดยวิธีการยอดนิยมที่ใช้ในการตรวจสอบว่า ครีมที่ซื้อมาเป็นครีมปรอท หรือไม่ มีดังนี้

ปรอทครีม

1. ทดสอบกับผิว

วิธีนี้สำหรับคนผิวแพ้ง่าย อยากให้เลี่ยงไปเลยจะดีกว่า แต่ถ้าคุณเชื่อว่าผิวพรรณคุณแข็งแรง ก็น่าลองเหมือนกัน ซึ่งวิธีการทดสอบนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่นำเอาครีมปรอท ทีจะทดสอบมาทาที่บริเวณท้องแขนด้านใน เล็กน้อย แล้วปิดด้วยพลาสเตอร์

จากนั้น ก็นำเอาพลาสเตอร์อีกอันมาปิดที่บริเวณใกล้เคียง ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แกะพลาสเตอร์ออก ถ้าตรงที่ทาครีมมีสีขาวซีดกว่า ตรงที่ไม่ทาแสดงว่า ครีมที่ซื้อมาเป็นครีมปรอท จริง

ทดสอบครีมปรอท

2. ใช้ผงซักฟอกทดสอบ

เป็นวิธีการยอดนิยมอีกวิธีการหนึ่งทีเดียว ในการช่วยทดสอบว่าครีมที่ซื้อมานั้นเป็น ครีมปรอท หรือไม่ ซึ่งวิธีการ ก็ไม่ยากเลย เพียงแค่ผสมผงซักฟอกกับน้ำให้เป็นเนื้อครีมข้นๆ

จากนั้นนำเอาครีมที่ต้องการทดสอบมาป้ายลงบนกระดาษทิชชู่ แล้วนำเอาผงซักฟอกที่ผสมไว้แล้วมาหยดใส่ ทิ้งไว้สักครู่ หากไม่มีการเปลี่ยนสี แปลว่าครีมนั้นปลอดภัยจากสารปรอท แต่หากมีการเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำเงิน แสดงว่า นั่นเป็นครีมปรอท

ครีมปรอทเป็นยังไง

3. ทดสอบโดยการนำเอาถูกับทองแท้

วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีทอง แต่ถ้าไม่มีแนะนำให้ข้ามไปเลย ส่วนวิธีการนั้น ก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่นำเอาครีมมาป้ายลงบนกระดาษทิชชู่ แล้วนำไปถูกับทองคำแท้ หากถูแล้วเป็นสีดำ แสดงว่ามีสารปรอทในครีมนั้นจริงๆ

วิธีทดสอบครีมปรอท

4. ซื้อชุดทดสอบสารปรอทของกรมวิทยาศาสตร์

แนะนำว่าลองซื้อชุดทดสอบมาใช้ จะให้ผลที่ชัดเจนกว่า แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าปรอท ที่อยู่ในครีมนั้นเป็นปรอทชนิดใด และมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน แต่ก็พอที่จะทำให้เราตัดสินใจได้ว่าจะทิ้ง หรือใช้ครีมปรอท กระปุกนั้นต่อไป

เมื่อทดสอบจนทราบแล้ว ว่ามีสารปรอทอยู่ภายในเครื่องสำอาง หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ใช้มาจนจะหมดแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่า ผลของการใช้ครีมปรอท นั้นจะเป็นอย่างไร ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ครีมปรอทคือ

ผลระยะสั้น สำหรับคนที่อาจจะทำบุญมาดีทำให้คุณเห็นผล ของการใช้ครีมปรอท อย่างรวดเร็ว ทำให้ตัดสินใจว่าจะเลิกใช้ก่อนที่จะสะสมในร่างกายจนเป็นอันตราย แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องเสียเวลาในการฟื้นฟูผิวมากพอสมควรทีเดียว

เพราะผลของการแพ้ครีมปรอท แบบรุนแรงที่เห็นได้ชัด คือ จะมีอาการคัน ระคายเคือง และอาจจะเห็นสิวจำนวนมากโผล่ขึ้นมาหลังใช้ได้ไม่นาน นอกจากนี้แล้วหากยังฝืนใช้ เพราะเชื่อคำแม่ค้าว่าเป็นการผลักสิวออกมา แล้วจะหายไปเอง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ก็อาจะทำให้เกิดอาการผิวบาง แสบ แพ้แสง และที่ร้ายที่สุด คือ อาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าถาวรอีกด้วย [ ครีมสเตียรอยด์ ]

ผลสะสม สำหรับหลายคนที่บอกว่าใช้ครีมปรอท มาตั้งนานไม่เห็นเป็นอะไรเลย นั่นอาจจะเป็นเพราะว่ามีการสะสมของสารปรอทในกระแสเลือด และในผิวของเราไปแล้ว สำหรับผลของการที่ปรอทสะสมในผิว ในช่วงแรกอาจจะเห็นว่า หน้าขาวใสจริง แต่เมื่อเปลี่ยนครีม หรือเลิกใช้ จะเกิดอาการสิวปะทุขึ้นมาเต็มใบหน้า และอาจจะมีอาการอื่นๆ ด้วย เช่น ผิวบาง แพ้ง่ายขึ้นเป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว ในรายที่มีการตั้งครรภ์ แต่ใช้ครีมปรอท อยู่เป็นประจำ ผลของการสะสมของสารปรอท นอกจากจะเกิดกับคุณแล้ว ยังอาจจะส่งผลถึงเด็กในท้องด้วย เพราะสารปรอทจะไปทำลายระบบการไหลเวียนโลหิต และอาจจะทำให้เกิดการพิการ ทั้งทางร่างกาย และสมองสำหรับเด็กที่จะเกิดมาด้วย

จะเห็นได้ว่าครีมปรอท ราคาถูก ที่ขายกันเกลื่อนเมืองนั้น มอบความสวยให้คุณได้ก็จริง แต่เป็นเพียงความสวยชั่วคราว ซึ่งต้องแลกมาด้วยปัญหาสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้แล้ว ยังไม่ได้แค่ส่งผลกับตัวคุณเท่านั้น เพราะอาจจะส่งผลถึงลูกของคุณด้วย ดังนั้น เราแนะนำว่าหากเลี่ยงได้ควรจะเลี่ยงการใช้ครีมที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย จาก อย. จะดีกว่า

เพราะครีมเหล่านี้ราคาถูกก็จริง แต่เมื่อมาคำนวณในส่วนของค่ารักษาที่เกิดจากการใช้ครีม บอกได้เลยว่า แพงกว่าเครื่องสำอางเค้าเตอร์แบรนด์ด้วยซ้ำ ดังนั้น บวกเงินเพิ่มเล็กน้อย เพื่อแลกกับความปลอดภัยของทั้งผิวคุณ และสุขภาพ จะดีกว่า เพราะหน้าของคุณมีแค่หน้าเดียว ชีวิตก็เช่นกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. https://www.dek-d.com/board/view/1746227/
  2. http://www.biohopethai.com/เตือน-ครีมปรอท-ทำให้พัง-ทั้งหน้าและชีวิต
  3. https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_535460

ครีมสเตียรอยด์ 3 สเต็ป แก้หน้าพัง ปังได้อีกครั้ง

ครีมสเตียรอยด์ 3 สเต็ป แก้หน้าพัง ปังได้อีกครั้ง

ครีมสเตียรอยด์ 3 สเต็ป แก้หน้าพัง ปังได้อีกครั้ง ถ้าพูดถึงเครื่องสำอางในปัจจุบันเราจะพบว่ามีมากมายหลายแบรนด์ทีเดียวในท้องตลาดให้เรา ได้เลือกซื้อ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกแบรนด์จะปลอดภัยสำหรับผิวของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์ที่กล้าการันตี 3-7 วันเห็นผล และมีราคาที่ถูกเกินไป ยิ่งถือว่าอันตรายทีเดียว

เพราะอาจจะมีส่วนผสมของสารต้องห้ามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปรอท ไฮโดรควินิน หรือแม้กระทั่งสารสเตียรอยด์ ซึ่งสาที่กล่าวมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสารที่มีอันตราย ทั้งต่อผิวพรรณ และต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งครีมสเตียรอยด์ ด้วยแล้วมักจะส่งผลแทบจะในทันที ที่หยุดใช้กันเลยทีเดียว — ครีมสเตียรอยด์

สิวสเตียรอยด์

เพื่อให้ผิวของเราปลอดภัยจากครีมสเตียรอยด์ มาดูกันดีกว่าว่า ครีมเหล่านี้มีลักษณะอย่างไร

รักษาสิวหายได้ใน 7 วัน ในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ สำหรับในส่วนของครีมสเตียรอยด์ นั้นมักจะเน้นโฆษณาไปที่การรักษาสิว ให้หายในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งเห็นผลจริงในระยะแรก เนื่องจากสเตียรอยด์ที่อยู่ในครีมจะไปกดไม่ให้สิวปะทุขึ้นมา ทำให้เชื้อสิวยังคงอยู่ภายใต้ผิวหน้าของเรา เพื่อรอวันที่ผิวอ่อนแอ แล้วจึงค่อยผุดขึ้นมาพร้อมกันจำนวนมาก

ครีมมีกลิ่นฉุน หลายเจ้าอ้างว่าครีม ของตนเองทำมาจากสมุนไพร ทำให้มีกลิ่นที่ฉุนรุนแรง แต่จริงๆแล้ว เป็นการแต่งกลิ่น เพื่อกลบกิ่นของสารเคมี เพื่อไม่ผู้บริโภคไม่รู้สึกตัวว่ากำลังใช้ครีมสเตียรอยด์ อยู่นั่นเอง

เนื้อครีมแยกชั้น เมื่อใช้ไปสักพักหนึ่งสำหรับคนที่กำลังใช้ครีมสเตียรอยด์ แนะนำว่าให้ดูว่าเนื้อครีมนั้นยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะครีมที่มีสารสเตียรอยด์นั้น มักจะเกิดการแยกชั้นของเนื้อครีมเมื่อเวลาผ่านไป

เนื้อครีมมีการเปลี่ยนสี ทั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนสีจากสภาพอากาศ เพราะว่าสำหรับครีมสเตียรอยด์ นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างเร็ว และเมื่อมีการสอบถามไปยังเจ้าของผลิตภัณฑ์มักจะมีการอ้างว่า เป็นการเปลี่ยนสีของสมุนไพร เป็นต้น แต่หากพบว่าเนื้อครีมเปลี่ยนสี แนะนำว่าให้ทิ้งดีกว่า ไม่ว่าจะมี หรือไม่มีสารอันตรายก็ตาม เพราะนั่นอาจจะหมายความว่าครีมนั้น หมดอายุ หรือเสื่อมสภาพได้เช่นเดียวกัน

และสำหรับคนที่กำลังมีปัญหาหลังจากที่ใช้ ครีมสเตียรอยด์ เราก็มีเทคนิคในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ เพื่อให้หน้าของคุณกลับมาใสได้เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าวิธีการเหล่านี้อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย ในการฟื้นฟูผิวหน้า แต่รับรองได้เลยว่าผิวของคุณจะกลับมาใสได้อย่างแน่นอน ด้วย 3 สเต็ปต่อไปนี้

หน้ามีสเตียรอยด์

1.หยุดพักหน้า

นอกจากจะเลิกใช้ครีมสเตียรอยด์ แล้ว คุณยังจะต้องหยุดแทบจะทุกอย่างเกี่ยวกับผิวหน้าเลยทีเดียว เพราะอาจจะเป็นการไปทำร้ายผิวเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็น

– การแต่งหน้า เพราะการแต่งหน้าจะทำให้เกิดปัญหาสิวอุดตันจากเครื่องสำอางได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตามหากจำเป็นต้องแต่งหน้าเพื่อไปทำงาน แนะนำว่าให้แต่งอ่อนๆ และเมื่อกลับมาถึงบ้านให้รีบล้างให้สะอาด เพื่อให้ผิวได้พักผ่อน

– งดมาร์ก และสครับผิว อย่างที่รู้กัน การสครับผิว มักจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่ายอยู่แล้ว และยิ่งเมื่ออยู่ในภาวะที่ผิวอ่อนแอกว่าปกติ แทนที่จะเป็นการฟื้นฟูผิว ก็อาจะกลายเป็นการทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัวได้

– งดบีบ หรืแกะสิว เพราะจะทำให้เกิดรอยสิว และริ้วรอยได้ เนื่องจากผิวของเรายังอยู่ในสภาพอ่อนแออย่างถึงที่สุด

สำหรับในส่วนของการหยุดพักหน้าจากครีมสเตียรอยด์ นั้น แต่ละคนอาจจะใช้เวลาไม่เท่ากัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการใช้ครีม และสภาพความอ่อนแอของผิวหน้าด้วย หลายคนอาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนก็ลับมาหน้าใส แต่บางคนก็ใช้เวลาเป็นปีเหมือนกัน

แก้แพ้ครีมสเตียรอยด์

2. ดีท๊อกซ์ผิวหน้า

การดีท๊อกซ์ผิวหน้า เราแนะนำให้ใช้สูตรจากธรรมชาติ เช่นการพอกหน้าด้วยไข่ขาวเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยในการขับพิษของครีมสเตียรอยด์ออกมา จะปลอดภัยกว่า และนอกจากการใช้ไข่ขาวแล้ว

หากต้องการที่จะเติมความชุ่มชื้น หรือต้องการให้หน้าขาวกระจ่างใส ก็อาจะใช้ อย่างอื่นที่มาจากธรรมชาติ เช่น นมสด โยเกิร์ต หรือว่านหางจระเข้ มาพอกที่ผิวหน้าก็ได้เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ไม่ควรใช้สิ่งที่อาจจะทำให้แพ้ได้ อย่างมะเขือเทศ หรือมันฝรั่ง ในการพอกหน้าช่วงนี้ เพราะอาจจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้

สเตียรอยด์ครีม

3. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้ปลอดภัย

หลังจากที่พักหน้า และดีท๊อกซ์ผิวจากการติดครีมสเตียรอยด์เรียบร้อย ต่อมาก็เป็นในส่วนของการเลือกใช้เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ ต่างๆให้เหมาะสมกับสภาพผิวที่อ่อนแอ โดยมีหลักการในการเลือก ดังนี้

– ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว การทำความสะอาดเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับช่วงนี้ เนื่องจากผิวของเรามีความอ่อนแอจากการใช้ ครีมสเตียรอยด์ มาเป็นระยะเวลานาน โอกาสในการที่จะเกิดสิวมีมากกว่าคนปกติ การเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับการล้างหน้า แนะนำให้เลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิว และควรเลือกแบบที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ที่สำคัญ คือ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าที่มีความอ่อนโยนเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ผิวเกิดการระคายเคืองจากการทำความสะอาด

– บำรุงผิว ให้เน้นเลือกเครื่องสำอาง หรือสกินแคร์ที่ให้ความชุ่มชื้นเป็นหลัก อย่าพึ่งมองหาครีมสำหรับช่วยให้หน้าขาว หรือลบรอยใดๆ ทั้งสิ้น เพราะหากใจร้อนผิวที่ยังไม่ฟื้นฟู อาจจะกลับมาพังได้อีกครั้ง และเช่นเดียวกัน ควรเลือกเป็นสูตรอ่อนโยนจะดีที่สุด

– ครีมกันแดด เพราะผิวหน้าของเราหลังจากที่เจอกับครีมสเตียรอยด์ จะมีความไวต่อแดดมาก การใช้ครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และแน่นอนว่าควรเลือกครีมกันแดดที่มีเนื้อบางเบา และมีส่วนประกอบที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้

หลายคนอาจจะมองว่ายุ่งยากพอสมควร สำหรับการดูแลผิวหลังจากที่ใช้ครีมสเตียรอยด์ แต่เชื่อเถอะว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด และปลอดภัยที่สุดในการฟื้นฟูผิวของคุณให้กลับมาสวยได้อีกครั้ง หลังจากที่พัง เพราะพิษสเตียรอยด์อย่างแน่นอน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. http://www.biohopethai.com/กู้หน้าพังจากปรอทและสเตียรอยด์
  2. http://acnedefend.blogspot.com/2014/05/steroids-test.html
  3. https://www.sanook.com/health/4729/

แพ้สเตียรอยด์ 5 อาการสำคัญที่บ่งบอก ต้องระวัง !!!

แพ้สเตียรอยด์ 5 อาการสำคัญที่บ่งบอก ต้องระวัง !!!

แพ้สเตียรอยด์ 5 อาการสำคัญที่บ่งบอก ต้องระวัง !!! ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเจอกับปัญหาสิวปะทุ หน้ามัน แถมเหี่ยวย่นก่อนวัยทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอะไร แต่จนมาได้ใช้ครีมตามอินเตอร์เน็ต

แล้วบังเอิญว่าครีมนั้นดันหมดพอดี และอาการที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ดันเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ไม่แน่ว่าปัญหาผิวของคุณที่กำลังเจออยู่อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้ เพราะอาจจะเป็นสัญญาณที่บอกให้คุณรู้ว่าผิวของคุณนั้นแพ้สเตียรอยด์ อยู่ก็เป็นได้ — แพ้สเตียรอยด์

สเตียรอยด์ คืออะไร

สเตียรอยด์ คืออะไร

ก่อนจะพูดถึงเรื่องของอาการแพ้สเตียรอยด์ เราจะมาเท้าความกันก่อนว่า สตียรอยด์ คืออะไร โดยปกติแล้ว สเตียรอยด์ เป็นสารเคมีที่ร่างกายสามารถที่จะผลิตขึ้นมาเองได้ ผ่านระบบต่อมหมวกไต ซึ่งฤทธิ์ของสเตียรอยด์นั้น มักจะเป็นไปในทางช่วยในการกดภูมิคุ้มกัน ไม่ให้ทำงานได้มากเกินไป จนก่อให้เกิดอาการแพ้ภูมิตัวเอง

ในทางการแพทย์ มักจะมีข้อบ่งชี้ในการใช้สารประเภทนี้ โดยให้ใช้ในระยะเวลาที่เหมาะสม และปริมาณที่ไม่เข้มข้นเกินไป ซึ่งโรคที่จำเป็นต้องใช้สเตียรอยด์ในการรักษา ก็จะเป็นโรคผิวหนังบ่างชนิด แต่การสั่งจ่ายยาจะต้องทำโดยแพทย์ อย่างเคร่งครัดเท่านั้น เพราะในปัจจุบัน ทางองค์การอาหารและยา ได้ระบุให้ สารสเตียรอยด์ เป็นสารอันตราย ห้ามนำไปผสมในเครื่องสำอาง หรือยาต่างๆ โดยพละการ

แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีแม่ค้า และเจ้าของแบรนด์ที่ไร้จรรยาบัญหลายคนได้ฝ่าฝืนข้อปฎิบัติดังกล่าว โดยการแอบผสมสเตียรอยด์ลงในเครื่องสำอาง เพื่อให้ดูเหมือนว่าเห็นผลเร็วขึ้น ซึ่งในจุดนี้เองที่ทำให้ เมื่อหยุดใช้แล้วเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมา หรือที่เรียกกันว่า เกิดการแพ้สเตียรอยด์ นั่นเอง

โดยอาการของการแพ้สเตียรอยด์ มีดังนี้

หน้ามัน

1. หน้ามันกว่าปกติ

ในส่วนนี้หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ตัวเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่พื้นผิว เป็นคนผิวมันอยู่แล้ว เมื่อเกิดอาการแพ้สเตียรอยด์ มักจะมองว่าก็ปกติผิวค่อนข้างมันอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเจอปัญหาดังกล่าว จะพบว่ามีผิวมัน มากกว่าปกติ หลังจากหยุดใช้ครีมที่มีส่วยผสมของสเตียรอยด์

ผิวบอบบางแพ้สเตียรอยด์

2. ผิวบาง

คำว่าผิวบางสำหรับเรา นอกจากความบอบบางที่มากขึ้น ยังหมายความถึง การที่ผิวหน้าดูบางลงอย่างเห็นได้ชัด จนสังเกตได้ว่ามองเห็นเส้นเลือดที่ผิวหน้า ซึ่งหากส่องกระจก แล้วเห็นเส้นเลือดแบบชัดๆ ทั้งที่คุณไม่ได้มีผิวขาว ขอให้แน่ใจได้ว่า คุณนั้นแพ้สเตียรอยด์ อย่างแน่นอน

ผิวแพ้สเตียรอยด์ง่าย

3. ผิวแพ้ง่าย

หลายคน เมื่อเลิกใช้ครีม หรือเครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ อาจจะพบว่า ผิวหน้านั้นแพ้ง่ายมากขึ้น คือ เมือสัมผัสกับฝุ่น หรือความเปลี่ยนแปลงของอากาศ หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพียงเล็กน้อยก็มักจะเกิดสิว หรือผดผื่นคันได้ง่ายๆ ซึ่งนั่นถือว่าเป็น อาการสำคัญทีเดียวที่บ่งบอกว่า คุณอาจจะแพ้สเตียรอยด์ ก็เป็นได้

มีสิวสเตียรอยด์ปะทุ จำนวนมาก

4. มีสิวปะทุ จำนวนมาก

ถ้าคุณเคยใช้เครื่องสำอาง อะไร แล้วหน้าใสวิ๊งค์ แต่เมื่อเลือกใช้ กลับพบว่า ค่อยๆ มีสิวนานา ชนิดผุดขึ้นมาตามใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นสิวผด หรือสิวอุดตันต่างๆ ในช่วยเวลาระหว่า 2 สัปดาห์- 1 เดือน

หลังจากหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ขอให้รับรู้ไว้เลย ว่า นั้นอาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาคุณได้ใช้สินค้าที่มีส่นประกอบของ สเตียรอยด์เข้าแล้ว ซึ่งเมื่อหยุดใช้อย่างกะทันหัน อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้สเตียรอยด์ ขึ้นมาได้

ผิวหน้าดูแก่กว่าวัย

5. ผิวหน้าดูแก่กว่าวัย

ในระหว่างของการใช้เครื่องสำอาง ที่มีสารสเตียรอยด์ คุณอาจจะรู้สึกว่า ผิวหน้าขาวใสในเวลารวดเร็ว แต่เมื่อหยุดใช้กลับพบว่า ผิวหน้าของคุณ กลับเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลง คือ มีผิวที่หมองคล้ำมากขึ้น ผิวหยาบกร้าน ผิวพรรณไม่ผ่องใส และมีการเหี่ยวย่นเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะค่อยๆ มาหลังจากหยุดใช้เครื่องสำอางที่มีสเตียรอยด์ได้ไม่นาน และเป็นอาการที่บอกได้เป็นอย่างดีว่า คุณนั้น แพ้สเตียรอยด์เข้าแล้ว

จะหลีกเลี่ยงอาการแพ้สเตียรอยด์ ได้อย่างไร

สำหรับวิธีการหลีกเลี่ยงการแพ้สเตียรอยด์ ที่ดีที่สุด ก็คือ การเลือกที่จะไม่ใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมขอสเตียรอยด์ ตั้งแต่ต้น นั่นเอง เนื่องจากเมื่อผิวเกิดปัญหาการแพ้สเตียรอยด์ขึ้นมา

มักจะใช้ระยะเวลาในการรักษาที่ค่อนข้างนาน รวมไปถึงยังอาจจะส่งผลต่อบุคลิกภาพของคุณอีกด้วย โดยสำหรับการเลือกซื้อเครื่องสำอาง หากไม่อยากเจอสารสเตียรอยด์ ปลอมปน แนะนำว่า ควรเลือกดังนี้

แพ้ครีมทาหน้าสเตียรอยด์

1. เครื่องสำอางต้องมีที่มาที่ชัดเจน

ทั้งในส่วนของแหล่งผลิต และส่วนประกอบที่สำคัญต่างๆ รวมไงหมายเลขจดแจ้ง ของเครื่องสำอาง ควรจะตรวจสอบได้ ทั้งนี้นอกจากเพื่อเป็นการป้องกันการแพ้สเตียรอยด์ แล้ว การระบุประเภทของส่วนประกอบอย่างชัดเขจน ยังช่วยให้คนที่มีปัญหาผิวแพ้ง่ายได้ตรวจสอบได้ด้วยว่า เครื่องสำอางนั้น ตนเองควรเลือกใช้หรือไม่

หน้าไหม้แพ้ครีมสเตียรอยด์

2. เนื้อครีมไม่ควรเปลี่ยนแปลงง่าย

ในการทดสอบเครื่องสำอางบางอย่าง เราอาจจะเลือกซื้อมาตั้งทิ้งเอาไว้ในอุณหภูมิห้อง เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นการแยกชั้นของเนื้อครีม หรือการเปลี่ยนสี รวมไปถึงเรื่องของกลิ่นด้วย เนื่องจากหากเป็นเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของ สเตียรอยด์จริงๆ มักจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในส่วนนี้

สเตียรอยด์

3. ทดสอบโดยเครื่องมือของกระทรวงวิทย์

สำหรับคนที่ชอบลองครีมใหม่ๆ เราแนะนำว่าคุณควรมี ชุดทดสอบสารต้องห้ามต่างๆ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์การแพทย์ ติดบ้านเอาไว้ สำหรับการทดสอบเครื่องสำอางที่รู้สึกไม่น่าไว้ใจ ซึ่งในปัจจุบันชุดทดสอบดังกล่าวมีจำหน่าย ในราคาไม่แพงอีกด้วย
เพราะผิวหน้าของเรา มีเพียงหน้าเดียว

การจะเลือกใช้ เครื่องสำอางต่างๆ นอกจากจะเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวแล้ว ควรเลือกเครื่องสำอางที่มีความปลอดภัยด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะต้องเสียทั้งเงิน และเวลาในการรักษาปัญหาผิว และที่สำคัญ คือ อาจจะต้องเสียใจหากผิวพรรณจนหมดทางรักษาอีกด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. https://www.sanook.com/health/4729/
  2. http://www.welpano.com/Blog/รู้ทันผิวติดสาร_สเตียรอยด์-blog.aspx
  3. http://www.svjclinic.com/content.php?cate=article&iden=87
  4. https://pantip.com/topic/33931771

สิวเสี้ยนรักษา 16 วิธี ให้สิ้นซาก พร้อมสูตรลอกสิวเสี้ยน กระชากถึงต้นตอ

สิวเสี้ยนรักษา 16 วิธี ให้สิ้นซาก พร้อมสูตรลอกสิวเสี้ยน กระชากถึงต้นตอ

สิวเสี้ยนรักษา 16 วิธี ให้สิ้นซาก พร้อมสูตรลอกสิวเสี้ยน กระชากถึงต้นตอ สิวเสี้ยน สิวๆๆๆ วันนี้เราจะมาดูเรื่องสิวๆ โดยเราจะเน้นที่สิวเสี้ยว รับรองว่าละเอียดยิบ จนคุณอ่านจบแทบจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิวเสี้ยนได้เลย

สิวเสี้ยน เวลาที่มีมันเกิดขึ้น มันจะเกิดเยอะมากๆ คล้าย ๆ กับสิวอุดตัน แต่ว่าในไขมันนั้นมักจะมีขนรวมอยู่ด้วย และแค่แค่สิวเพียงหัวเดียวอาจมีขนมากถึง 50 เส้น ขนเหล่านี้แหละคือตัวการเพราะว่าเมื่อมันขดรวมกันจำนวนมาก มันจะอุตันรูขุมขนจนทำให้เกิดความสกปรก เป็นปัญหาเริ่มต้นของการเกิดสิวต่างๆ — สิวเสี้ยนรักษา

สิวเสี้ยน มีชื่อภาษาอังกฤษเท่ๆ ว่า Trichostasis spinulosa พบได้ในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นจะพบมากเป็นพิเศษ เมื่อรูขุมขนเกิดความผิดปรกติ จะเกิดเป็นสิวเสี้ยน มีลักษณะคล้ายกับสิวหัวดำ และอาจะมีขนเล็กแทรกอยู่ สังเกตเห็นได้ตามจุดำเล็กๆ บนใบหน้า มีความแหลมของหัวสิว เกิดมากบริเวณ ปลายจมูก หน้าผาก ข้างแก้ม หรือแม้แต่บริเวณคอ และหลัง สรุปง่ายๆ คือมันเกิดได้ทุกที่ 555

สิวเสี้ยน 16 ปราบให้สิ้นซาก พร้อมสูตรลอกสิวเสี้ยน กระชากถึงต้นตอ

ดูแลสิวเสี้ยนสิวเสี้ยน

1.ดูแลตัวเอง

การดูแลตัวเองพูดแล้วมันจะกว้างมากเกินไป เพราะฉะนั้นเราจะมาเฉพาะเจาะจงกัน นั้นคือการรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หากว่าหน้ามันระหว่างวันเราสามารถใช้กระดาษซับมันได้ หรือล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าก็ได้ ง่ายๆ และได้ผลดี

แต่การล้างหน้านั้นก็มีข้อจำกัดเช่นเพราะว่าการล้างหน้าบ่อยเกินไปจะยิ่งทำให้เกิดสิวผดได้ง่าย อะไรกันนี่ 555 เพราะฉะนั้นล้างแค่วันละ 2 – 3 ครั้งก็พอ ใครที่ชอบใช่ครีมบำรุงขอให้ใช้ครีมที่มีเนื้อบางเบา และไม่สารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และเน้นทานอาหารเช่น ผัก ผลไม้เป็นพิเศษ หรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน แล้วดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อย 6 หกแก้วต่อวัน

พฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง

2.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง

มีอะไรบ้างที่เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดสิวเสี้ยน อย่างแรกคือหน้ามัน เพราะจะกระตุ้นให้รูขุมขนกว้าง เกิดจากอะไร เพราะว่าเราใช้ครีมที่ความมันมากเกินไป หรือเกิดจากการกดสิว บีบสิว เช็ดหน้าแรงๆ บ่อยๆ ระวัง อย่าทำ

ครีมรักษาสิวเสี่ยน

3.เบนซอยเพอร์ออกไซด์ หรือยาบีพี

ยาที่สามารถช่วยเรื่องปัญหาของสิวเสี้ยนได้ดี ล้างหน้าให้สะอาดแล้ววันละ 2 ครั้ง เช้า และก่อนนอน โดยทาทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก เบนซอยเพอร์ออกไซด์ หรือยาบีพี จะช่วยลดไขมันที่ผิวหนัง ครั้งแรกที่ใช้หลายคนอาจจะกลัวแพ้ ควรใช้ที่ความเข้มข้นต่ำก่อนหรือขนาด 2.5% จากนั้นหากไม่แพ้ก้ค่อยปรับเพิ่มมาเป็น 5% หรือ 10% ได้

รูปของสิวเสี้ยน

4.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภท AHA และ BHA

ยาชนิดนี้จะช่วยให้ไขมันออกตัว และสามารถเอาสิวเสี้ยนออกมาได้ง่ายมากขึ้น จากนั้นเราต้องบำรุงด้วยโทนเนอร์เพื่อกระชับรูขุมขน แต่ยาตัวนี้หายากพอสมควร บนฉลากจะเขียนว่า Salicylic acid แต่ว่าบางทีอาจจะเห็นผลช้า ใครที่อยากได้แบบรวดเร็ว แนะนำตัวนี้ เรตินอยด์

รูปสิวเสี้ยน

5. ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ จะช่วยสลายไขมันได้เช่นกัน ลดการเกาะตัวของเซลล์ผิวหนัง ป้องกันการเกิดสิวเสี้ยน มีหลายแบบให้เลือกใช้ ทั้ง แอลกอฮอล์เบส และวอเตอร์เบสเวลาใช้เสร็จก็อย่าลืมบำรุงด้วยโทนเนอร์ และถ้าจะให้เห็นผลไว ชัดเจน ควรใช้คู่กับ มาส์กลอกสิวเสี้ยน

ครีมกำจัดสิวเสี้ยน

6.ครีมกำจัดสิวเสี้ยน

ในบ้านเรามีครีมประเภทนี้ขายอยู่มากมาย หาซื้อง่าย ส่วนมากจะเป็นครีมที่ลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ ช่วยให้เซลล์ผิวหลุดลอกออกมา และรวมทั้งไขมันที่อุดตัน แต่ว่าได้ผลแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้ลดการเกิดสิวเสี้ยนได้ถาวร หากจะให้ดีใช้ควบคู่กับยาที่แนะนำจะดีที่สุด

เครื่องมือกดสิว

7.ใช้เครื่องมือกดสิว

อันนี้ใครหลายๆ คนชอบ เพราะว่าสนุกมือดี 555 ตรงไหนที่มีสิวเสี้ยนเป็นหัวดำ เราสามารถกดให้หัวมันออกมาได้ แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังนะ เพราะว่าอาจทำให้เกิดการอักเสบ หรือผิวหนังระคายเคืองได้

แผ่นลอกสิวเสี้ยน

8.แผ่นลอกสิวเสี้ยน

บ้านเรามีขายเยอะมาก ใน 7 – 11 ก็ยังมีขาย พวกนี้จะเคลือบสารทำให้ติดแน่น พอเรานำมาแปะบริเวณใบหน้าเอาไว้สักพัก แล้วดึงออกมาสิวเสี้ยนจะหลุดออกมาด้วย ราคาไม่แพง เห็นผลทันที

แต่ข้อเสียคือมันดึงสิวเสี้ยนออกมาได้เฉพาะที่ไขมันเกิดการละลายแล้วเท่านั้น พสกสิวเสี้ยนบางตัวมันดึงหลุดยาก และระวังเวลาใช้อย่าใช้บ่อย เพราะว่ามีสารเคมีที่อาจทำให้ผิวหน้าแพ้ได้ อย่างมากควรใช้ สัปดาห์ละ 1 ครั้งก็พอ

มาร์คลอกสิวเสี้ยน

9.มาร์คลอกสิวเสี้ยน

มีหลายยี่ห้อให้เลือก ที่อยากแนะนำคือ Blackhead EX Nose Clay Mask และ Clear Nose ถือว่าใช้ผลดี และมีราคาเบาๆ ไม่เจ็บกระเป๋าตังค์

สิวเสี้ยนเยอะมาก

10.กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน

โอ้แม่เจ้า เราต้องเล่นของแข็งกันสักหน่อย กาวตราช้างไปเลย บอกก่อนว่าอย่าเอาไปใช้กับส่วนอื่น ทำได้แค่บริเวณจมูกเท่านั้น และอย่าทำเกิน 2 อาทิตย์ต่อ 1 ครั้ง
อุปกรณ์ คือ เทปย่น ความกว้าง 1 นิ้ว / กาวตราช้าง ครับ

ตัดเทปย่นเป็นชิ้นให้มีขนาดพอดีกับจมูกที่เราจะแปะลงไป ส่วนมากแล้วตัดเป็น 3 ชิ้นจะกำลังดี จากนั้นเอาเทปย่นด้านกาวมาติดที่นิ้ว บีบกาวตาช้างลงไปแล้วเกลี่ยให้ทั่ว โบกกับอากาศสัก 7 – 8 ที เพื่อเวลาแปะลงบนจมูกจะไม่ได้รู้สึกร้อน แล้วเอาแปะได้เลย รอจนกาวแห้งประมาณ 15 นาที ค่อยๆ ดึงออกจากด้านล่าง ดึงขึ้นไปด้านบน

เคล็ดลับสิวเสี้ยน

11.ไข่ขาว

วิธีนี้ใครก็ต้องเคยใช้แน่นอน ว่าจะดีก็ดี แต่เราใช้ไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ 555 อาจเพราะผิวเรามันดื้อไปแล้ว ง่ายๆ แค่เอาไข่ขาวมาทาหน้า ทาให้หมดหน้าไปเลย แล้วเอากระดาษทิชชู่มาแปะ รอจนแห้งแล้วลอกออกมา จะเห็นสิวเสี้ยนหลุดออกมาด้วย หลังจากเสร็จเรียบร้อยให้ทาโทนเนอร์กระชับรูขุมขนซ้ำอีกครั้ง

นมสด + ผงเจลาติน

12.นมสด + ผงเจลาติน

สูตรนี้เรา import มาจากบล็อกเกอร์สาวต่างประเทศ เธอบอกว่าใช้แล้วได้ผลจริง เพราะว่าลองใช้มาแล้ว ก่อนอื่นเพื่อเป็นการเตรียมผิว เราจะต้องลอกสิวเสี้ยนด้วย BHA หรือน้ำมะนาวสดเสียก่อน จากนั้นแล้วค่อยทำตามขั้นตอนดังนี้

– นำนมสด กับเจลาติน มาคนให้เข้ากัน แล้วนำไปเวฟ 10 วินาที จากนั้นรอให้เย็น ถ้าทาตอนนี้หน้าแหกแน่นอน 555 พอเย็นได้ที่ให้นำมาทายบริเวณที่ต้องการจะลอกสิวเสี้ยน ทาบางๆ แล้วลอก คุณจะพบกับผิวหน้าสว่าง ใสไม่สิวเสี้ยน เขาว่าอะนะ ส่วนตัวแล้วยังไม่เคยได้ลองทำ

สูตรรักษาสิวเสี้ยน

13.สูตรน้ำมะนาว

สูตรนี้เคยทำบ่อย เพราะว่าชอบน้ำมะนาว มีประโยชน์ตอผิวมาก ลดการอักเสบ ปรับผิวหน้าไม่ให้มัน และยังมีสูตรลดสิวผดอีกด้วย แต่ตอนนี้เราจะมาดูในสูตรของการลอกสิวเสี้ยน ใช้น้ำมะนาวสดทาบริเวณที่มีสิวเสี้ยน เพื่อให้เกิดการละลายไขมัน และเกิดอ่อนตัว หรือจะใช้คู่กับ ดินสอพอง หรือแป้งโยคีผสมกัน แล้วทาทิ้งเอาไว้ทั้งก็ได้เช่นกัน

สูตรนี้หลายคนที่ใช้ครั้งแรกอาจจะแสบๆ หน่อยๆ แต่ใครที่แสบมาให้เจือจางน้ำมะนาวโดยการผสมกับน้ำก่อนก็ได้เช่นกัน แล้วค่อยปรับให้เข้มข้นมากขึ้นเมื่อผิวของเราเข้าที่จนรู้สึกฉินแล้ว

เครื่องดูดสิวเสี้ยน

14.เครื่องดูดสิวเสี้ยน

มีทั้งแบบมือถือซื้อมาทำเอง (เห็นคนบ่นเหมือนกันว่าไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร สู้แผ่นลอกสิวทั่วไปไม่ได้เลย) หรือแบบเครื่องใหญ่ที่ใช้กันตามคลินิกทั่วไปครับ ที่จะใช้โอโซนร้อนเพื่อเปิดรูขุมขนก่อน เพื่อลดการอุดตัน และตามด้วยเครื่องดูดสูญญากาศดูดเอาสิ่งที่อุดตันออกมา ราคาต่อครั้งก็ไม่แพงครับ ประมาณ 150-250 บาท

เครื่องดูดสิวเสี้ยนส่วนนี้คือเครื่องดูดสิวเสี้ยนทำเองจากวัสดุเหลือใช้ครับ ความแรงก็ใช้ได้เลยครับ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ก็มีแค่หัวปั๊มสบู่ สำลี ฟอร์เซป และครีมทาหน้าอะไรได้ ส่วนวิธีการทำก็ตามคลิปด้านล่างนี้เลยครับ ว่าแล้วก็ไปลองทำบ้างดีกว่า

เครื่องไอพีแอล

15.ใช้เครื่องไอพีแอล

เจ้าเครื่อง ไอพีแอล คือเครื่องดูดสิวเสี้ยนใช้การส่งพลังงานแสงลงไป กำจัดได้ลึกถึงราก ป้องกันการเกิดเซลล์ขนใหม่ วิธีนี้ดีมาก มีผลข้างเคียงน้อย แต่อาจจะต้องทำบ่อย และมีค่าใช้จ่ายพอประมาณ ใครที่ต้องการทำด้วยวิธีนี้ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

สิวเสี้ยนแดง

16.เลเซอร์สิวเสี้ยน

อีกหนึ่งวิธีสำหรับคนที่มีงบ และอยากได้ผลที่รวดเร็ว แน่นอน การเลเซอร์สิวเสี้ยนสามารถกำจัดได้มากกว่าร้อยละ 50 % เมื่อทำไปหลายๆ ครั้ง สิวเสี้ยนจะหายไปอย่างหมดจด แต่ว่าอาจทำให้เกิดรูขุมขนที่กว้างมากขึ้น และมีรอยแดงๆ แต่ไม่ต้องกังวลเพราะว่ามันจะหายไปใน 2 – 3 วัน และบอกก่อนว่ามีราคาแพงเลยทีเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. https://medthai.com/สิวเสี้ยน/