ลิปสติกยี่ห้อไหนดี ติดทนนาน ? แนะนำ 10 แบรนด์ดังยอดนิยม

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี ติดทนนาน ? แนะนำ 10 แบรนด์ดังยอดนิยม

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี ติดทนนาน ? แนะนำ 10 แบรนด์ดังยอดนิยม ใช้ดี ลิปสติกที่ติดทนนาน สาวๆ หลายคนคงจะหาลิปสติกที่ติดทนนาน เพื่อที่จะทาแล้วสวยตลอดวัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะซื้อลิปสติกแบบไหนดี

ซึ่งวันนี้เราก็มี 10 แบรนด์ดังยอดนิยมที่ติดทนนาน มาให้เลือกกัน จะได้เป็นตัวเลือกช่วยให้สาวๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แถมยังช่วยให้สวยขึ้นได้ด้วย มาดูดันเลยดีกว่าว่ามีแบรนด์อะไรบ้าง 

1. 4U2 – EST.HARDER 2

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ขอแนะนำรุ่น EST.HARDER 2 ลิควิดลิปแมตต์ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องติดทนนาน เนื้อแมตต์เบาทาแล้วสบายปากมาก โดดเด่นตรงที่สีชัด ติดทน กันน้ำ และไม่เลอะแมสก์ มีให้เลือกมากถึง 16 สี สายไหนก็ต้องโดนตก มีทั้งโทนนู้ด ชมพู ส้ม แดง น้ำตาล ครบทุกลุคในการแต่งหน้าเลยทีเดียว เม็ดสีแน่นมากกลบสีปากได้มิด ทาแล้วไม่เหนียวเหนอะหนะ แถมยังเกลี่ยง่าย อีกทั้งยังมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงริมฝีปากไปในตัวอีกด้วย ที่สำคัญราคาแค่หลักร้อย

2. M.A.C – matte LIPSTICK

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

นี่คือแบรนด์ลิปสติกที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ลิปปังๆ ที่ทุกคนควรมีไว้ครอบครองสักแท่ง เพราะมีเนื้อลิปสติกให้เลือกอยู่มากมาย ยิ่งลิปแบบเนื้อแมตต์ละก็ยิ่งมีเยอะเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นที่นิยม แถมยังสีที่สดชัดเจน ไม่แห้งจนเกินไป​ และที่สำคัญคือลิปตัวนี้สามารถติดทนนานได้ตลอดวันอีกด้วย ทาปากกี่ทีก็สวยทุกที ราคาอยู่ที่ประมาณ 800 บาท

3. NARS – MATTE LIP PENCIL

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ลิปเครยอนเนื้อแมตต์เนียนนุ่ม เขียนง่าย เม็ดสีติดทนนานโดยไม่ทำให้ริมฝีปากลอกหรือเป็นคราบ พร้อมช่วยเติมเต็มร่องปากให้แลดูอวบอิ่มซึ่งก็มาในรูปแบบของดินสอเขียนปาก เป็นสินค้าที่เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบลิปสติกเนื้อด้าน ทาตัวนี้จะไม่ทำให้ปากแห้ง แถมยังมีส่วนผสมของสารบำรุงริมฝีปากและวิตามินอีที่ช่วยเพิ่มความเนียนนุ่มชุ่มชื้น และมีสีลิปที่จัดจ้านมาก ที่สำคัญยังมีเฉดสีให้สาวๆ ได้เลือกเยอะมาก ไม่ว่าจะแบบหวาน เรียบร้อย หรือแบบมั่นใจ ราคาอยู่ที่ 1,000 บาท

4. Revlon – Colorburst Matt Balm

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

เติมความชุ่มชื่นและสีสวยเปล่งประกายให้ริมฝีปากดูสดใสด้วยลิปบาล์มเนื้อกึ่งแมตต์ที่มาในรูปแบบแท่งดินสอเขียนปาก  ซึ่งก็ไม่ต้องมาเหลาให้เสียเวลา เพราะมีเนื้อสีที่เยอะมาก โดยลิปตัวนี้มีสีที่สดใส ชัดเจน และไม่แห้งจนเกินไป เวลาทาจะรู้สึกเย็นที่ปากอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 300 บาท

5. 3CE – Lip Tint

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ลิปทินต์แบรนด์ดังจากเกาหลี ด้วยเนื้อแมตต์ที่ดูเรียบเนียนดุจกำมะหยี่ พิกเมนท์แน่น เม็ดสีแน่นคมชัด สีสวยสดใสสไตล์เกาหลี ทาแล้วสีแนบสนิทกับปากเป็นเนื้อเดียวกัน และให้สัมผัสที่ดูเรียบลื่นบางเบาเป็นธรรมชาติ แถมมีสีให้เลือกมากมายและน่าครอบครองเป็นเจ้าของมาก และเมื่อได้ลองใช้จริงหลายคนก็บอกว่าชื่นชอบมาก เพราะมีสีที่สด ชัดเจน สามารถเข้ากับผิวได้ดี เรียบเนียน และยังไม่ทำให้ปากแห้งอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 700 บาท

6. MAYBELLINE – super stay matte ink

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ลิปจิ้มจุ่มที่ติดทนนานถึง 16 ชม. ครอบคลุมทุกโทนสี สุดชิค ทาแล้วไม่ติดมาสก์ ไม่ตกร่อง ไม่ทรานสเฟอร์ สวยไม่ซีด ใครทาก็รอด แถมนี่ยังเป็นลิปสติกที่มีราคาไม่แพงและคุณภาพเนื้อที่ดี มีเฉดสีให้เลือกหลากหลายและทุกโทนสีก็มีแต่สีเด็ดๆ ทั้งนั้นเลย มีทั้งสีที่ทำมาเพื่อผิวของคนเอเชีย เอาใจสาวๆ โดยเฉพาะ เราสามารถใช้ได้ในประจำวันแน่นอน ที่สำคัญนอกจากจะติดทนได้นาน และยังไม่ทำให้ปากแห้งอีกด้วย ราคาสบายใจเพียงแท่งละ 249 บาทเท่านั้น

7. NYX – MATTE LIPSTICK

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

นี่เป็นอีกตัวที่เหมาะกับคนงบน้อย เพราะมีราคาอยู่แค่ 100-300 บาท แต่มีคุณภาพ ระดับสูงเลยทีเดียว เพราะมีสีที่สดใสชัดเจน และยังมีเฉดสีให้เลือกอีกมากมาย และตัวนี้ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ไม่ทำให้ปากแห้งจนเกินไป

8. Bobbi Brown – Luxe Matte Lip Color

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ปากสวยดูโดดเด่น ด้วยลิปสติกจากแบรนด์ BOBBI BROWN ลิปสติกที่มอบทั้งเนื้อสัมผัสแบบแมตต์เต็มขั้น ไปพร้อมๆ กับความเบาสบายที่ริมฝีปาก สามารถเกลี่ยได้อย่างเรียบลื่นด้วยเม็ดสีที่อัดแน่นและติดทนนานสูงสุดถึง 12 ชั่วโมง ด้วยเนื้อแว็กซ์คุณภาพเยี่ยมจึงเคลือบริมฝีปากได้อย่างบางเบา มีให้เลือกด้วยกันหลากหลายเฉดสี ราคาประมาณ 1,500 บาท

9. ETUDE – Fixing Tint

ลิปสติกยี่ห้อไหนดีลิปทินท์ไม่เลอะติดแมสก์สัญชาติเกาหลี อีกแบรนด์ที่ขายดีโดยตัวนี้เป็นแบบลิปทินท์ที่ให้งานเนื้อแมตต์ โดยยังรักษาความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก ซึ่งแค่ปาดทีเดียวแล้วทิ้งไว้สักครู่ก็แห้งไปกับปากได้เลย ลิปสติกรุ่นนี้มีหลายสีให้เลือก ทั้งยังช่วยบำรุงความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ริมฝีปากรู้สึกเจ็บหรือแห้งตึง พร้อมคุณสมบัติติดทนแน่น กันน้ำ และไม่ซึมเลอะแมสก์ ราคาอยู่ที่ 400-500 บาท

10. L’oreal – Rouge Signature

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ลิปสติกตัวขายดี คุณภาพคับแน่น มีเฉดสีให้เลือกถึง 30 สี ตัวลิปสติกทาง่าย หัวแปรงมีปลายแหลมที่ช่วยให้ทาริมฝีปากได้ง่าย ลิปสติกเป็นเนื้อแมตต์ที่มีส่วนผสมของน้ำและน้ำมัน ด้วยเทคโนโลยีแผ่นฟิลม์บางสูตรเฉพาะที่ให้เนื้อสัมผัสบางเบา พร้อมมอบเม็ดสีสดชัดและพลังแมตต์แน่นได้ตลอดวัน เพื่อผลลัพธ์สีชัดเจน ติดทนนานตลอดวัน และเบาสบายบนริมฝีปาก ราคาแท่งละไม่ถึง 300 บาท

นี่ก็เป็นเพียง ลิปสติกยี่ห้อไหนดี 10 แบรนด์ดังยอดนิยมและติดทนนาน แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ลิปสติกแบรนด์ไหน ก็สามารถเลือกได้ตามที่ชอบกันได้เลย เพราะแบรนด์ต่างๆ ก็มีสีและประเภทของลิปให้เลือกมากมาย คุณสามารถหาลิปสติกเพื่อให้เข้ากับสีผิวของคุณ หรือโทนแต่งหน้าที่ชอบได้เลย ที่สำคัญหลังทาลิปสติกแล้วอย่าลืมทำความสะอาดให้หมดจด และบำรุงฝีปากร่วมด้วย จะได้ทาริมฝีปากสวยๆ ในทุกวัน


ลิปสติกประเภทต่างๆ เลือกลิปสติกแบบไหนดีที่สุด มาดูกันดีกว่า

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

แนะนำ ลิปสติกยี่ห้อไหนดี กันไปแล้ว ลองมาดู ลิปสติกประเภทต่างๆ เลือกลิปสติกแบบไหนดีที่สุดบ้างดีกว่า สาวๆ ที่รักสวยรักงาม คงจะซื้อลิปสติกกันประจำแน่ๆ ซึ่งในปัจจุบันก็มีวางขายอยู่เยอะมาก แต่ทีนี้จะเลือกให้เข้ากับความต้องการของเรายังไงดี วันนี้จึงมีบทความที่จะมาบอกประเภทของลิปสติกว่ามีอะไรบ้าง จะได้ช่วยให้สาวๆ ตัดสินใจได้ว่าควรจะเลือกใช้แบบไหนดี 

1. ลิปสติกเนื้อครีม

โดยลิปสติกประเภทนี้ จะมีลักษณะเป็นเนื้อครีมเนียนนุ่ม จะเต็มไปด้วยเม็ดสี เมื่อทาแล้วจะเห็นเป็นสีสันชัดเจน และยังไม่ทำให้ปากแห้ง สีชัดติดทนนานแน่นอน

เหมาะมากๆ สำหรับสาวๆ ที่มีริมฝีปากสวยอยู่แล้ว เพราะทาแล้วจะช่วยทำให้ปากดูอวบอิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่เหมาะกับสาวๆ ที่มีรูปปากหนา เพราะจะไปทำให้ปากดูใหญ่ขึ้น

2. ลิปสติกเนื้อแมตต์

ลิปสติกประเภทนี้ จะมีความเข้มข้นของเนื้อสีมากที่สุด ทำให้ได้สีที่เข้มที่สุด ตัวนี้เป็นลิปสติกเนื้อด้าน ที่ไม่มีความมันวาวเลย เมื่อทาแล้วจะแห้งไวและติดทนที่ปากได้นาน แต่เวลาทาก็อาจทำให้ริมฝีปากแห้งได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งสำหรับใครที่มีปัญหาปากแห้งทาอยู่แล้ว ตัวนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไร เพราะจะทำให้ลิปตกร่องและเกิดคราบ ดังนั้นเวลาลิปชนิดนี้ควรทาลิปบาล์มไปก่อน เพื่อสร้างความชุ่มชื้น 

3. ลิปสติกเนื้อเชียร์และเนื้อซาติน

ชนิดนี้มีลักษณะคล้ายๆ แบบเนื้อครีม แต่ก็จะมีเม็ดสีที่มีความบางเบากว่ามาก และจะไม่เกิดความมันวาวมากจนเกินไป ถ้ามองขณะที่อยู่ในแท่งอาจดูเข้ม

แต่เมื่อแล้วจะได้แบบที่มีสีอ่อนกว่า จึงเหมาะสำหรับสาวๆ ที่ไม่ชอบทาลิปสติกสีจัดจ้าน และนั่นก็ทำให้ริมฝีปากดูเนียนสวย อย่างเป็นธรรมชาติได้ดี ทั้งนี้ก็สามารถทาทับได้หลายครั้งมาก โดยที่ไม่เป็นคราบเลย

4. ลิปเนื้อฟรอสตี้

นี่เป็นลิปสติกที่มีเนื้อสีที่เข้มข้น ให้ประกายสีมุก เพราะได้มีส่วนผสมของกลิตเตอร์ ดังนั้นเมื่อทาแล้วจะทำให้ริมฝีปากดูเปล่งปลั่งสดใส และยังทำให้ปากมีประกาย แต่ก็ยังไม่ทำให้ไม่มันวาวจนเกินไป ซึ่งก็เหมาะกับสาวๆ ที่มีริมฝีปากบางอยู่แล้ว นั่นก็จะทำให้ริมฝีปากดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

5. ลิปสติกเนื้อมันวาว/เนื้อชายน์

ลิปสติกเนื้อมันวาวเป็นลิปสติกที่มีส่วนผสมของกลิตเตอร์ปนอยู่นิดหน่อย ซึ่งก็จะให้ความมันวาวแบบกลอสซี่ ทำให้เมื่อทาแล้วริมฝีปากจะดูอวบอิ่ม เนียนสวย ดูเรียบเนียน และชุ่มชื้นขึ้นมาก แต่อาจไม่เหมาะทาไปข้างนอกเท่าไหร่เพราะไม่ค่อยติดทน

6. ลิปสติกลิควิด

ลิควิดลิปสติก หรือ ลิปจิ้มจุ่ม ก็เป็นลิปสติกที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้ ซึ่งนี่ก็ลิปสติกที่มีลักษณะเป็นเนื้อที่เหลว มีเม็ดสีที่ชัดเจน เมื่อทาแล้วจะให้สีปากที่สวย เด้ง และยังติดทนนานได้ตลอดทั้งวัน โดยแบบนี้มีทั้งแบบที่เป็นเนื้อแวววาว และแบบเนื้อแมตต์

7. ลิปกลอส

ลิปกลอสเป็นลิปสติกชนิดเนื้อเหลว มีความโปร่งแสง โดยบางอันอาจมีประกายมุก เมื่อทาแล้วจะให้สีที่ใส มีความแวววาว ซึ่งก็จะทำให้ริมฝีปากมีความชุ่มฉ่ำ ดูอวบอิ่มอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเราสามารถใช้ทาลงบนริมฝีปากได้แบบโดยตรง หรือจะนำไปทาทับลิปสติกสีอื่น เพื่อเพิ่มความแวววาวก็ได้เช่นกัน

8. ลิปทินต์

ทินต์เป็นลิปสติกชนิดเนื้อเหลวคล้ายลิปกลอส แต่ตัวนี้จะให้ความหนืดน้อยกว่า โดยจะใช้สำหรับช่วยการเพิ่มสีสัน ให้กับริมฝีปาก หลายคนจึงมักนิยม ทาบนริมฝีปากแค่บางๆ และใช้ลิปกลอสควบคู่ไปด้วย นั่นก็จะทำให้ริมฝีปากดูสดใสอย่างเป็นธรรมชาติแน่นอน

9. ลิปไลเนอร์

ลิปไลเนอร์ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า ดินสอเขียนขอบปาก โดยตัวนี้จะใช้สำหรับการเน้นขอบ และทำให้ปากเรียวขึ้น จึงมักจะใช้เป็นสีที่ใกล้เคียงกับสีลิปสติก โดยจะใช้วาดขอบนำไปก่อนจะลงลิปสติก ซึ่งก็จะช่วยให้ริมฝีปากสวย คมชัด เซ็กซี่มากขึ้น

10. ลิปบาล์มหรือลิปมัน

ลิปสติกประเภทนี้จะไม่มีสี หรือมีสีก็มีน้อย เพราะส่วนใหญ่จะใช้ในการรักษาความชุ่มชื้นของผิวปากมากกว่า หรืออาจใช้ทานำไปก่อนแล้วค่อยลงลิปสติกสีที่ชอบลงไป เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวปากให้มากขึ้น 

รู้จักความแตกต่างของลิปสติกประเภทต่างๆ แล้ว ก็ไปเลือกซื้อลิปสติกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของเรากันได้แล้ว และก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมสาวๆ ถึงไม่ได้มีลิปสติกเพียงแท่งเดียว เพราะนอกจากจะมีสีต่างกัน ยังมีให้เลือกอีกหลายประเภทด้วย


5 วิธีเลือกลิปสติก ให้เข้ากับปากและผิวของคุณเองมากที่สุด

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

นอกจาก ลิปสติกยี่ห้อไหนดี แล้ว เรายังมี 5 วิธีเลือกลิปสติก ให้เข้ากับปากและผิวของคุณเองมากที่สุดมาฝากกันด้วย เพราะการเลือกลิปสติกก็ถือเป็นปัญหาหนึ่งของสาวๆ เลยว่าจะเลือกสีไหนดี แบบไหนดี แน่นอนว่าคนที่มีลิปในใจหรือที่ใช้เป็นประจำอยู่แล้วก็คงไม่เป็นปัญหา

แต่คนที่ยังไม่รู้จะซื้อลิปสติกอะไรมาใช้ละก็ ก็คงจะงมกันไปพักนึงว่าจะซื้ออะไรดี และซื้อมาแล้วจะเหมาะกับเราไหม วันนี้จึงมี 5 วิธีเลือกลิปสติกให้เข้ากับตัวเองที่สุด มาช่วยให้สาวๆ ใช้ลิปสติกได้ดีขึ้นนั่นเอง

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

1. ให้เลือกสีลิปที่เราชอบ

แค่ทาลิปสติกเนื้อแมตต์ ให้เข้ากับรูปหน้าหรือเลือกสีที่ใครๆ ใช้ก็สวย แค่นั้นก็สามารถทำให้เราดูสวยขึ้นมาได้แล้ว  การเลือกลิปสติกที่ดีก็ทำให้เราไม่ต้องแต่งหน้าเลยก็ได้ ซึ่งก็มีสาวๆ หลายคนที่ไม่แต่งหน้าเลย เพียงแค่เลือกทาลิปสติกให้เข้ากับตัวเอง แค่นั้นก็ทำให้ดูสวย ดูแพงขึ้นมาได้ในทันที

2. เลือกสีแดงไปเลย

ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว แค่ทาปากแดงแค่นั้นก็ทำให้ดูสวยโฉบเฉี่ยวไปครึ่งหนึ่งแล้ว ไม่ว่าใครจะทาก็ตาม ยังไงลิปแดงก็ยังเป็นตัวแทนก็ความจัดจ้านมากที่สุด ไม่มีสีไหนที่จะมาเบียดบัลลังก์นี้ได้ ซึ่งสีแดงก็เป็นอีกสีที่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป หาซื้อได้ง่ายมาก ง่ายกว่าสีอื่นหลายขุม และชนิดที่ราคาไม่แพงก็มีอยู่เยอะ และนี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการใช้ลิปสติก

3. สีชมพูอ่อนๆ เพิ่มความหวาน

การใช้ลิปสีชมพูอ่อนๆ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เราดูสวยได้ โดยที่แทบไม่ต้องแต่งหน้าเลยก็ได้ และสีนี้ก็จะให้ความแตกต่างไปจากสีแดงโดยสิ้นเชิง สีแดงจะเป็นสีที่ดูรุนแรง แต่สีชมพูอ่อนก็จะแสดงถึงความอ่อนโยน ความหวานให้เราได้มาก ถ้าใครเป็นสาวเปรี้ยวอยู่แล้วอยากเปลี่ยนเป็นสาวหวานละก็ ใช้สีชมพูอ่อนตัวเดียว อยู่หมัดแน่นอน

4. เลือกสีลิปสติกให้เข้ากับสีผิว

การเลือกลิปสติกให้เข้ากับสีผิวก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี เพราะนอกจากจะทำให้ดูมีสไตล์แล้ว ยังทำให้ดูมีเสน่ห์มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งใครที่ไม่รู้จะถ้าใช้แบบนี้แล้วจะเวิร์กหรือไม่ ให้ดูสาวไทยในปัจจุบันแล้วเราจะเข้าใจว่า การแต่งหน้าในปัจจุบันไม่ต้องใช้ลิปสติกสีชมพูเพียงเดียวแล้ว สีน้ำตาลก็เป็นอีกสีหนึ่งที่สามารถเพิ่มความแพงให้เราได้มากเลยทีเดียว

5. แต่งตามดาราไปเลย

ไม่ต้องคิดอะไรให้มันมากไป แต่งตามดาราไปเลย ใครจะว่ายังไงเราก็ไม่ต้องแคร์ เพราะคงไม่มีดาราคนไหนที่แต่งตัวเองให้ดูขี้เหร่แน่นอน ซึ่งการใช้ตามดาราก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลา และยังทำให้ดูสวยใสอีกด้วย สะดวกมากๆ

ลิปสติกเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้เพื่อเพิ่มรูปลักษณ์ของริมฝีปาก ทั้งมีหลายสีและหลายประเภท และสามารถทาลงบนริมฝีปากได้โดยใช้แปรงหรือนิ้วมือ เหตุผลที่สาวๆ เลือกใช้ลิปสติก นั่นก็เพราะบางคนชอบทาลิปสติกทำให้ริมฝีปากดูอิ่มเอิบและเซ็กซี่มากขึ้น บางคนใช้ลิปสติกเพื่อเพิ่มสีสันให้ริมฝีปาก ทำให้หน้าสดใสและทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นด้วย


อ้างอิง

How to Apply Lipstick: 15 Tips and Tricks : https://www.byrdie.com/how-to-apply-lipstick-346598

รีวิวกันแดดทาหน้า 10 แบรนด์ ทดลองหมดแล้วครีมกันแดดยี่ห้อไหนดีที่สุด

รีวิวกันแดดทาหน้า 10 แบรนด์ ทดลองหมดแล้วครีมกันแดดยี่ห้อไหนดีที่สุด

รีวิวกันแดดทาหน้า 10 แบรนด์ ทดลองหมดแล้วครีมกันแดดยี่ห้อไหนดีที่สุด ครีมกันแดดนับว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับผู้หญิงทุกคน เรียกได้ว่าจะไปไหนมาไหนก็ต้องพกครีมกันแดดติดตัวตลอด เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อนจึงทำให้รังสียูมีอยู่แทบทุกที่ และสิ่งเดียวที่จะปกป้องผิวหน้าและผิวกายไม่ให้ได้รับอันตรายจากรังสียูวี คือ การทาครีมกันแดด

เพราะหากเราปล่อยปละละเลยไม่สนใจสุขภาพผิวของเราปล่อยให้ยูวีจากแสงแดดทำร้ายเป็นเวลานานๆ ผิวอาจจะเสียจนเกิดความหมองคล้ำ เป็นฝ้า กระ จุดด่างดำ หรือปัญหาสุขภาพผิวอื่นๆ ตามมาด้วย ที่สำคัญไปกว่านั้นรังสียูวีจากแสงแดด หากเราไม่ดูแลหรือป้องกันอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้

ซึ่งต้องบอกเลยว่าอันตรายมากๆ เพราะฉะนั้นการดูแลผิวด้วยการทาครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก หลายคนอาจจะสับสนว่าควรใช้ครีมกันแดดแบบไหนดีนะถึงจะปกป้องผิวให้ปลอดภัยจากรังสียูวีได้  ในแต่ละวันที่สาวๆ ต้องออกนอกบ้านแทบไม่รู้เลยว่าในวันนั้นเราจะเจอกับอะไรบ้าง เพราะในแต่ละวันมีครบทุกสภาพอากาศ ทั้งร้อน ทั้งฝน ยังรวมไปถึงแสงไฟนีออนที่ต้องเจอในที่ทำงานอีก

เพราะฉะนั้นการเลือกใช้ครีมกันแดดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ครีมกันแดดที่ใช้จึงต้องมีความพร้อมที่จะรับมือกับทุกสภาพอากาศ จะต้องเหนียวหนึบทนต่อทุกสถานการณ์ ทีนี้เรามาดู รีวิวกันแดดทาหน้า ที่คนส่วนใหญ่ใช้และทนต่อทุกสถานการณ์กันว่ามีอะไรบ้าง และมาดูว่าควรใช้แบบไหนถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


1. LA ROCHE-POSAY ANTHELIOS XL DRY TOUCH – GEL – CREAM SPF 50+

รีวิวกันแดดทาหน้า

เป็นครีมกันแดดสำหรับผิวหน้า เนื้อครีมเป็นเจลเมื่อทาที่ผิวหน้าแล้วเนื้อครีมจะซึมซับเข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญไม่เหนียวเหนอะหนะอีกด้วย เป็นครีมกันแดดที่เหมาะสำหรับผิวผสมไปจนถึงผิวมัน เป็นครีมกันแดดที่ช่วยปกป้องรังสี UVB/UVA สูงด้วยค่า SPF 50+ PPD31

เนื้อครีมบางเบาเหมาะมากสำหรับสาวๆ ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย นอกจากจะเป็นครีมกันแดดแล้วยังช่วยควบคุมความมันอีกด้วย เมื่อทาเสร็จเนื้อครีมจะซึมเข้าสู่ผิวทันทีจึงทำให้สบายผิวไม่เหนียวเหนอะหนะ ด้วยสูตร Non-comedogenic เป็นสูตรพิเศษที่ไม่มีการผสมน้ำหอมและพาราเบน

จึงเป็นครีมกันแดดที่ไม่มีกลิ่นที่สำคัญยังเป็นครีมกันแดดที่ผ่านการทดสอบโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวพรรณ สาวๆ สามารถหาซื้อได้ที่ Watson Boots และร้านขายยาทั่วไป ราคา 1,200 ราคาอาจจสูงนิดนึงแต่ขอบอกเลยว่าคุ้มมาก

2. CUTEPRESS UV WHITE MATTE SPF50+ PA+++

รีวิวกันแดดทาหน้า

รีวิวกันแดดที่มากด้วยคุณสมบัติในหลอดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องผิวจากรังสี UVA1 UVA2 และ UVB ช่วยควบคุมความมันได้นานถึง 8 ชั่วโมง เนื้อครีมเหมือนครีมรองพื้น และยังช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีได้เต็มประสิทธิภาพด้วยค่า SPF50+Pa+++

เป็นครีมกันแดดที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล ช่วยลดรอยดำ จุดด่างดำต่างๆ ให้จางลง อีกทั้งยังช่วยควบคุมความมันด้วยเทคโนโลยี Oil-Trapping Film ที่ช่วยดูดซับความมันบนใบหน้าได้อย่างล้ำลึก ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์ จึงเหมาะสำหรับผิวธรรมดาและผิวมัน หาซื้อได้จาก Shop CutePress และร้านค้าชั้นนำ ราคาสบายกระเป๋า 379 บาท

3. BOOTS DERMOCARE SUNCARE FACIAL SUN PROTECTIVE LIGHT FLUID SPF50

รีวิวกันแดดทาหน้า

ครีมกันแดดที่นอกจากจะปกป้องผิวจากรังสียูวิแล้วยังควบคุมความมันให้อยู่หมัดอีกด้วย เนื้อครีมมีลักษณะเป็นโลชั่นซึมซับเข้าสู่ผิวเร็ว จะอยู่กลางแดดจ้านานแค่ไหนผิวของสาวๆ ก็จะสดใสตลอดเวลา ดูยังไงก็ไม่หมองคล้ำดำลงอย่างแน่นอน เหมาะสำหรับผิวผสมและผิวมัน

หาซื้อได้ที่เฉพาะในร้าน Boots เท่านั้นราคาก็สบายๆ 500 นิดๆ

4. MINUS FACIAL SUN PRIECTION SPF 50

รีวิวกันแดดทาหน้า

เนื้อครีมแสนบางเบา นุ่มเนียนซึมซับเข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็วที่สำคัญสามารถกันน้ำได้ขั้นเทพเลยทีเดียว นอกจากจะซึมซับและกันน้ำได้แล้วยังเป็นรีวิวกันแดดที่ช่วยปรับระดับสีผิวให้ดูขาวเปล่งประกายขึ้นอีกระดับหนึ่งด้วย เป็นครีมกันแดดที่เหมาะสำหรับทุกวันทั้งแดดจ้า ฝนตก

จะ UVA หรือ UVB ก็ใช้ได้หมดกังวลว่าเนื้อครีมจะหลุดหายระหว่างวันเพราะเป็นรีวิวกันแดดที่ไม่หวั่นต่อทุกสถานการณ์ สาวๆ สามารถหาซื้อได้จาก ห้างสรรพสินค้าทั่วไป Boots, Watson ราคาสุดคุ้มสบายกระเป๋ากันเลยทีเดียว 299 บาท

5. SHISEIDO ANESSA PERFECT UV SUN SCREEN SPF50 PA++++

รีวิวกันแดดทาหน้า

Shiseido ครีมกันแดดที่ไม่ต้องอธิบายคุณสมบัติอะไรมากมาย เพราะสาวๆส่วนใหญ่รู้จักกันเป็นอย่างดีและส่วนใหญ่ก็ใช้กันแทบทุกคน เพราะเป็นครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติครบจบในหลอดเดียว ทั้งกันน้ำกันเหงื่อใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกลางแจ้งหรือในน้ำก็หมดกังวล Shiseido

เนื้อครีมบางเบาซึมสู่ผิวอย่างรวดเร็วจะอยู่กลางแดดจ้านานแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเหนียวเหนอะหนะ จึงเป็นอีกครีมกันแดดที่สาวๆ นิยมใช้มากที่สุด เพราะมันสามารถป้องกันได้ทั้ง ยูวิเอและยูวีบี หาซื้อได้ไม่ยากเลย แค่เดินไปที่เคาน์เตอร์แบรนด์ Shiseido และร้านค้าออนไลน์ ราคาก็ปานกลางสบายกระเป๋า 1,300 บาท

6. ZA TRUE WHITE POVERBLOCK UV SPF40 PA+++

รีวิวกันแดดทาหน้า

ต้องบอกเลยว่ารีวิวกันแดดสูตรนี้มันเลิศมาก เพราะสามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้ทั้งใบหน้าและผิวกายในหลอดเดียว ซึ่งในหลอดเดียวมีคุณสมบัติของสารกันแดดครบเลยก็ว่าได้ ทั้ง Titanium Dioxide และ Zinceoxide สารกันแดดที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสีได้ทุกสัดส่วนของร่างกาย

นอกจากนี้ก็ยังมีสารกันแดดอีกตัวคือ Octyl Methoxycinnamate ช่วยดูดซับรังสีให้มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดดได้เป็นอย่างดี และยังมีค่า SPF 40PA+++ ช่วยดูแลผิวไม่ให้เกิดความหมองคล้ำ อีกทั้งยังมีสารบำรุงผิวให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นด้วยสาร Mineral และวิตามินอี

เรียกได้ว่าสาวๆ จะได้รับการปกป้องผิวจากแสงแดดแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนก็ว่าได้ หาซื้อได้จาก Boots, watsons และตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป คุณสมบัติสุดปังแต่ราคาแค่ 380 บาท

7. EUCERIN SUN FLUID MATTIFYING SPF50+

รีวิวกันแดดทาหน้า

รีวิวกันแดดครีมกันแดดที่มีเนื้อบางเบา ซึมซับเร็ว ใช้แล้วไม่มัน ไม่เหนียวเหนอะหนะแน่นอน เป็นครีมกันแดดที่เหมาะกับสาวผิวผสมและผิวมัน เป็นสูตรที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ล่าสุด พร้อมสูตรปกป้องผิวที่บอบบางไวต่อแสง สูตรนี้ได้มีการเพิ่มแอนตี้ออกซิแดนซ์ธรรมชาติเข้าไปด้วย

จึงทำให้เนื้อครีมซึมซาบได้เร็ว ที่สำคัญไปกว่าการปกป้องผิวจากแสงแดดแล้วคือการบำรุงผิวที่ล้ำลึกสามารถซ่อมได้ถึงระดับเซลล์ผิว ช่วยฟื้นฟูปัญหาผิวให้กลับมาสดใสเหมือนเดิม ทั้งผิวคล้ำเสีย ผิวแดงจากการถูกแดดเผา กระจุดด่างดำ รีวิวกันแดดสูตรนี้สามารถดูแลได้หมด

เพราะมีการทำงานของยูวิฟิลเตอร์ 2 ประเภท คือ ฟิสิคอลฟิลเตอร์ และเคมิคอลฟิลเตอร์ ที่จะช่วยปกป้องรังสียูวีให้ท้อนออกไป ไม่ให้รังสียูวีมาทำร้ายผิวได้ง่ายๆและปกป้องไม่ให้ยูวีซึมซาบลงสู่ผิวจนเกิดปัญหาสุขภาพผิวต่างๆ ตามมา

หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป Boots หรือ watsons ราคา 1,170 บาท

8. L’OREAL UV PERFEOL ADVANCED AQUA ESSENCE LONG UVA SPF50+/PA+++

รีวิวกันแดดทาหน้า

โลชั่นกันแดดที่มีคุณสมบัติครบครันอีกยี่ห้อหนึ่งที่มาพร้อมกับสูตร AQUA Essence Long UVA เนื้อครีมมีความบางเบา เพราะมีเนื้อครีมเป็นสูตรน้ำเมื่อทาแทบไม่รู้สึกว่ากำลังทาโลชั่น เพราะซึมเข้าสู่ผิวเร็วมากนอกจากจะปกป้องผิวจากแสงแดดแล้วยังเป็นโลชั่นกันแดดที่ช่วยปรับสีผิวให้ดูขาวใสและเรียบเนียนเป็นธรรมชาติอีกด้วย

ทั้งยังช่วยลดริ้วรอยต่างๆ จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ ให้กลับมาสวยใสแถมยังปกป้องผิวจากมลพิษช่วยละการสะสมของสิ่งสกปรกบนใบหน้า และยังสามารถปกป้องผิวได้จนถึงระดับ DNA เป็นรีวิวกันแดดที่สามารถฟื้นฟูบำรุงสภาพได้ถึงนานถึง 12 ชั่วโมงเลยทีเดียว คือทาครั้งเดียวปกป้องผิวจากยูวีเอและยูวีบีได้ตลอดทั้งวัน

หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป Boots หรือ watsons ราคาก็แสนจะสบาย 390 บาท

9. BIORE UV PERFECT MILK SPF50+ PA+++

รีวิวกันแดดทาหน้า

โลชั่นกันแดดที่สาวๆ ชื่นชอบเหตุผลคือเป็นโลชั่นกันแดดเนื้อนมที่มีเนื้อครีมบางเบาซึมซาบเร็ว และสามารถทาได้ทั้งใบหน้าและผิวกายที่สำคัญยังเป็นสูตรพิเศษสามารถกันน้ำ กันเหงื่อได้ด้วย ไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนโลชั่นทั่วไปแน่นอน มีค่ากันแดดที่สูง คือ SPF50+ PA+++

เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ชอบอยู่กลางแดดนานๆ เช่น เล่นกีฬา หรือต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ จึงมั่นใจได้เลยว่าหากใช้โลชั่นสูตรนี้ผิวของสาวๆ จะไม่เสียอย่างแน่นอน

สามารถซื้อได้จากห้างสรรพสินค้าทั่วไป Boots, watsons, 7-11 ราคา 265 บาท

10. BANANA BOAT ULTRA PROTECT SUNSCREEM LOTION SPF50 PA+++

รีวิวกันแดดทาหน้า

โลชั่นกันแดดสูตรนี้บอกเลยว่าเหมาะสำหรับผิวที่ต้องใช้งานทุกวัน เนื้อครีมบางเบา นุ่มเนียนเมื่อทาแล้วสบายผิว เพราะเป็นสูตรที่ซึมสู่ผิวเร็วมาก เป็นสูตรที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ วิตามินอีและซี จึงช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้มากถึง 50 เท่าเลยทีเดียว

เป็นโลชั่นที่ปกป้องผิวจากแสงแดดได้เป็นอย่างต่อให้แดดแรงจ้า หรือฝนตกสักแค่ไหนก็ไม่หวั่นเพราะเป็นโลชั่นสูตรกันน้ำที่สาวๆ หลงรักนั่นเอง มีขายที่ ห้างสรรพสินค้าทั่วไป Boots หรือ Watsons ราคา 217 บาท

นี่คือ 10 รีวิวกันแดดทาหน้า ที่สาวๆ ส่วนใหญ่นิยมใช้เพื่อดูแลผิวให้ห่างไกลจากแสงแดด รับรองได้เลยว่าทุกแบรนด์ใช้แล้วเห็นผลอย่างแน่นอน แต่เพื่อผลลัพธ์ที่ดีควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่ตรงตามความต้องการของผิวจะดีที่สุด หรืออาจจะใช้ตามสถานการณ์ที่เราเป็นอยู่ก็ได้ คือเลือกใช้ตามค่า SPF

หากเราอยู่ในกลางแจ้งแสงแดดร้อนๆ แต่ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF น้อยก็ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นหากสาวๆ คนไหนชื่นชอบสูตรไหนหรือคิดว่าเหมาะกับเรามากที่สุดก็หาซื้อมาใช้ได้นะ เรื่องราคาก็แสนจะสบายกระเป๋าที่สำคัญมันคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างมาก บางสูตรราคาอาจจะสูงแต่ผลที่ได้อันนี้คุ้มเกินคุ้มจริงๆ นะ เพราะบางสูตรนอกจากจะปกป้องผิวจากแสงแดดแล้วยังช่วยปรับสภาพผิว ช่วยลดกระจุดด่างดำต่างๆ ให้ลดเลือนลงอีกด้วย ดีขนาดต้องหามาติดกระเป๋าได้แล้วนะ


ประโยชน์ของครีมกันแดด แต่ละประเภท และความแตกต่างของครีมกันแดดที่คุณควรรู้

รีวิวกันแดดทาหน้า

นอกจาก รีวิวกันแดดทาหน้า 10 แบรนด์ที่แนะนำกันไปแล้ว ลองมาดู ประโยชน์ของครีมกันแดด แต่ละประเภท และความแตกต่างของครีมกันแดดที่คุณควรรู้ เพราะครีมกันแดดมีอยู่มากมายในท้องตลาด แต่ใครล่ะที่จะรู้บ้างว่า ประโยชน์ของครีมกันแดด นั้นทำอะไรได้บ้าง

โดยครีมกันแดดนั้นสามารถปกป้องการทำลายเซลล์ผิวหนังที่เกิดจากรังสีอัลตร้าไวโอเลตในแสงแดดได้ ซึ่งเจ้ารังสีอัลตร้าไวโอเลตนี้เป็นต้นเหตุของมะเร็งผิวหนังในคน และยังทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีใต้ผิวหนังซึ่งทำให้ผิวคล้ำขึ้น แต่คนเอเชียมีโอกาสที่จะเกิดมะเร็วผิวหนังต่ำ เพราะส่วนใหญ่จะมีเซลล์เม็ดสีอยู่แล้ว ดังนั้นการใช้ครีมกันแดดของเรา จึงจะเน้น ประโยชน์ของครีมกันแดด ไปที่การป้องกันจุดด่างดำบนใบหน้า และผิวหนังเสียส่วนมาก

ประโยชน์ครีมของกันแดด แต่ละประเภท แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ  ดังนี้

รีวิวกันแดดทาหน้า

1. CHEMICAL SUNSCREEN

ครีมกันแดดแต่ละประเภทก็ต่างกันไป เรามาเริ่มกันที่ประเภทแรก คือ ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีซะส่วนใหญ่ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการปกป้องแสงแดด โดยการทำงานของประเภทนี้คือดูดซับรังสีแสงแดดเข้าไปในผิว แต่จะเก็บได้ไม่นานเพราะหลังจากดูดแสงแดดได้สักพัก สารเคมีที่ทีอยู่ก็จะเสื่อมสภาพ จึงทำให้ต้องทาครีมเพิ่มทุกๆ 2-3 ชั่วโมง และการเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง นั่นแปลว่าจะมีส่วนผสมของสารเคมีในปริมาณมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณผิวหนังได้

2. PHYSICAL SUNSCREEN

ประเภทที่สองคือครีมกันแดดที่มีผสมไปด้วยสารที่สามารถสะท้อนรังสีได้อย่าง UVA และ UVB โดยสารประเภทนี้จะระคายเคืองกับผิวหนังน้อยกว่าสารประเภทแรก แต่ข้อเสียคือ ครีมกันแดดประเภทนี้จะไม่สามารถให้ SPF ที่สูงได้ และอีกอย่างคือเมื่อทาประเภทนี้แล้วบนผิวหนังแล้ว หน้าจะสีขาวแปลกออกไปเพราะสารที่เคลือบบนในครีมจะอยู่บนผิวหนัง ซึ่งไม่เหมาะกับคนหน้ามันหรือคนที่เป็นสิว เพราะมีการดูดซึมของสารสู่ผิวน้อยมาก

3. CHEMICAL-PHYSICAL SUNSCREEN

เป็นประเภทที่นำข้อดีของแต่ละประเภทมาผสมกัน และพยายามนำข้อเสียที่พบออกไป โดยประเภทนี้มี SPF ปานกลาง และซึมเข้าผิวได้ค่อนข้างดี ซึ่งก็มีหลายแบรนด์ที่พยายามทำประเภทนี้ออกมาเพื่อตอบสนองคนหลายๆ กลุ่ม


ฟื้นฟูผิวจากแดดเร่งด่วน 5 วิธีง่ายๆ ปกป้องฟื้นฟูผิวไหม้จากแสงแดด

รีวิวกันแดดทาหน้า

ฟื้นฟูผิวจากแดดเร่งด่วน 5 วิธีง่ายๆ ปกป้องฟื้นฟูผิวไหม้จากแสงแดด ใครๆ ก็รู้ว่าแสงแดดเป็นศัตรูต่อผิวสักแค่ไหน เพราะแดดคือตัวร้ายที่ทำลายความอ่อนเยาว์ของผิวหนังเป็นอันดับแรกๆ แสงแดดในบ้านเราเพียงแค่เดินในที่แจ้งก็อาจจะทำให้ผิวของคุณสาวๆ ไหม้เกรียมได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ซึ่งผิวไหม้ก็คือผิวเสีย เซลล์ของผิวที่ชุ่มชื้นก็แห้งกร้านและอาจจะเสื่อมกลายเป็นเซลล์ผิวตาย หลุดลอก หมองคล้ำ ดำ แต่ถ้าจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวต้องพบเจอกับแสงแดดเลยก็เห็นจะไม่ได้ ตราบใดที่คุณสาวๆ ไม่ใช่แวมไพร์ที่มีชีวิตอยู่เฉพาะตอนกลางคืน ถ้าเช่นนั้นเราคงต้องมาเรียนรู้และปฏิบัติการทวงผิวสวยๆ คืนจากความไหม้เกรียมและปกป้องผิวจากแสงแดดกันแล้ว

1. ครีมกันแดดปราการปกป้องผิว

รีวิวกันแดดทาหน้า

เมื่อพูดถึงผิวกับแสงแดดจะไม่เอ่ยถึงผู้ช่วยตัวสำคัญที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างไร ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดคือสุดยอดเคล็ดลับปกป้องผิวของสาวไทยทีเดียว กันแดดที่มีแทบจะทุกวันและทุกฤดูกาล การทาครีมกันแดดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เมื่อสาว ๆ ไปเที่ยวชายทะเลเท่านั้น ไม่ว่ามุมใดของประเทศไทย วันหยุดพักผ่อนหรือวันทำงานทุก ๆ วัน ก็ควรจะทา ครีมกันแดด ก่อนออกจากบ้านประมาณ 20 นาทีเป็นอย่างน้อย ครีมกันแดดจะมีประสิทธิภาพได้อย่างดี และมีฤทธิ์ปกป้องผิวของเราได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง

หลังจากนั้นหากเป็นไปได้ สาวๆ ก็ควรจะหาโอกาสทาครีมกันแดดซ้ำอีกระหว่างวัน เพื่อครีมจะมีประสิทธิภาพปกป้องผิวจากแดดได้ 100% นอกจากนั้นสาวๆ ต้องไม่ลืมดูค่า SPF ของครีมกันแดดที่ใช้ด้วย ในวันที่ต้องออกไปกลางแจ้ง มีกิจกรรมที่จะต้องพบเจอแสงแดดแรงๆ ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 60% จะเหมาะที่สุด

2. เลือกใช้ครีมอโลเวร่า

รีวิวกันแดดทาหน้า

อโลเวร่า คือ สารสกัดที่ได้จากว่านหางจระเข้ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยสมานผิวได้อย่างดี ในส่วนประกอบของอโลเวร่าจะมีเจลที่ชุ่มชื่น มีฤทธิ์ช่วยในเรื่องผิวที่เกรียมไหม้ และผิวที่แห้งแตกโดยเฉพาะ หลังจากที่สาวๆ ต้องผจญกับแสงแดดมาในระหว่างวัน เมื่อกลับบ้านใช้ครีมที่มีส่วนผสมของอโลเวร่าจะช่วยสมานผิวให้ชุ่มชื่น ฟื้นฟูผิวจากการโดนแดดได้อย่างดี

วิธีการใช้ครีมอโลเวร่าที่ได้ผลก็คือ ให้ทาอโลเวร่าหลังจากอาบน้ำทำความสะอาดผิวแล้ว ถ้าวันไหนที่โดนแดดมากๆ ต้องการช่วยให้ผิวกลับมาชุ่มชื่นอย่างเร่งด่วน อาจจะพอกครีมอโลเวร่าตามตัวและผิวหน้าให้ครีมซึมซาบสู่ผิวให้มากที่สุด ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาทีค่อยล้างออก ผิวจะกลับมาชุ่มชื่นและฟื้นฟูจากความแห้งเกรียมได้อย่างรวดเร็ว 

3. ทาครีมบำรุงประเภทไวท์เทนนิ่ง

รีวิวกันแดดทาหน้า

เมื่อผิวคล้ำมากๆ จากแสงแดด สาวๆ จำเป็นที่จะต้องหาตัวช่วยและตัวช่วยที่จะทำให้ผิวของสาวๆ กลับมาขาวใสเป็นประกายได้อย่างรวดเร็วก็คือ ครีมไวท์เทนนิ่ง ควรใช้ไวน์เทนนิ่งทาผิวเป็นประจำทุกๆ วัน เพราะผลิตภัณฑ์ครีมไวท์เทนนิ่งเป็นครีมที่มีฤทธิ์ชั่วคราว เมื่อทาประจำก็จะทำให้ผิวขาวสวย แต่ถ้าละเลยหยุดทา ผิวก็มีสิทธิ์ที่จะกลับมาหมองคล้ำได้

4. ขัดผิวด้วยผลิตภัณฑ์สครับ

รีวิวกันแดดทาหน้า

การขัดหรือสครับผิวเป็นสิ่งที่จำเป็นถ้าผิวของสาวๆ ถูกแดดทำร้ายรุนแรง เพราะเซลล์ผิวไหม้และตายยังคงติดอยู่บนผิวชั้นนอก ทำให้เซลล์ผิวใหม่เผยขึ้นมาได้ยาก และเกิดความผิดปกติของผิวหนังได้ การใช้สครับในการขัดผิวจะช่วยให้เซลล์ผิวเก่าหลุดออกรวดเร็วขึ้น แต่ไม่ควรจะทำบ่อยจนเกินไปเพราะผิวจะแห้งเป็นขุยและลอก ควรสครับสัปดาห์ละ 1 ครั้งกำลังดี

5. เข้าสปาบำรุงผิว

รีวิวกันแดดทาหน้า

หากมีเวลาว่างการเข้าสปาอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้งจะช่วยทำให้ผิวได้ผ่อนคลาย ได้รับการปรนนิบัติครบทุกขั้นตอน ทั้งการทำความสะอาด ผลัดเซลล์ผิว บำรุงผิว การนวดให้เลือดไหลเวียน ผิวมีเลือดฝาด และขั้นตอนบำรุงผิวอีกมากมาย

ถ้ารักผิวและอยากอ่อนเยาว์ ขาวใสไปนานๆ อย่าลืมปกป้องผิวของสาวๆ จากแสงแดดและความไหม้แห้งเกรียม ก่อนที่จะสายไป


อ้างอิง

Sunscreen and Your Morning Routine : https://www.hopkinsmedicine.org/health/wellness-and-prevention/sunscreen-and-your-morning-routine

BENEFITS OF SUNSCREEN : https://www.katesomerville.com/us/en/blog/5-benefits-of-sunscreen.html

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง ให้ห่างไกลสิวที่คุณควรรู้

การทำความสะอาดเป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการดูแลผิวสุขภาพดี ช่วยขจัดน้ำมันบนพื้นผิวและเศษซากอื่นๆ ที่อาจสะสมเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งส่งผลให้เกิดการอักเสบของผิวหนังและปัญหาผิวอื่นๆ คลีนเซอร์มีหลายประเภท แต่ละแบบก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป ซึ่งวันนี้จะมาแนะนำ คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอาง แบรนด์ดังที่ใช้แล้วห่างไกลสิวกันอย่างแน่นอน


คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอาง แบบไหนดีที่สุดและใช้แล้วห่างไกลสิว

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอาง ห่างไกลสิวที่คุณควรรู้ เพราะการล้างเครื่องสำอางออกก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้การแต่งหน้า แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้ความสำคัญในส่วนนี้สักเท่าไร เน้นไปที่การแต่งหน้ามากกว่า พอเกิดปัญหาผิวก็โทษตัวเครื่องสำอางว่าไม่ดี ทำให้เกิดการอุดตัน 

ซึ่งปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปถ้าเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการทำความสะอาดใบหน้า และวันนี้มี คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอาง สุดยอดตัวช่วยทำความสะอาดใบหน้าของแต่ละประเภทมาบอกกัน จะมีอะไรบ้าง ตามไปดูได้เลย

1. สุดยอดของ CLEANSING OIL

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอาง เริ่มกันที่ประเภทคลีนซิ่งประเภทออยล์กันก่อนเลย ซึ่งนี่ก็ถือเป็นเทรนด์การใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มาแรงมากในขณะนี้ โดยเฉพาะกับสาวๆ ที่ชอบแต่งหน้าเป็นประจำ เพราะการใช้คลีนซิ่งออยล์ในการล้างหน้านั้น สามารถทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก และยังมีความอ่อนโยนต่อผิวหน้าแบบสุดๆ

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

และวันนี้ขอเสนอ POSITIF Phyto Crystal Purifying Cleansing Oil คลีนซิ่งออยล์จากแดนปลาดิบที่ใครๆ ก็แนะนำ เนื้อเป็นครีมที่มีคริสตัลใสๆ เป็นส่วนผสม และยังมีสารที่สกัดมาจากพืชธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่นถึง 8 ชนิดอีกด้วย และยังมีตัวช่วยในการฟื้นฟูผิวที่แห้ง คล้ำเสีย ให้ดูผ่องใสอีกด้วย มี Avocado Oil ที่จะช่วยลบเลือนจุดด่างดำออกไปได้อย่างหมดจด

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

และ DHC Deep Cleansing Oil คลีนซิ่งออยล์ที่ได้รับความนิยมจากสาวๆ มาอย่างยาวนาน คลีนซิ่งออยล์ระดับตำนานอีกหนึ่งตัว ที่สามารถช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางบนผิวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล้างได้แม้จะเป็นเครื่องสำอางที่กันน้ำ อีกทั้งยังมีความอ่อนโยนต่อผิวค่อนข้างสูงเนื่องจากปราศจากส่วนผสมของ Mineral Oil รวมถึงสารเคมีอันตรายอย่างแอลกอฮอล์ น้ำหอม และพาราเบน จึงมั่นใจได้เลยว่าจะช่วยทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกจริงๆ เป็นอีกหนึ่งยี่ห้อที่ไม่ควรพลาด


2. สุดยอดของ CLEANSING WATER

ต่อมาคือ คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอาง ชนิดน้ำ อย่างที่รู้กันว่า คลีนซิ่งวอเตอร์มีคุณสมบัติที่ช่วยที่ดึงดูดน้ำมัน และสิ่งสกปรกต่างๆ บนผิวหน้า แต่ยังคงความชุ่มชื้นให้ผิวอยู่ เหมาะกับคนที่มีสภาพผิวมัน ผิวบอบบางง่าย แพ้ง่าย มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย อุดตันง่าย

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

แน่นอนว่าตัวแรกจะเป็นแบรนด์ไหนไปไม่ได้นอกจาก Bioderma ซึ่งก็สามารถสร้างกระแสที่ไทยได้ ตั้งแต่ยังไม่วางขาย ซึ่งก็ทำให้สาวๆ ถึงกับต้องพรีออเดอร์กันมาก่อนเลย โดยแบรนด์นี้ได้ออกแบบคลีนซิ่งน้ำออกมา 2 สูตร คือ สูตรสีเขียวที่เหมาะสำหรับคนผิวมัน และอีกตัวที่สามารถครองใจสาวๆ ไปได้คือสูตรสีชมพูนั่นก็คือ Bioderma Sensibio H2O Make-up Removing Micelle Solution โดยตัวนี้จะเหมาะกับสาวที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย โดยจะมีลักษณะเป็นน้ำใสๆ คล้ายน้ำเปล่า ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีที่สามารถขจัดสิ่งสกปรกออกไปได้โดยที่ไม่ต้องล้างน้ำซ้ำ ดีงามและโด่งดังมากสำหรับผลิตภัณฑ์ตัวนี้สามารถขจัดสิ่งสกปรกได้หมดเกลี้ยงจนสาวๆ จะต้องทึ่งทำให้มีการบอกต่อแชร์และมีกระแสแรงในโลกโซเชียลอย่างมาก ใครที่เคยลองผลิตภัณฑ์อื่นแล้วยังไม่พอใจ อาจจะจบด้วยความดีงามคุ้มค่าด้วยประสิทธิภาพทำความสะอาดล้ำลึกของตัวนี้เลยก็ได้

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

อีกแบรนด์ คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอาง จากการ์นิเย่ Garnier Micellar Cleansing Water ตัวนี้มีไมเซล่าเทคโนโลยีทำหน้าที่เสมือนแม่เหล็ก ช่วยดูดเครื่องสำอางกันน้ำ สิ่งสกปรก และความมัน ออกจากผิวหน้าได้อย่างหมดจดเช่นกัน มาพร้อมเนื้อสัมผัสแบบน้ำอ่อนโยนไม่ระคายเคืองต่อดวงตาและปาก ปราศจากน้ำหอม เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว รวมไปถึงผิวที่มีแนวโน้มแพ้ง่าย มีหลายสูตรเลือกให้เหมาะกับผิวได้เลย ที่สำคัญราคาไม่แพงและหาซื้อได้ง่าย


3. สุดยอดของ CLEANSING WIPE

อีกรูปแบบหนึ่งของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางที่มาในรูปแบบแผ่นที่พกพาไปได้ทุกๆ ที่ สะดวกในการใช้งานไม่ว่าสาวๆ อยากจะทำความสะอาดใบหน้าระหว่างวัน หรือพกพาเวลาไปเที่ยวทริปต่างจังหวัดหรือที่ต่างๆ เป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยให้การทำความสะอาดผิวจากเครื่องสำอางง่ายขึ้นได้

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

ไม่ต้องเกริ่นอะไรให้ยาวเหยียดแล้ว สำหรับ Bifesta Cleansing Brightup Sheet แผ่นเช็ดเครื่องสำอาง และทำความสะอาดผิวตัวดังของ Bifesta อันนี้จะเป็นสูตรเพื่อผิวกระจ่างใส มีส่วนช่วยในเรื่องของการทำความสะอาดผิว พร้อมขจัดเซลล์ผิวเก่า และสิ่งสกปรกได้อย่างหมดจด และยังเป็นแผ่นคอตตอนอ่อนนุ่ม ให้ความรู้สึกนุ่มนวลต่อผิว ให้ความรู้สึกสดชื่นสบายผิว ไม่เหนอะหนะผิว ทั้งยังอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองผิวขณะเช็ด ที่สำคัญคือเป็นสูตร Oil-free ไม่มีน้ำหอม และสี ผิวแพ้ง่ายสามารถใช้ได้แน่นอน

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

Purevivi Cleansing Sheet คลีนซิ่งไวป์ตัวดังอีกแบรนด์ แน่นอนว่านี่เป็นของถูกและเป็นของดี ที่ใครๆ ต่างก็การันตีเรื่องคุณภาพ ที่ทำความสะอาดดีงามต่อผิวหน้ามากๆ และยังมีราคาที่สบายกระเป๋าอีกด้วย สรรพคุณคือเต็มไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ 12 ชนิด และยังผสมไปด้วยว่านหางจระเข้ ที่จะช่วยในการลดอาการอักเสบ และอาการระคายเคืองที่ผิว รวมทั้งยังมีไฮยารูรอนที่จะมาช่วยเพิ่มเติมความชุ่มชื่นให้ผิว ซึ่งก็ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น อิ่มน้ำได้ดีอีกด้วย


4. สุดยอดของ EYE & LIP REMOVER

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอาง สำหรับคนที่แต่งหน้า ทาปาก ถ้าล้างไม่ดีผิวปากก็พังได้ง่ายๆ เหมือนกัน ดังนั้นใครคนไหนที่ชอบแต่งตาชนิดแบบชุดใหญ่ และยังทาลิปสติกหนาเตอะ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ล้างเครื่องสำอางบริเวณตาและปากต่างหาก เพราะเป็นบริเวณที่ค่อนข้างบอบบาง และถ้าทำควรสะอาดไม่ดีก็จะทำให้ผิวเกิดริ้วรอยได้ง่าย

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

ซึ่งควรเลือกตัวนี้เลย MAYBELLINE EYE & LIP MAKEUP REMOVER มาในขวดสีขาวตัดฟ้าที่สาว ๆ รู้จักกันดี ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีมานานคู่กับแบรนด์ อยู่มายาวนานคงทนก็เพราะคุณสมบัติเด่น เหมาะที่จะใช้ล้างเครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติกันน้ำ ออยส์จะช่วยขจัดเครื่องสำอางที่ล้างออกยากได้อย่างดี ทำให้ลดเลือนสิวได้ ทำให้สิวยุบเพราะผิวหน้าที่สะอาดปราศจากสิ่งสกปรกแม้ในรูขุมขนเล็กๆ

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

อีกแบรนด์ที่แนะนำ นั่นก็คือ L’Oreal Gentle Lip And Eye Remover นั่นเอง เพราะคลีนซิ่งตัวนี้มีความสามารถในการขำระล้างทำความสะอาดหิวตา และริมฝีปากได้เป็นอย่างดี สูตรอ่อนโยนเหมาะสำหรับแม้บริเวณรอบดวงตาที่ระคายเคืองง่าย


5. สุดยอดของ CLEANSING FOAM

ถึงแม้ว่าจะล้างเครื่องสำอางออกไปหมดแล้ว แต่หากลืมล้างหน้าอีกรอบละก็ยังไงก็เป็นสิวแน่นอน ซึ่งควรใช้คลีนซิ่งโฟมปิดท้ายเพื่อทำความสะอาดผิวหน้า

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

สำหรับตัวแรกที่แนะนำก็คือ Senka Perfect Whip Foam แบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ที่เป็นเนื้อวิปโฟม ช่วยล้างหน้าได้สะอาดมากๆ ยังสามารถสร้างความฟินได้อีกด้วย มีเนื้อนุ่มฟองละมุนต่อผิวหน้า เพราะฟองวิบโฟมมีความนุ่มมาก และยังมีส่วนผสมที่ทำให้หน้าไม่แห้งตึงอีกด้วย รวมทั้งช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยล่ะ

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

อีกแบรนด์จากญี่ปุ่นเช่นกัน SHISEIDO Clarifying Cleansing Foam โฟมล้างหน้าทำความสะอาดสูตรพิเศษนี้ประกอบด้วย Micro White Powder และ White Clay ที่สามารถขจัดสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยโฟมที่นุ่มช่วยขจัดเซลล์ผิวที่หมองคล้ำ มลพิษและสารออกซิไดซ์ที่เป็นสาเหตุแห่งริ้วรอยแห่งวัย ทำให้เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

การทำความสะอาดของใบหน้าคือสุดยอดของการดูแลและเป็นกุญแจไขความงามที่ผู้หญิงทุกคนรู้กันดี นอกจากขั้นตอนในการล้างหน้ากันด้วยโฟมล้างหน้าแล้ว อีกผลิตภัณฑ์ที่ขาดเสียไม่ได้เลยก็คือ คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอาง นั่นเอง ตัวช่วยที่จะทำให้ใบหน้ามีผิวที่สะอาดล้ำลึก และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของคลีนซิ่งที่เรานำมาแนะนำ ใครชอบแบรนด์ไหนก็ไปหาซื้อใช้กันได้


5 ขั้นตอนในการใช้ล้างหน้าที่ถูกต้อง

คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง

นอกจากการเลือกใช้ คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอาง แล้ว ผิวหน้าเป็นเรื่องที่ควรให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการแต่งหน้าไปจนถึงการทำความสะอาด การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะผิวหน้าของเราอาจจะพัง แพ้ง่าย เกิดสิวได้อย่างง่ายดาย วันนี้เราจะแนะนำ 5 ขั้นตอนในการใช้ล้างหน้าที่ถูกต้องฉบับง่ายๆ ให้ทุกคนรู้กัน ขั้นตอนก็มีดังนี้

  1.   เช็ดเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วย คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสําอาง
  2.   จากนั้นล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น อาจจะใช้โฟมล้างหน้าเพิ่มเพื่อล้างเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจดบนใบหน้า
  3.   ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง เพื่อปิดรูขุมขนและช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
  4.   เช็ดหน้าให้แห้ง
  5.   เมื่อแห้งแล้วให้บำรุงผิวหน้าตามลำดับสกินแคร์ของตัวเอง

การทำความสะอาดเครื่องสำอางนั้นสำคัญพอๆ กับการบำรุงผิวขั้นตอนอื่นๆ หากใครที่ไม่เคยใช้หรือไม่ค่อยได้ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอาง ขอแนะนำให้รีบไปหาซื้อมาใช้กันเลย เพราะผิวหน้าที่สัมผัสกับเครื่องสำอางต้องการการทำความสะอาดที่ล้ำลึกยิ่งกว่า ฉะนั้น ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพผิวให้มากที่สุด


อ้างอิง

The Importance of Cleansing : https://www.medifine.co.uk/the-importance-of-cleansing/

https://www.beyondsoho.com/article/95/มาทำความรู้จัก-cleanser-กับcleansing-และวิธีเลือกใช้ให้เหมาะกับผิวหน้าเรากันดีกว่า

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี ? 10 อันดับครีมกันแดดยอดนิยมสำหรับคนไทย 2565

ผลิตภัณฑ์กันแดดช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีที่เป็นอันตรายของดวงอาทิตย์ สิ่งสำคัญคือต้องเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิวและการใช้งานของคุณ ครีมกันแดดทำงานโดยการดูดซับรังสียูวีแล้วแตกตัวเป็นโมเลกุลที่ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังได้และจะช่วยกระจายรังสียูวีไม่ให้ผิวคล้ำเสีย และคำถามที่ทุกคนสงสัย ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี ? วันนี้เราจึงคัด 10 อันดับครีมกันแดดยอดนิยมมาบอกกัน


ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี ? 10 อันดับครีมกันแดดยอดนิยมสำหรับคนไทย 2565

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี 10 อันดับยอดนิยมสำหรับคนไทย 2565 เรามาเริ่มกันด้วยแสงแดดเมืองไทยที่แทบจะกลืนกินผิวเราให้มอดไหม้ได้ในพริบตา ทำให้หลายๆ แบรนด์ได้ตอบสนองความต้องการของสาวๆ ที่ต้องไปเจอกับแดดเมืองไทยทุกเวลา และครีมกันแดดก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้สาวๆ ขาวขึ้นได้แน่นอน แต่ครีมกันแดดแต่ละตัวก็ให้ผลลัพธ์ และการตอบสนองกับผิวต่างกันอีก

วันนี้เราก็จะมานำเสนอ ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี และเป็นครีมกันแดดยอดนิยมที่ใครได้ทาแล้วก็ปังทุกคนแน่นอน จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

10. DERMA ACTION PLUS SUN FACE FLUID SPF50

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

โดยครีมตัวนี้เป็นครีมกันแดดที่ใช้ทาใบหน้า ซึ่งมีค่า SPF 50 และครีมกันแดดมีส่วนผสมที่เป็นโลชั่นน้ำนม แถมเนื้อครีมยังมีส่วนผสมที่เบาบางมากถึงมากที่สุด ทำให้ครีมกันแดดตัวนี้สามารถซึมซับไปในผิวได้เร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะใบหน้า และที่สำคัญคือเหมาะกับสาวๆ ในแดนสยามที่สุด

9. SUNPLAY SUPER BLOCK SPF50+ 

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

ครีมกันแดดทาหน้าอีกตัว นั่นก็คือ Sunplay Super Block มีค่า SPF มากกว่า 50 ซึ่งเป็นโลชั่นกันแดดสูตรน้ำ โดยครีมตัวนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปกป้องผิวจากแสงแดดของสาวๆ ได้ด้วยสูตร Solarex-3 ที่เป็นนวัตกรรมมาใหม่จากแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งก็สามารถปกป้องผิวหนังจากแสงแดดได้เป็นอย่างดี แถมยังลดเลือนริ้วรอย พร้อมทั้งยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังบริเวณใบหน้าได้ดีอีกด้วย

8. EUCERIN SUN DRY TOUCH ACNE OIL CONTROL

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

ครีมกันแดดตัวนี้เป็นครีมกันแดดเนื้อเจลที่สามารถซึมเข้าผิวหนังได้ง่าย ไม่หนักใบหน้า และยังไม่ทำให้เกิดการอุดตัน ไม่เกิดสิวซึ่งเหมาะมากๆ สำหรับสาวผิวมันหรือสาวที่เป็นสิว และตัวนี้ยังมีสารช่วยควบคุมความมันที่ชื่อว่าคาร์นิทีน ซึ่งก็ทำให้ครีมตัวนี้เป็นครีมกันแดดที่ไม่ทำให้หน้ามันง่าย หรือพูดง่ายๆ ว่าช่วยลดความมันนั่นแหละ

7. MizuMi UV Water Serum SPF 50+

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

ครีมกันแดดทาหน้าจากแบรนด์ MizuMi ตัวดัง สูตรเซรั่มที่เนื้อสีขาวบางเบา เกลี่ยง่าย ไม่ทำให้ผิวหน้าอุดตัน ทาได้บ่อย ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี มีสารสกัดจากดอกยูคิโนะชิตะ วิตามิน C-IP วิตามินอี ครีมกันแดดปราศจากสารก่อภูมิแพ้ ธรรมชาติ ปราศจากน้ำมัน ไม่ใส่สารพาราเบน เรียกได้ว่าเป็นครีมกันแดดทาหน้าที่เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว ตลอดจนผิวแพ้ง่ายเลยทีเดียว

6. NIVEA SUN SPRAY PROTECT & REFRESH SPF 50 

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

มากับครีมกันแดดที่เป็นในรูปของสเปรย์กันบ้าง โดยจุดเด่นของสเปรย์กันแดดตัวนี้คือ สามารถฉีดสเปรย์แล้วเดินไปออกแดดได้ง่ายๆ เลย ไม่ต้องรอให้ครีมซึมเข้าผิวหนังเหมือนแบบอื่น ซึ่งสเปรย์กันแดดตัวนี้สามารถใช้ได้ทั้งใบหน้าและผิวกาย ซึ่งสเปรย์ตัวนี้ก็กันน้ำได้ ทำให้ไม่ทิ้งคราบรอยบนเสื้อผ้าเลย ใช้สะดวก และด้วยความที่เนื้อสเปรย์เป็นน้ำ ซึ่งทำให้ซึมสู่ผิวหนังได้ไว ทำให้เวลาใช้แล้วจะสบายตัวมาก

5. PROVAMED SUN FACE SPF 50 

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

ครีมกันแดดทาหน้าตัวนี้จะเหมาะมากๆ กับคนที่แพ้ผิวง่าย และคนที่ผิวบอบบางแพ้สารเคมี เพราะจากที่ผู้ผลิตได้กล่าวมาว่า ครีมตัวนี้เป็นครีมกันแดดชนิดที่ปราศจากสารเคมีเจือปน มีเนื้อครีมที่ละเอียด นุ่ม บางเบา และสามารถซึมเข้าสู่ผิวหน้าได้เร็ว แถมเนื้อครีมเป็นสีเนื้อ ซึ่งจะทำให้ครีมสามารถกลมกลืนกับสีผิวของหลายๆ คนได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็สามารถทาเพื่อกลบริ้วรอยได้อีกด้วย 

4. Biore UV Aqua Rich Whitening Essence SPF 50+

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

ครีมกันแดดสูตร Micro Defense นวัตกรรมขั้นสุดจากญี่ปุ่น ปกป้องผิวแม้ร่องผิวลึกถึงชั้นคอลลาเจน  ไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย กันน้ำกันเหงื่อ และเป็นกันแดดหน้าที่ทาแล้วบางเบา เป็นสูตรน้ำเนื้อเอสเซนส์ ซึ่งจะไม่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัยจากแสงแดดตัวร้าย และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวหน้า แต่ยังสามารถกันแดดได้ และยังเป็นประโยชน์ต่อผิวหน้า ซึ่งมีค่า SPF สูง

3. SPECTRABAN SUN BLOCK CREAM SPF 60

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

มากับครีมกันแดดที่เหมาะกับคนเป็นสิวมากๆ ซึ่งในครีมกันแดดตัวนี้ มีส่วนผสมของสารที่ช่วยในการป้องกันรังสียูวีได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับคนหน้ามัน อาจไม่ชอบใจเพราะตัวนี้เป็นเนื้อครีม ซึ่งกว่าจะซึมเข้าสู่ผิวหน้าช้ากว่าแบบอื่นไปหน่อย แต่ตัวนี้ใช้แล้วไม่อุดตันแน่นอน

2. ZA TRUE WHITE POWER BLOCK UV SPF50 PA++

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

เป็นครีมกันแดดที่เต็มไปด้วยความสามารถในการกันแดดที่ยอดเยี่ยม แถมยังมีความสามารถในการที่จะคุมความมันบนใบหน้าได้ดี โดยเนื้อครีมกันแดดตัวนี้จะมีความละเอียด นุ่ม เกลี่ยบนใบหน้าได้ง่าย เมื่อทาแล้วจะเรียบเนียนไปกับผิวหน้าได้ดี แต่ถ้าใครใช้ตัวนี้ก็ควรที่จะล้างหน้าให้สะอาดทั้งก่อนใช้และหลังใช้ครีม เพราะอาจจะเกิดสิวอุดตันได้

1. BANANA BOAT ULTRA PROTECT SUN SPF50 

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

เป็นโลชั่นครีมกันแดดขั้นเทพที่สามารถกันแดดแรงๆ ได้ดีมาก (โดยเฉพาะเมืองไทย) โดยโลชั่นกันแดดตัวนี้สามารถกันเหงื่อที่มาจากการเล่นกีฬา หรือออกแดดแรงๆ ได้เป็นอย่างดี เนื้อโลชั่นมีความบางเบา ซึมซับเข้าสู่ผิวหนังเร็ว ไม่เหนียว และที่สำคัญโลชั่นตัวนี้จะไม่ไปอุดตันที่รูขุมขน แถมยังมีส่วนผสมของว่านหางจระเข้และวิตามินอี ซึ่งจะช่วยให้ผิวหน้าและผิวกายเรียบเนียนขึ้น

เป็นอย่างไรบ้างกับ ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี และเป็นครีมกันแดดยอดนิยม 10 ยี่ห้อ ที่จะทำให้คุณท้าแดดได้อย่างมั่นใจ แดดแรงแค่ไหนก็ไม่หวั่น ใครชอบแบรนด์ไหนก็ไปหาซื้อแล้วลองใช้กันดูได้ เพราะแสงแดดนี่เป็นตัวทำร้ายผิวของเราอย่างมากทีเดียว ทั้งทำให้ผิวคล้ำและทำให้ผิวเหี่ยวย่น รวมถึงโรคผิวหนัง ดังนั้น ก่อนออกจากบ้านหรืออยู่ในบ้านก็ควรทากันแดดกันอย่างสม่ำเสมอ


3 ประเภทครีมกันแดด ที่คุณควรรู้ก่อนซื้อครีมกันแดด

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

นอกจากการเลือกซื้อ ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี อีกหนึ่งข้อควรรู้ก็คือ ประเภทของครีมกันแดด เพราะครีมกันแดดแต่ละประเภทก็จะให้ประสิทธิภาพที่ต่างกัน โดยประเภทของครีมกันแดด แบ่งได้ 3 ประเภท ดังนี้

1. ครีมกันแดดดูดซับรังสี

โดยครีมกันแดดประเภทนี้ จะประกอบด้วยสารเคมีเป็นส่วนมาก และจะมีคุณสมบัติในการดูดซับรังสีได้เป็นอย่างดี ทำให้รังสีบางส่วนที่มาจากแดดไม่สัมผัสกับผิวหนังโดยตรง แต่ก็จะปล่อยรังสีอื่นออกมาแทน ซึ่งก็ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง โดยครีมกันแดดประเภทนี้มีข้อดีอยู่มาก

  • ไม่มีสีให้เห็น หรือไม่ก็เป็นสีอ่อนที่เข้ากันผิวหน้าได้ดี
  • มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี
  • มีราคาที่ถูกกว่าแบบอื่น

ส่วนข้อเสียก็มีเช่นกัน

  • บางคนอาจเกิดอาการแพ้สารเคมีได้ ไม่เหมาะกับคนผิวบาง
  • ต้องทาครีมทุกๆ 1-2 ชั่วโมง ถ้าต้องออกแดดเป็นเวลานาน เพราะสารที่ผสมจะดูดซับรังสีไว้ในปริมาณที่จำกัด ถ้าดูดซับจนเกินกำลังแล้วก็จะปล่อยให้เข้าไปที่ผิวโดยตรงเลย

2. ครีมกันแดดสะท้อนรังสี

โดยครีมกันแดดประเภทนี้ จะมีส่วนผสมหลักของสารประกอบที่เป็นออกซิเจน โดยส่วนมากจะเป็นสีขาวและจะมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันรังสี UV ได้ดีมากๆ การทำหน้าที่ของครีมประเภทนี้ คือ จะสะท้อนและกระจายรังสี UVA กับ UVB ออกไปจากผิวหนังเกือบทั้งหมด และภายหลังจากการทา เนื้อครีมบางส่วนจะถูกดูดซึมเข้าไปในผิวหนังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ครีมกันแดดประเภทนี้จึงไม่ค่อยทำให้เกิดอาการแพ้

ข้อดีของครีมกันแดดประเภทนี้ คือ

  • สลายตัวยาก ทำให้ไม่ต้องทาบ่อยๆ
  • ไม่ระคายเคืองต่อผิว เหมาะสำหรับคนผิวบาง

3. ครีมกันแดดแบบผสม

ครีมกันแดดแบบผสมจะมีส่วนผสมของสารที่เต็มไปด้วยการดูดซับ และการสะท้อนรังสีเข้าได้ในตัว อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบจากสารเคมีที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ โดยเนื้อครีมจะมีส่วนผสมของสารเคมีที่เป็นสีขาว ทำให้น่าใช้งานมากขึ้น ดังนั้น ครีมประเภทนี้จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่เก็บเอาข้อดี และตัดข้อด้อยของครีมกันแดดเข้าด้วยกัน และปัจจุบันครีมกันแดดส่วนใหญ่จะเป็นครีมกันแดดแบบผสม


ประเภทครีมกันแดด จำแนกตามผิว

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

  1. Sun Tan คือ ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่หลังจากการทาแล้ว เนื้อครีมจะซึมเข้าไปสู่เซลล์ผิว และจะเปลี่ยนสีผิวให้เข้มขึ้น แต่ประเภทนี้จะไม่เกิดอันตรายต่อเซลล์ผิว 
  2. Sunscreen คือ ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่ทำหน้าที่ในการกรองแสง กรองรังสี ช่วยกระจายและสะท้อนรังสีให้เข้าสู่เซลล์ผิวหนังแบบน้อยที่สุด แถมยังช่วยในการปรับสมดุลสีของผิวอาจจะที่หมองคล้ำลง หลังจากการตากแดดได้อีกด้วย

ประเภทครีมกันแดด จำแนกตามตำแหน่งการทา

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

1. ครีมกันแดดทาหน้า

ครีมกันแดดที่ทาใบหน้า ส่วนมากจะมีส่วนผสมของซิงค์ออกไซด์หรือไททาเนียมไดออกไซด์เกือบทั้งหมด เพราะมีคุณสมบัติในการป้องกันรังสี UV ให้ออกไปได้ เหมาะสำหรับการทาผิวในบริเวณที่มีชั้นหนังบาง เช่น ใบหน้า ลำคอ

2. ครีมกันแดดทาลำตัว

ครีมกันแดดที่ทาลำตัว ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมที่เป็นสารเคมีหลายชนิด และจะเกิดการผสมกันระหว่างสารเคมีจึงทำให้เกิดการดูดซับ และสะท้อนรังสี UV โดยประสิทธิภาพการทำงานจะระบุเป็นค่า SPF เสมอ


วิธีเลือกซื้อครีมกันแดด เพื่อการดูแลผิวที่ชัดเจนและตรงจุด

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

ในแสงแดดมีรังสีปะปนอยู่หลากหลายชนิด แต่เราที่รู้จักกันดี และได้ยินกันบ่อยก็คือ อัลตราไวโอเลต (UV)  ซึ่งรังสีตัวนี้จะถูกดูดซับตั้งแต่ชั้นโอโซน ทำให้มีแค่ UVA และ UVB ที่เล็กรอดลงมาที่พื้นโลก 

โดยรังสีทั้ง 2 ชนิดนี้จะมีผลต่อผิวหนังอย่างมาก โดยเฉพาะ UVA ที่มีสามารถทำให้เกิด ริ้วรอย กระ ฝ้า ความแก่ก่อนวัยบนใบหน้าได้ ส่วน UVB จะทำให้เกิดอาการแสบ แดง ไหม้ ของผิวหนังได้ แถมรังสีทั้ง 2 ชนิดนี้ยังทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ที่จะไปทำลายเซลล์โปรตีนพันธุกรรม ซึ่งจะไปทำให้เกิดเนื้องอกที่ผิวหนังได้

และวิธีที่ดีที่สุดในการพิจารณาว่าครีมกันแดดตัวใดดีที่สุดสำหรับคุณคือการทดสอบก่อนตัดสินใจซื้อ ทาครีมกันแดดที่แขนและขาของคุณ และตรวจดูปฏิกิริยาการถูกแดดเผาในเวลาเพียง 10 นาที หากคุณไม่พบการถูกแดดเผา ครีมกันแดดก็อาจจะใช้ได้


ซื้อครีมกันแดดและใช้ครีมกันแดดต้องดูที่อะไรบ้าง

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

  1. ดูที่ SPF ที่จะเป็นตัวบอกกับเราว่า สามารถป้องกัน UVB ได้กี่เท่า ส่วนเจ้า UVA ยังไม่มีค่าที่วัดได้ตามมาตรฐาน โดยปัจจุบันจะนิยมใช้อักษร PA กับเครื่องหมาย + แต่โดยปกติคนไทยจะมีผิวคล้ำ ซึ่งจะมีเม็ดสีที่สามารถป้องกัน UVB ได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้นเลือกแบบ SPF ที่มีค่ามากกว่า 15 และเลือก PA++ ขึ้นไปก็พอสำหรับแดดเมืองไทยแล้ว
  2. ดูกิจกรรมที่เราทำทุกวัน ถ้าปกติออกกำลังกลางแจ้งหรือเป็นนักกีฬา มีเหงื่อออกตลอด หรือว่ายน้ำ แม้กระทั่งทำงานในที่กลางแดด ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ที่สูง และควรเลือกประเภทที่กันน้ำได้จะดีกว่า
  3. ดูที่ปริมาณ ควรเลือกใช้ปริมานที่เหมาะกับเรา ไม่ควรเลือกแบบที่น้อยเกินไป เพราะอาจทำให้ใช้น้อยเกิน และทำให้สารเคมีทำปฏิกิริยากันน้อย ซึ่งจะทำให้ลดคุณภาพผลลัพธ์ลงไป
  4. ดูที่จำนวนครั้งที่ทาต่อวันของเรา ถ้าทำงานอยู่ในออฟฟิศ ในห้องแอร์ ทาวันละครั้งก็เพียงพอ เพราะอาจจะออกแดดบ้าง แต่ถ้าทำงานกลางแดดกลางแจ้ง โดนลมโกรก ควรจะต้องทาเติมบ่อยหน่อย
  5. เมื่อทาแล้วก็ควรอยู่เลี่ยงแดดด้วย อาจจะใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไรต่างๆ เนื่องจากครีมกันแดดไม่ได้กันแดดได้ทั้งหมด การป้องกันเสริมก็เป็นเรื่องที่ดี 
  6. ดูครีมที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่ต้องคำนึงถึงยี่ห้อ
  7. ทานอาหารที่สามารถช่วยในการสร้างเซลล์ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระได้ จำพวกวิตามิน เกลือแร่ ซึ่งมีอยู่ในผัก และผลไม้

วิธีเลือกใช้ครีมกันแดดสำหรับผู้ที่ออกแดดประจำ

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

ในคนเอเชียจะไม่นิยมผิวคล้ำ และไม่นิยมการอาบแดด ดังนั้น การป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงที่ที่มีแสงแดดจัด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 13.00-15.00 น.โดยการสวมเสื้อผ้าปกคลุม ใส่แว่นกันแดด สวมหมวกปีกกว้าง หรือกางร่มเสมอ แต่ถ้าใครที่ต้องทำงานกลางแดด หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง ควรเลือกดังนี้ 

  1. เลือกแบบที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป
  2. เลือกแบบที่มีสารเคมีที่สามารถกัน UVA ได้ดี
  3. เลือกสารที่สามารถกันน้ำได้

ก่อนออกแดดควรทากันแดดให้หนาเพียงพอ แต่ก็ไม่ต้องหนาเกินไปเพราะอาจจะทำให้อุดตัน ทาก่อนออกแดดสัก 15 นาที และอาจทาซ้ำทุก 1-2 ชม. ถ้าต้องออกแดดตลอด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการกันแดดได้มากถึง 2-3 เท่า แต่คนเราส่วนใหญ่จะทาครีมกันแดดในปริมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นจึงอาจจะทำให้การทากันแดดไม่ได้ประสิทธิภาพ


อ้างอิง

How to Select, Apply, and Use It Correctly : https://www.webmd.com/children/sunscreen-use-correctly

https://thestandard.co/sunscreen101/

เลือกใช้ครีมให้เหมาะกับผิวหน้ายังไงดี ให้หน้ากระจ่างใส

เมื่ออายุมากขึ้น ผิวจะยืดหยุ่นน้อยลงและกักเก็บน้ำมันและน้ำได้น้อยลง ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งตึงและยืดหยุ่นน้อยลง เพื่อต่อสู้กับสิ่งนี้ หลายคนหันไป เลือกใช้ครีม ทาหน้าเพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและปกป้องผิว ครีมบำรุงผิวหน้ามีหลายประเภทและแต่ละประเภทก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป


หน้ามัน แห้ง ผิวผสม หรือแพ้ง่าย เลือกใช้ครีม บำรุงผิวหน้ายังไงดี

หลายคนที่กำลังมองหาครีมบำรุงผิวหน้านั้น อาจจะเกิดข้อสงสัยว่าในเมื่อผิวของเราแต่ละคนนั้นมีสภาพที่แตกต่างกัน อย่างนั้นแล้วแต่ละสภาพผิวนั้นควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวหน้าแบบใดจึงจะได้ประโยชน์ และทำให้สุภาพผิวได้อัปเกรดมากที่สุด วันนี้เราจะไปดูว่าสภาพผิวแบบต่างๆ ควร เลือกใช้ครีม บำรุงผิวหน้าแบบไหนถึงจะดีต่อผิว

เลือกใช้ครีม

ผิวธรรมดา

คนที่มีผิวธรรมดานั้นถือว่าโชคดีมาก เพราะว่าผิวธรรมดาเป็นผิวที่ดูแลได้ง่ายมาก ไม่ต้องคอยหงุดหงิดกับความมันที่เกิดขึ้นได้ง่าย และก็ไม่ต้องคอยดูแลเรื่องผิวแห้งกร้าน เพราะว่ามีรูขุมขนที่ละเอียดมาก ขอเพียงเลือกครีมบำรุงผิวหน้าที่มีผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ในการทาผิวพรรณตอนเช้าและก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว หรือหากว่าต้องออกกิจกรรมระหว่างวันที่ต้องพบเจอกับแสงแดด อาจจะทาครีมป้องกันรังสียูวี เพื่อช่วยเรื่องการปกป้องผิวด้วยก็ได้ ถือว่าผิวธรรมดาดูแลกันได้ง่ายจริงๆ

ผิวมัน

ผิวมัน ถือว่าเป็นสภาพผิวที่สามารถเกิดสิวได้ง่ายมากๆ และปัญหาเรื่องสิวเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยและร่องรอยของจุดด่างดำที่น่าหงุดหงิด ทำให้สีผิวไม่เรียบเนียน ครีมบำรุงผิวหน้าที่ควรเลือกใช้ ควรไม่มีสารประกอบของน้ำมัน และใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนประกอบของน้ำ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น และต้องเป็นชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดสิว ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอมหรือพวกสารกันเสียต่างๆ ที่จะทำให้ผิวอุดตัน แต่ว่าคนที่ผิวมันนั้นก็มีข้อดีเช่นกันเพราะว่าจะชะลอการแก่โดยอัตโนมัตินั่นเอง จะมีริ้วรอยน้อยมาก เพราะว่าผิวไม่แห้ง

ผิวแห้ง

คนที่มีผิวแห้งนั้นมักจะสภาพผิวที่ไม่เรียบเนียน เพราะผิวแห้งจะสูญเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา ผิวจะเป็นขุยได้ง่าย ขาดความยืดหยุ่น ดังนั้นไม่ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นหรือล้างหน้าบ่อยเกินไป ควรใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่ผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ หรืออาจจะใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่ผสมน้ำมันก็ได้เพื่อช่วยในการกักเก็บน้ำ แต่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างมากคือ ครีมบำรุงผิวหน้าที่ผสมแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวหน้าแห้งและเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น

ผิวผสม

ผิวชนิดนี้จะเกิดสิว เกิดรอยได้ง่าย และดูแลได้ยากมาก ในส่วนของคนไทยจะมีผิวสภาพนี้ค่อนข้างเยอะ สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการทาครีมบำรุงผิวหน้าคือ การทาครีมบำรุงผิวหน้าบริเวณทีโซน เพราะว่าบริเวณนี้จะเกิดสิวได้ง่ายมาก บริเวณโหนกแก้มต้องระวังเรื่องผิวแห้งอีกด้วย ส่วนครีมบำรุงผิวหน้าที่ควรเลือกนั้นมีการผลิตครีมบำรุงผิวหน้าสำหรับคนที่มีผิวผสมค่อนข้างเยอะ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดหลากหลายยี่ห้อ

ผิวบอบบางแพ้ง่าย

อีกหนึ่งผิวที่ดูแลได้ยาก เพราะว่าใช้ครีมบำรุงผิวหน้าก็มักจะแพ้อยู่ตลอด อาจจะคัน มีสิวขึ้น มีรอยแดง หรืออาจทำให้ผิวหน้าบอบช้ำได้เลย ครีมบำรุงผิวหน้าที่เลือกใช้จึงควรเลือกครีมบำรุงผิวหน้าที่ใช้กับผิวของเด็ก และสำหรับผิวที่แพ้ง่ายเท่านั้น

ทั้งหมดนี้คือการ เลือกใช้ครีม ตามสภาพผิวต่างๆ ของคนเราที่พบได้ส่วนใหญ่ ไม่ว่าคุณจะมีผิวแบบไหนก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้วในการใช้ครีมบำรุงผิวหน้าให้ถูกต้องกับสภาพผิว นอกจากนี้ยังมีครีมหน้าใสที่น่าสนใจมากฝากทุกคนอีกด้วย จะมีแบรนด์ใดบ้างตามไปดูกัน


ครีมหน้าใสยี่ห้อไหนดี 15 ไอเทม จัดด่วน ได้ผลจริง

สำหรับสาวๆ ที่อยากจะซื้อครีมหน้าใส หน้าขาวมาทาเพื่อช่วยเสริมความสาวความสวยให้อยู่ยงคงกระพัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อยี่ห้ออะไร ที่ไหนดี เพราะมีหลายยี่ห้อที่ทำออกมาและก็มีหลายคำแนะนำที่เคยได้ยินมา ดังนั้นวันนี้เราก็เลยจะมาช่วยจัดอันดับ 15 ครีมหน้าใสที่ได้ผลจริงๆ กับสาวๆ ทั่วประเทศมาแล้ว ไปดูกันเลยว่ามีครีมหน้าใสยี่ห้อไหนติดอันดับบ้าง

เลือกใช้ครีม

อันดับ 15 

Olay Natural White นี่คือแบรนด์ที่หลายคนรู้จักอย่างแน่นอน และโอเลย์ก็ครีมทาผิวที่หาได้ง่ายและราคาก็ไม่แพง สามารถซื้อขนาดเล็กและแบบซองมาลองใช้ได้ด้วย ซึ่งก็ดูเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าทำไมต้องมาอยู่ในอันดับที่ 15 ล่ะ ก็เพราะว่าโอเลย์ชนิดนี้ช่วยให้หน้าขาวแค่อย่างเดียว แต่ไม่ช่วยในการรักษาสิวฝ้าและรอยจุดด่างดำใดๆ ทั้งสิ้น แต่ข้อควรระวังก็คือสาวผิวมันไม่ควรใช้ครีมนี้เลย

เลือกใช้ครีม

อันดับ 14 

Garnier หรือที่เรียกว่า การ์นิเย่ นั่นแหละ ซึ่งนี่ก็เป็นครีมหน้าขาวที่หลายคนชอบมากๆ ประโยชน์ของครีม คือเห็นผลเร็วเมื่อเทียบกับครีมหน้าใสชนิดอื่นๆ และยังช่วยขจัดจุดด่างดำได้เป็นอย่างดี แต่ครีมการ์นิเย่ก็มีความเข้มข้นของ AHA เยอะมาก ซึ่งอาจทำให้หลายคนรู้สึกแสบผิวได้ และไม่เหมาะกับสาวผิวบางเป็นอย่างมาก

เลือกใช้ครีม

อันดับ 13

Hadalabo เซรั่ม อาร์บูติน ซึ่งเป็นเซรั่มที่สาวๆ ชอบมาก เพราะครีมมีความบางและสามารถทาสนิทไปกับผิวหน้าได้เลย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความยาวนานในการใช้ เพราะครีมฮาดะลาโบะมีขนาดความเข้มข้นของสารอาร์บูตินอยู่น้อยมาก ทำให้ต้องใช้หลายขวดหลายรอบมากๆ และข้อดีก็คือทำให้ไม่แพ้ แต่ผลเสียก็คือเห็นผลช้านั่นแหละ

เลือกใช้ครีม

อันดับ 12

Vit C บูทติ้ง เซรั่ม เป็นเซรั่มบำรุงผิวที่บำรุงด้วยวิตามินซี ซึ่งก็เป็นผลิตภัณฑ์ของ Oriental Princess ซึ่งครีมมีความเบาบางและมีกลิ่นหอมของส้มด้วย และเมื่อใช้ไปนานๆ จะช่วยให้ผิวเรียบเนียนแบบเห็นได้ชัด และยังช่วยให้ลดเลือนจุดด่างดำ สิวฝ้าได้ดีมากๆ แต่ก็ไม่เหมาะกับผิวที่แห้ง เป็นขุยง่าย เพราะเป็นครีมที่ไม่ให้ความชุ่มชื่นกับผิว และยังมีราคาที่แพง แถมยังมีส่วนผสมของน้ำหอมอยู่มากทีเดียว ซึ่งใครที่ไม่ชอบน้ำหอมก็เลี่ยงได้เลย

เลือกใช้ครีม

อันดับ 11 

สมูทโตะ โทเมโท คอลลาเจน ไวท์ เซรั่ม เป็นเซรั่มที่หลายคนได้ยินมาว่าใช้ซองนี้หนึ่งซองจะได้เท่ากับกินมะเขือเทศ 10 ลูก ซึ่งก็เป็นครีมที่สาวๆ หลายคนชอบใช้ และมีขนาดเล็กเหมาะกับคนที่ชอบพกพาครีมไปที่ต่างๆ แถมยังมีราคาที่ไม่แพงและหาซื้อได้ง่ายมากๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยระยะเวลาที่นานมากๆ ในการที่จะเห็นผล เพราะจะเน้นไปที่เรื่องกระชับรูขุมขนและการบำรุงมากกว่า และยังเป็นครีมที่ไม่มีกลิ่นหอมเลย ทำให้บางคนอาจจะไม่ชอบ แถมยังไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบมะเขือเทศ

เลือกใช้ครีม

อันดับ 10

Scentio White Collagen ผลิตภัณฑ์ของดีจาก บิวตี้ บุฟเฟ่ต์ ซึ่งเหมาะกับสาวๆ ผิวแห้ง และสาวๆ ผิวที่เป็นขุยอย่างมาก เพราะเป็นครีมที่ให้ความชุ่มชื่นของผิวเป็นอย่างมาก ซึ่งการใช้ก็ควรจะแตะไปหน้าเบาๆ แต่ก็ไม่เหมาะกับสาวๆ ที่อยากขาวไวๆ เพราะตัวนี้ก็เน้นไปที่การบำรุงและการชุ่มชื่นกับผิวเช่นกัน และครีมนี้ก็ยังมีกลิ่นน้ำหอมเล็กๆ ด้วย อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมนะ

เลือกใช้ครีม

อันดับ 9

POND’S White Beauty Cream ครีมดูแลผิวหน้าให้ดูขาวเรียบเนียนกระจ่างใสอมชมพู ตรงเข้าสยบ 10 ปัญหาผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำที่จัดการยาก สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไป แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็แตกต่างกันออกไป เพราะบางคนก็บอกว่าใช้ได้ดีมาก ช่วยให้หน้าขาวใสได้ดี แต่บางคนก็มีการแพ้และแสบหน้า ดังนั้นก่อนใช้ก็ควรจะเช็กให้ดีก่อน

เลือกใช้ครีม

อันดับ 8 

Za True White เป็นครีมที่เป็นที่ชื่นชอบมากๆ ในกลุ่มสาวๆ วัยรุ่น เพราะมีส่วนผสมที่ช่วยในการยับยั้งสารที่ทำให้ผิวเราหมองคล้ำ และนอกจากนี้ยังทำให้ผิวเรากระจ่างใส ซึ่งก็เป็นครีมที่มีราคาแพงพอสมควร เพราะขายเป็นชุด แต่ก็อยากให้ลองใช้ผสมกับครีมประจำที่ใช้อยู่ รับรองว่าปังแน่นอน

เลือกใช้ครีม

อันดับ 7

Fracora Placenta Extract เป็นครีมหน้าขาวที่ใช้รองพื้นก่อนที่จะใช้ครีมตัวประจำ เพราะจะทำให้หน้าขาวได้ไวขึ้น และครีมนี้เป็นครีมที่สกัดจากรกหมู ทำให้สาวๆ มุสลิมใช้ไม่ได้ และไม่เหมาะกับคนที่ชอบกลิ่นแรงๆ ของซอสญี่ปุ่น เพราะเจ้าตัวนี้กลิ่นแรงมาก

เลือกใช้ครีม

อันดับ 6 

La Roche-Posay Effaclar Duo Plus เนื้อครีมเจลที่ทาแล้วไม่เหนอะหนะผิว ทาไปแล้วให้ความชุ่มชื้นผิว  เหมาะกับคนที่เป็นสิวง่าย ผิวอักเสบ แพ้ง่ายบ่อยๆ ไม่มีกลิ่นที่แรง ลดการอักเสบของผิวและฟื้นบำรุงผิวให้แข็งแรงสดใสขึ้น นอกจากจะช่วยบำรุงให้ผิวขาวกระจ่างใสแล้ว ตัวนี้ยังมีส่วนผสมของ LHA มาช่วยต้านแบคทีเรีย P.Acne ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว หาซื้อได้ง่ายแต่ราคาค่อนข้างแพง

เลือกใช้ครีม

อันดับ 5 

SkinFood Yaja Water C เป็นครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซีเยอะมาก ซึ่งเป็นการสกัดจากส้มยูซุ แต่ก็เป็นครีมที่มีราคาแพงพอตัว ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผิวกระจ่างใสแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้หน้าดูเต่งตึงและกระชับได้ดีมากๆ แต่ไม่เหมาะกับสาวๆ ที่ผิวแพ้ง่าย เพราะมีส่วนผสมของน้ำหอมอยู่ ดังนั้นควรทดสอบการใช้ก่อน

เลือกใช้ครีม

อันดับ 4 

Guerisson 9 Complex Cream ชื่ออาจไม่คุ้น แต่หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ครีมน้ำมันม้า แน่นอน เพราะเป็นครีมที่มาจากประเทศเกาหลี สรรพคุณคือช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส แต่ก็ต้องใช้งานไปนานพอสมควรกว่าจะเห็นผล เพราะเน้นไปที่การบำรุง และเน้นไปที่ความชุ่มชื่นมากกว่า

เลือกใช้ครีม

อันดับ 3

Loreal White Perfect Laser ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า เป็นครีมที่ราคาแพงแต่ก็มีส่วนผสมของเซรั่มสูงมาก ซึ่งจะเห็นผลได้แค่ในช่วงเดือนแรกเท่านั้น แต่ก็ทำให้สิว ฝ้าทั้งหลายหายไปได้แน่นอน ซึ่งใครที่ชอบความขาวใสแบบทันตาก็ต้องรอนานนิดนึง

เลือกใช้ครีม

อันดับ 2

Neutrogena Hydro Boost Gel Cream เป็นครีมที่ใช้กันทั่วโลก เพราะสามารถช่วยในเรื่องความกระจ่างใส พร้อมกับความชุ่มชื่นในตัว และเหมาะมากๆ กับสาวๆ ที่ชอบความกระชับของผิว แต่ก็ทำให้ผิวแห้งได้ง่ายมาก ซึ่งก็ไม่เหมาะกับสาวผิวแห้งเลย

เลือกใช้ครีม

อันดับ 1

SK-II GENOPTICS AURA ESSENCE ผิวกระจ่างใสดูมีออร่า ด้วยส่วนประกอบจากพิเทร่าเข้มข้น และ GenOptics Aura Complex ที่จะช่วยลดเลือนการก่อตัวของจุดด่างดำทั้งที่มองเห็นและที่ซ่อนอยู่ภายใน ช่วยแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ ปรับสีผิวขาวกระจ่างใสขึ้นและเปล่งประกาย ช่วยลดความหมองและจุดด่างดำ จะใช้เป็นเดย์ครีมก็ได้หรือไนต์ครีมก็ดี ไม่ทิ้งความเหนอะหรือความมันไว้บนผิวด้วย

ครีมบำรุงผิวหน้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือครีมที่ทำมาเพื่อลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างอายุ ซึ่งครีมเหล่านี้สามารถช่วยปรับปรุงลักษณะที่ปรากฏของผิวโดยการลดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น และโดยการป้องกันผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม รวมถึงครีมบำรุงผิวหน้าที่ช่วยทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นทาแล้วช่วยบำรุงผิวให้ดีขึ้นได้จริง 

นี่ก็เป็นเพียง 15 อันดับที่เราคัดมาให้ได้เลือกกัน ใครที่ผิวแบบไหนก็ลองดูส่วนประกอบในการพิจารณาเลือกซื้อมาใช้กันได้ และมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้มาตรฐานอย่างแน่นอน


10 สมุนไพรที่ดีต่อใจและดีต่อผิว หามาให้แล้วที่จะทำหน้าใสจริง

เลือกใช้ครีม

การใช้พวกสมุนไพรทาหน้าก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากหลายคนเชื่อว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีประสิทธิภาพมากกว่ามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวหน้าทั่วไป หรือมีเหตุผลอีกหลายประการที่ผู้คนอาจเลือกใช้ครีมทาหน้าสมุนไพร รวมทั้งความเชื่อที่ว่ามีประสิทธิภาพในการปรับปรุงสุขภาพผิวมากขึ้น ลดเลือนริ้วรอย และป้องกันมะเร็งผิวหนัง เนื่องจากมาธรรมชาติ

เราจึงได้เลือก 10 สมุนไพรที่ดีต่อใจและดีต่อผิวที่จะทำหน้าใสจริง จะมีอะไรบ้างตามมาดูกันได้เลย

1. ครีมสมุนไพรตะไคร้

ตะไคร้คือสมุนไพรยอดฮิตที่ใครๆ ก็นำมาผสมกับผลิตภัณฑ์ตัวเอง ซึ่งตะไคร้ก็เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ที่ช่วยต่อต้านการเกิดของเชื้อราบนผิวหนังของเราได้เป็นอย่างดี และตะไคร้ยังอุดมไปด้วยสารที่สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระ นั่นแปลว่าตะไคร้มีสามารถในการที่จะบำรุงผิวของเราได้ดี และยังช่วยให้ผิวหนังของเราเปล่งปลั่ง ดูกระจ่างใส พร้อมทั้งทำให้ผิวหนังเราดูอ่อนเยาว์ นุ่มเนียนอยู่เสมอ แถมยังช่วยลดสิว และรอยต่างๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

2. ครีมสมุนไพรมะขามเปียก

มะขามเปียกคือสมุนไพรอย่างหนึ่ง ที่สามารถช่วยในการกำจัดสิ่งสกปรกในผิวหนังออกไปได้ เพราะมะขามเปียกมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ซึ่งจะช่วยในการกำจัดคราบสกปรกจากผิวหนังได้เป็นอย่างดี โดยบางตำราอาจจะใช้มะขามเปียกผสมกับน้ำอุ่น แล้วนำมาพอกที่ผิวหนัง โดยมะขามเปียกจะเน้นขัดไปที่บริเวณรอยด้านที่ผิวหนัง จำพวกฝ่ามือ ข้อศอก ตาตุ่ม หรือบริเวณรักแร้ และขาหนีบ ซึ่งจะสามารถช่วยทำให้ผิวหนังเราที่มีรอยดำจางลงไปได้ ซึ่งก็จะทำให้ผิวขาวนุ่มนวล น่าสัมผัสขึ้น

3. ครีมสมุนไพรขมิ้นชัน

ในขมิ้นจะประกอบไปด้วยสารเคอร์คูมิน น้ำมันหอมระเหยของขมิ้น โดยขมิ้นจะมีฤทธิ์ที่สามารถช่วยในการยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้หลากหลายชนิด โดยเราสามารถใช้ทาบนผิวหนังที่มีอาการเป็นผดผื่นคัน ซึ่งก็จะช่วยซ่าเชื้อได้ และการใช้ผงขมิ้นใช้ทาตัวจะทำให้ขาวขึ้น โดยสามารถใช้บำรุงผิวหรือใช้ฆ่าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังได้ดีอีกด้วย

4. ครีมสมุนไพรว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติที่ช่วยบำรุงผิว ซึ่งก็จะทำให้ผิวพรรณของเราดูเนียนนุ่มชุ่มชื้น และว่านหางจระเข้ยังสามารถแก้ปัญหาผิวแห้งกร้านบริเวณข้อศอก หัวเข่า หรือแถวๆ ส้นเท้าได้ โดยแค่ใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้ นำไปแช่ในน้ำเปล่าที่สะอาด โดยในขณะอาบอยู่ให้ใช้เนื้อวุ้นว่าน ถูตัวตามส่วนต่างๆ แต่ต้องระวังให้ล้างยางสีเหลืองในว่านออกให้หมดก่อน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผิวกับคนผิวบาง

5. ครีมสมุนไพรแตงกวา

แตงกวาเป็นสมุนไพรที่มีวิตามินสูง และในแตงกวาก็ยังมีตัวเอนไซม์อีเลพซิน ซึ่งมีความสามารถในการที่จะช่วยย่อยโปรตีนในร่างกายได้เป็นอย่างดี และเอนไซม์ชนิดนี้จะสามารถไปลอกผิวหนังที่หยาบกร้านให้หลุดออกไปจากผิวหนังได้ ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ผิวของเราดูอ่อนนุ่ม น่าสัมผัสมากขึ้น โดยแตงกวาเป็นทั้งผลไม้และสมุนไพรที่มีประโยชน์ มีราคาถูก สามารถหาซื้อได้ตามตลาด หรือจะปลูกเองก็ได้ ถ้าใช้เป็นประจำรับรองว่าผิวสวย ดูสดชื่น และมีน้ำมีนวลนุ่มเนียนน่าสัมผัสแน่นอน 

6. ครีมสมุนไพรน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งอาจจะไม่ใช่สมุนไพรเสียทีเดียว แต่น้ำผึ้งก็มีคุณสมบัติที่เหมาะกับการรักษาผิวได้เป็นอย่างดี ซึ่งน้ำผึ้งจะประกอบไปด้วยน้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลกลูโคส ขี้ผึ้ง และส่วนประกอบอื่นๆ ประกอบอยู่ปะปนกันไป โดยจะน้ำผึ้งใช้เป็นส่วนประกอบของครีมเครื่องสำอางส่วนมาก และส่วนใหญ่จะเป็นครีมสมุนไพรที่ใช้ในการพอกหน้า ซึ่งก็สามารถทำให้ผิวหน้าดูชุ่มชื่น มีความเปล่งประกาย และยังทำให้ผิวดูมีน้ำมีนวลขึ้นอีกด้วย

7. ครีมสมุนไพรมะพร้าว

ผลไม้มะพร้าวสามารถช่วยทำให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่ง มีประกาย ซึ่งก็จะไปทำให้ผิวเราดูขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ซึ่งทำให้ผิวดูขาวขึ้นได้

8. ครีมสมุนไพรน้ำมันมะกอก

มะกอกเป็นสมุนไพรที่ไม่ค่อยรู้จักกัน และสำหรับในน้ำมันมะกอกนั้นจะมีวิตามินอีปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีประโยชน์ต่อผิวเป็นอย่างมาก และยังช่วยบํารุงคอลลาเจนใต้ผิวหนังของเรา ซึ่งคอลลาเจนก็จะทำให้ผิวหนังของเรามีความเนียนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ น่าสัมผัสยิ่งขึ้น

9. ครีมสมุนไพรแครอท

แครอทเป็นสมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เยอะพอสมควร โดยจะสามารถทำให้ผิวพรรณของเราดูเปล่งปลั่ง กระจ่างใส และยังช่วยในการชะลอความชราไม่ให้ผิวหนังเหี่ยวย่นเร็วได้อีกด้วย ซึ่งในทางกลับกันก็จะทำให้เราดูอ่อนเยาว์ขึ้นเป็นกอง

10. ครีมสมุนไพรมะละกอ

มะละกอเป็นสมุนไพรที่ประกอบไปด้วยเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมะละกอยังช่วยลดความอ้วนได้ดีอีกด้วย แถมเมื่อสุกแล้วก็จะอร่อย หวานหอม ที่สำคัญคือรักษาสิวได้ นี่แหละที่ต้องการกับการนำมาทำครีมสมุนไพรที่ดีสุดๆ

แม้ว่าการใช้ครีมทาหน้าสมุนไพรจะมีประโยชน์มากมาย แต่สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวหน้าแบบเดิมๆ และสิ่งสำคัญคือต้องตระหนักถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่งอาจรวมถึงการระคายเคืองผิวหนังและอาการแพ้ด้วย หากคุณกำลังจะใช้สมุนไพรเพื่อบำรุงผิวก็อย่าลืมเรื่องนี้ด้วย แม้จะเป็นของธรรมชาติแต่บางคนก็อาจจะแพ้ได้ ดังนั้น หากจะใช้อะไรก็เลือกใช้ให้เหมาะกับผิวของตัวเองจะดีที่สุด


อ้างอิง

10 Tips On How To Choose The Right Moisturizer : https://www.alchimie-forever.com/blogs/the-alchemist-blog/10-tips-on-how-to-choose-the-right-moisturizer-for-your-skin

How to Choose the Skincare Products Best Suited for Your Skin : https://www.realsimple.com/beauty-fashion/skincare/how-to-choose-skin-care-products

ริ้วรอยรอบดวงตา เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีวิธีไหนช่วยลดเลือนได้บ้าง

ริ้วรอยรอบดวงตา เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีวิธีไหนช่วยลดเลือนได้บ้าง

ริ้วรอยรอบดวงตา นอกจากเป็นสัญลักษณ์แห่งก้าวผ่านช่วงวัยแล้ว มีหลาย ๆ คนเกิดความไม่มั่นใจเพราะว่าริ้วรอยที่ตานั้นสามารถมองได้ง่ายและชัดเจน อีกทั้งมีความบอบบางสูงดูแลรักษาค่อนข้างละเอียดอ่อน วันนี้เราจะพาทุกท่านมาหาคำตอบ ริ้วรอยรอบดวงตา เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีวิธีไหนช่วยลดเลือนได้บ้าง ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง


ริ้วรอยรอบดวงตา เกิดจากอะไร

ริ้วรอยรอบดวงตา

แล้วทำไมริ้วรอยจึงเกิดขึ้นรอบดวงตา คำตอบก็คือ ผิวของเราเกิดความไม่ยืดหยุ่นดังเดิม เป็นเพราะว่าผิวสูญเสียอิลาสตินและคอลลาเจนในผิวถูกทำลายในระหว่างช่วงวัยหรือพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น

  • สภาพอากาศ ไม่ว่าจะแดดจ้าร้อนจัดและต้องอยู่ตากแดดนาน ๆ โดยไม่ได้ป้องกันผิวทำให้เกิดความเหี่ยวย่นได้ ฉะนั้นการออกแดดทุกครั้งควรทาครีมกันแดดบริเวณเปลือกตาและสวมแว่นกันแดดเป็นประจำ หรือสภาพอากาศที่หนาวเหน็ยทำให้ผิวขาดคววามชุ่มชื้น อันเป็นบ่อเกิดเหตุแห่งริ้วรอยได้
  • พฤติกรรมประจำวัน เช่นการขยี้ตา นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน
  • การแสดงออกทางสีหน้า เช่น การยิ้ม หัวเราะ ทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าขยับและยืดหหดบ่อยครั้ง
  • ผิวขาดความชุ่มชื้น ถึงแม้ว่าบริเวณรอบดวงตาจะบอบบางแต่ใช่ว่าจะละเลยการทาครีมบำรุงไปเลย หากเมื่อใดที่ผิวบริเวณรอบดวงตาแห้ง ไม่ชุ่มชื้น ชั้นไขมันที่กักสะสมก็จะน้อยลงไปด้วย
  • อายุที่มากขึ้น นอกจากผิวที่สูญเสียคอลาเจนและอิลาสติน กระดูกใต้ตาของบางคนก็จะยุบตัวลง ทำให้เนื้อบริเวณดวงตาน้อยลง ทำให้ดูมีรอยเหี่ยวย่น
  • การล้างหน้าที่ไม่อ่อนโยน กรณีเกิดขึ้ึนได้ทุกเพศ เพราะถ้าหากการล้างหน้าโดยถูหน้า ดวงตาที่รุนแรงทุกวันทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่นได้
  • การสูบบุหรี่ นิโคตินเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเหี่ยวย่น และการสูบบุหรี่ทำให้เส้นเลือดหดตัวและออกซิเจนไม่สามารถส่งผ่านได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผิวขาดอากาศหายใจ และไม่แม้แต่แค่บริเวณรอบดวงตาและเป็นทั้งใบหน้าเลยทีเดียว
  • พันธุกรรมและภูมิแพ้จากสุขภาพส่วนตัว ในบางคนอาจมีพันธุกรรมใต้ตามีริ้วและสีคล้ำมาตั้งแต่กำเนิด หรือสุขภาพส่วนตัวเช่นเปนภูมิแพ้ ทำให้รอบดวงตาบอบช้ำง่าย 

ประเภทของริ้วรอย

ริ้วรอยรอบดวงตา

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ถึจะเกิดริ้วรอยขึ้น แต่ว่าก็ยังแยกประเภทอีกว่าสามารถรักษาฟื้นฟูให้กลับมาเต่งตึงได้ดังเดิมหรือไม่ ซึ่งประเภทของริ้วรอยแบ่งด้ 2 อย่าง ดังนี้

  1. Dynamic Line

เป็นริ้วรอยที่เกิดจากกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังมีการหดตัวซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง การยืดหดตัวเช่นนี้มาจากการแสดงสีหน้า(Expression Wrinkle) ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวบริเวณใบหน้านั่นเอง ซึ่งการเกิดริ้วรอยประเภทนี้มีโอกาสสูงมากที่จะทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้นและบางรายแทบจะกลับมาสู่สภพเดิมได้ การรักษาก็คือทำให้บริเวณรอบดวงตาชุ่มชื้นตลอดเวลา ทำให้คอลลาเจนบนผิวคงสมดุลและเต่งตึง

  1. Static Line

เป็นริ้วรอยคงที่ที่เกิดจากผิวหหนังเกิดความเสียหายทำให้ริ้วรอยอยู่คงที่ สาเหตุนั้นมาจากการสูญเสียคอลลาเจน ผิวที่แห้งกร้านขาดการดูแล การแสดงสีหน้าบ่อยครั้งสะสม ซึ่งรอยชนิดนี้แม้ไม่ได้ขยับก็สามารถเห็นริ้วรอยร่องลึกได้อย่างชัดเจน และยังคงอยู่บนใบหน้าตลอด การักษามีสองหนทางคือการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้น หรือฉีดไขมันเข้าไปเติมร่องลึกให้อิ่มฟูขึ้นมา


วิธีลดเลือน ริ้วรอยรอบดวงตา

ริ้วรอยรอบดวงตา

1.มาส์กธรรมชาติ

การเลือกใช้มาส์กที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ หรือมาส์กที่เราสามารถผสมได้เองนั้นก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อช่วยในการลดเลือนริ้วรอย ส่วนผสมจากธรรมชาติอย่างแรกที่มีคุณสมบัติที่ดีต่อการบำรุงผิวนั้นก็คือ น้ำผึ้ง ซึ่งมีการใช้กันมาอย่างยาวนานเป็นพัน ๆ ปี เพราะน้ำผึ้งมีฤทธิ์ในการปลอบประโลมผิว และช่วยในการสมานผิวที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรงยิ่งขึ้น อีกหนึ่งส่วนผสมธรรมชาติก็คือโยเกิร์ต ซึ่งจะช่วยทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นขึ้นได้ภายในไม่กี่นาที แบะความชุ่มชื้นนี่เองที่จะช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยรอบดวงตาขึ้นได้ 

2. ครีมบำรุง

การเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมที่สามารถช่วยในการบำรุงให้ริ้วรอยรอบดวงตาดูจางลง หรือปกกันไม่ให้มีริ้วรอยใหม่เกิดขึ้นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะสามารถช่วยในเรื่องของริ้วริยได้ในระยะยาว โดยครีมรอบดวงตาที่เลือกใช้นั้นควรมีส่วนผสมที่สามารถช่วยปัญหาริ้วรอยได้โดยเฉพาะ และที่สำคัญคือจะต้องมีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้น้พียงพอ เพราะเมื่อผิวของเรามีความชุ่มชื้นเพียงพอนั้นก็จะเปิดความหยืดหยุ่นผิวหนังไม่แห้งตึงจนเกิดเป็นปัญหาริ้วรอย สำหรับส่วนผสมสำคัญที่เราควรมองหาในครีมบำรุงรอบดวงต่นั้นก็เช่น

  • Retinol ช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้เกิดริ้วรอยได้ยากยิ่งขึ้น
  • Q10 ช่วยในการปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายจากแสงแดด และชะรอการเกิดริ้วรอย
  • Vitamin C เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีที่จะช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอย
  • Hyaluronic acid เพิ่มความชุ่มชื่นให้กักผิว ช่วยให้ผิวกักเก็บความชื้นได้ดียิ่งขึ้น
  • Vitamin E ช่วยในการปลอบประโลมผิว และบำรุงอย่างล้ำลึก
  • Ceramides ช่วยให้ผิวแข็งแรง เสริมสร้างเกราะให้กับผิว

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการเลือกครีมทารอบดวงตานั้นก็คือการเลือกใช้ครีมที่มีความอ่อนโยนเพราะผิวรอบดวงตานั้นมีความบอบบาง และอาจไวต่อสารต่าง ๆ ในครีมได้

3. เทคนิคแพทย์

  • โบท็อกซ์ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดริ้วรอบรอบดวงตาที่เป็นที่นิยมมาก ๆ สำหรับการฉีดโบท็อกซ์นั้น จะเริ่มเห็นผลของความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 5-7 วัน และจะเห็นผลได้อย่างชัดเจนที่สุดเมื่อครบ 2 สัปดาห์ และจะคงอยู่เช่นนั้นเป็นเวลา 3 – 6 เดือน โดยขึ้นอยู่กัยคุณภาพของโบท็อกซ์ และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต 
  • เลเซอร์ลดริ้วรอยใต้ตา 
  • รักษาด้วยคลื่นวิทยุ (Radio Frequency – RF) เป็นวิธีที่เหมาะมาก ๆ กับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากการที่ผิวขาดคอลลาเจน คลื่นวิทยุนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว และทำให้ผิวกลับมาดูเต่งตึงอีกครั้ง
  • ฉีดไขมัน เป็นวิธีที่ค่อนข้างยุ่งยากเมื่อเทียงกับการใช้ฟิลเลอร์ หรือโบท็อกซ์ เพราะจะต้องมีการเก็บไขมันจากตัวผู้ที่ต้องการลดริ้วรอยจากต้นขา หรือหน้าท้อง ซึ่งก็อาจจะก่อให้เกิดแผลเป็นได้ นอกจากนี้ยังต้องทำหลายครั้งถึงจะเห็นผลเพราะไขมันนั้นร่างกายสามารถที่จะดูดซึมกลับไปใช้ได้ การลดริ้วรอยรอบดวงตาด้วยการฉีดไขมันนี้เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงในการแพ้สารต่าง ๆ อย่างรุนแรง เพราะเป็นการใช้ไขมันจากร่างกายตนเอง ไม่ใช่การฉีดสารอย่างอื่นเข้าไปนั่นเอง 
  • ฉีดฟิลเลอร์ การฉีดฟิลเลอร์นั้นเป็นการเข้านำเอาฟิลเลอร์เจ้าไปเติมเต็มชั้นผิวที่ยุบตัวลง ใครที่มีปัญหาริ้วริยรอบดวงตาที่มาจากเบ้าตาลึก รอยพับตา หรือมีรอยย่นใต้ตามาก การฉีดฟิลเลอร์เป็นวิธีที่แพทย์ทางด้านผิวหนังส่วนใหญ่แนะนำ

การป้องกันไม่ให้เกิด ริ้วรอยรอบดวงตา

ริ้วรอยรอบดวงตา

  1. ปกป้องผิวหน้าจากแสงแดด

แสงแดดเป็นตัวอันตรายและเป็นปัจจัยสำคัญที่เกิดริ้วรอยก่อนวัย เนื่องจากรังสี UVA และ UVB ทำลายชั้นอนุมูลอิสระบนผิวหนัง และบางครั้งดวงตาก็เป็นจุดที่หลายคนอาจเผลอละเลยทาครีมกันแดดบริเวณรอบเปลือกตา หรือการม้สวมแว่นกันแดดตอนออกแดดจ้าทำให้ริ้วรอยรอบดวงตายิ่งเกิดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ใช้อายครีมเป็นประจำ

เนื่องด้วยดวงตาของเราก็เป็นส่วนหนึ่งของผิวหนัง การรักษาความชุ่มชื้นและคงให้ผิวอิ่มน้ำ เติมเต็มคอลลาเจนก็เป็นอีกหนึ่งหนทางในการบำรุงให้การเกิดริ้วรอยใต้ดวงตาน้อยลง เพื่อทางที่ดีควรใช่ควบคู่กับครีมกันแดดสูตรที่ไม่แสบตา อนึ่งครีมที่ทารอบดวงตาก็ไม่จำเป็นต้องแพงมากนัก สามารถใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์แทนกันได้เลยหรือวาสลีนทาแทนก็ย่อมได้ อีกทั้งกักเก็บความชุ่มชื้นในนานกว่าด้วย เน้นทาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำสม่ำเสมอ

  1. ดื่มน้ำ พักผ่อนให้เพียงพอ

การดื่มน้ำ (ตามดัชนีมวลของร่างกายแต่ละคน) และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพออย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมงขึ้นไปส่งผลต่อผิวและความชุ่มชื้นอย่างเห็นได้ชัด หากคุณมีปัญหาในการดื่มน้ำ อย่างน้อยตอนตื่นนอนพยายามดื่มให้ได้สักครึ่งแก้ว และจิบน้ำเปล่าระหว่างวันบ่อย ๆ ก็จะช่วยคุณได้มาก ส่วนในเรื่องของการนอนพักผ่อน ไม่มีสูตรใดดีที่ดีสุดเท่ากับการนอนหลับให้เต็มอิ่มเพราะระบบในร่างกายจะฟื้นฟูได้ดีที่สุดเมื่อยามเรานอนหลับนั่นเอง

  1. ไม่เครียด และ ออกกำลังกายเป็นประจำ

การเครียดทำให้เรามักต้องมีการแสดงอารมณ์และสีหน้าด้วยความตึงเครียด และมีฮอร์โมตัวหนึ่งที่ทำให้หน้าหมองคล้ำและเกิดริ้วรอยบนดวงตาได้ ควรหาทำกิจกรรมอื่นเพื่อให้จิตใจได้ผ่อนคลาย อย่างเช่นดูหนัง ฟังเพลง ออกกำลังกาย ใช่แล้วเมือเราออกกำลังอย่างสม่ำเสมอทำให้เลือดสูบฉีดดี ร่างกายได้สะบัดความเครียดออกไป สร้างฮอร์โมนความสุขออกมาเป็นผลดีทั้งจิตใจและสุขภาพผิวพรรณ

  1. การรับประทานวิตามินเสริม คอลลาเจน

การรับประทานอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ และความงามก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เรามารถทำได้เพื่อให้เกิดการบำรุงอย่างล้ำลึกจากภายในสู่ภายนอก เช่นการเลือกรับประทานวิตามินซีซึ่งมีคุณประโยชน์หลากหลาย วิตามินซีนอกจากจะช่วยให้ผิวกระจ่างใสแล้วนั้น ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยเข้าไปเสริมสร้างผิวให้แข็งแรงทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ นั้นเกิดใหม่ได้ยากขึ้น อีกหนึ่งอาหารเสริมสามารถช่วยเรื่องของริ้วรอยได้ก็คือ คอลลาเจน โดยเฉพาะคอลลาเจนไทป์ที่ 1 มีหลากหลายรูปแบบให้สามารถเลือกรับประทานได้ตามความชอบ และความสะดวก ไม่ว่าจะทั้งแบบผงชง แบบเจลลี่พร้อมทาน คอลลาเจนที่มาในรูปแบบเครื่องดื่ม เรียกได้ว่าใครสะดวกกับแบบไหน ชอบรสชาติแบบไหนมากกว่าก็เลือกตามที่ชอบได้ คอลลาเจนนั้นมีความสารถในการเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหลอในร่างกาย เรียกได้ว่าเป็นสารที่เพิ่มความยืดหยุ่นซึ่งส่งผลให้ผิวของเรานั้นไม่แห้งตึงจนก่อให้เกิดริ้วรอย ดีตั้งแต่ภายในสู่ภายนอกนั่นเอง


อ้างอิงจาก

https://www.ncbi.nlm.nih.gov

https://www.mountsinai.org/health-library/symptoms/wrinkles

https://www.phyathai.com/

https://www.rama.mahidol.ac.th/

รักษาฝ้าด้วยตัวเอง ให้หน้าเนียนใส เคล็ดลับความงามแม้งบน้อยก็สวยได้

รักษาฝ้าด้วยตัวเอง ให้หน้าเนียนใส เคล็ดลับความงามแม้งบน้อยก็สวยได้

สุขภาพของผิวหน้าเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งของคุณผู้หญิง กับ คุณผู้ชาย ที่ต้องการจะดูแลผิวหน้าของตัวเองให้สดใส ไร้สิว ไร้ริ้วรอยอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีวิธีต่าง ๆ รักษามากมาย ทั้งการทำศัลยกรรม ฉีดฟิลเลอร์ รวมทั้งวิธีอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ทว่าการดูแลรักษาเบื้องต้น ก็ต้องให้ใบหน้าของคุณสุขภาพดี ไม่เป็นสิว ไม่เป็นฝ้า หรือ เป็นกระ โดยเริ่มจากที่คุณสามารถดูแลใบหน้าตัวเองได้ให้เนียนใสได้เช่นกัน แน่นอนว่าวันนี้พวกเราจะมาแนะนำ วิธี รักษาฝ้าด้วยตัวเอง ให้หน้าเนียนใส งบน้อยก็สวยได้ ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่การทำความรู้จักเรื่อง ฝ้า,กระ ทั้งสาเหตุในการเป็น รวมทั้งวิธีดูแลตัวเองไม่ให้เกิดฝ้าด้วย แม้แต่ว่างบน้อย ก็สามารถดูแลรักษาใบหน้าของตัวเองได้ ส่วนจะมีวิธีไหน หรือ ข้อมูลแบบใดที่คุณควรรู้บ้าง วันนี้พวกเราได้รวบรวมมาให้อ่านกันแล้วในบทความนี้


ฝ้า กระ เกิดจากอะไร 

สุขภาพผิวหน้า ถือว่าเป็นความสำคัญสำหรับคนรักความสวยงาม เพราะเป็นเหมือนสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ดังนั้นแล้ววันนี้พวกเราจะขอแนะนำเรื่องกวนใจสำหรับคนอยากมีผิวหน้าใส นั่นก็คือ ฝ้า และ กระ ซึ่งสาเหตุจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมีดังต่อไปนี้


สาเหตุในการเกิด “กระ”

รักษาฝ้าด้วยตัวเอง

“กระ” จะมีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ มีสีน้ำตาลอ่อน จะกระจายตัวอยู่ตามผิวหนังของร่างกาย มีสาเหตุที่สำคัญกับการเกิดจากที่เซลล์เม็ดสี หรือ เมลานิน ทำงานผิดปกติ จึงส่งผลให้เกิดการสร้างเม็ดสีมากขึ้น จนเกิดเป็นริ้วรอย รวมทั้งจุดด่างดำเล็ก ๆ โดยสาเหตุที่ทำให้ เมลานิน ผิดปกติ เกิดได้จาก 3 สาเหตุหลัก ๆ  ซึ่งมีดังต่อไปนี้

  • พันธุกรรม  : เริ่มต้นด้วยสาเหตุแรกที่ใครหลาย ๆ คนที่ได้รับการถ่ายทอดมาจาก DNA จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะพบกับแสงแดดน้อยก็ตาม โดยจะมีลักษณะเป็นสีแทน หรือ น้ำตาลออกแดง รูปร่างจะเป็นกลมจุดเล็ก สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่บางคนอาจจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิด แต่รักษาได้
  • สภาพแวดล้อม และ แสงแดด  คือ ต้นเหตุทำร้ายผิวกาย รวมทั้งผิวหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งการเกิดกระในลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นบนผิวชั้นบน หรือ หนังกำพร้า จะเรียกว่า กระธรรมดา หรือ กระแดด โดยสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ถ้าหากว่าเจ้าของใบหน้าไม่มีการดูแลตัวเอง อีกทั้งยังต้องเผชิญกับรังสียูวี จากแสงแดดอยู่บ่อยครั้ง ที่สำคัญ แสงจากหน้าจอสมาร์ทโฟน ก็ส่งผลเช่นเดียวกันนั่นเอง
  • ปัจจัยทางด้านอายุ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดฝ้าได้เช่นกัน เมื่อายุของคุณมากขึ้น ตัว “กระ” ที่เกิดขึ้น ก็จะมีสีเข้มมากขึ้น หรือ จะเรียกได้ว่าเป็น “กระเนื้อ” หรือ “Seborrheic Keratosis” โดยเกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังที่ผิดรูปแบบไป ซึ่งมักจะพบตามใบหน้า หน้าอก ไหล่ และ ส่วนของหลัง 

และนี่คือ 3 สาเหตุใหญ่ของการเป็น “กระ” โดยมีทั้งสาเหตุที่เลี่ยงได้ รวมทั้งสาเหตุที่เลี่ยงไม่ได้อย่าง “อายุ กับ พันธุกรรม” อย่างไรก็ตาม คุณเองถ้าไม่อยากเป็นกระ ควรหลีกเลี่ยงแสงยูวี เพราะเป็นผลเสียที่ทำให้ผิวหน้า หรือ ผิวกาย สุขภาพแย่ตามไปด้วยนั่นเอง 


สาเหตุของการเกิด “ฝ้า” 

รักษาฝ้าด้วยตัวเอง

“ฝ้า” จะมีลักษณะ รอยคล้ำสีดำ หรือ น้ำตาลอ่อน โดยมักจะเกิดขึ้นบริเวณโหนกแก้ม คาง หน้าผาก โดยส่วนมากแล้วจะพบในผู้หญิง อายุประมาณ 25-55 ปี แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในคนเอเชีย ซึ่งเกิดได้ทั้งผู้ชาย กับ ผู้หญิงก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ท้าทายวงการแพทย์ การรักษาโรคผิวหนังทั่วโลก เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้หายขาดได้ยากมาก 

ซึ่งทำให้การรักษา “ฝ้า” ในปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นได้หลากหลาย จนทำให้คนไข้นั้น เกิดความสับสนทั้งครีมลอกฝ้า การกรอผิว การใช้กรดผลไม้ผลัดผิว รวมทั้งการทำเลเซอร์ก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธีเลยทีเดียว แต่ทว่า คนไข้บางรายก็รักษามาหลายวิธีมาก แต่ทว่า ฝ้าก็ยังไม่หายไป หรือ ดีขึ้นแต่อย่างใด โดยบางรายก็กลับมาเข้มขึ้น มีอาการหน้าแดง ผิวแพ้ง่าย ระคายเคือง สู้แสงไม่ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระหว่างการรักษา จึงต้องใช้เทคโลโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งแพทย์ผู้รักษาจะต้องเชี่ยวชาด้วยเช่นกัน ซึ่งสาเหตุของการเกิดฝ้าขึ้น จะมีดังต่อไปนี้

  • ฝ้าแดด  การเกิดฝ้าแดด จะเกิดจากการที่ผิวหน้า ได้รับแสง UVA และ UVB โดยตรงหรือบ่อยครั้ง โดยจะส่งผลให้เม็ดสีในผิวหนังได้รับการกระตุ้นให้ผลิตเม็ดสีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น เป็นที่มาของคำว่า “ฝ้าแดด”
  • ฝ้าฮอร์โมน สำหรับฝ้าฮอร์โมน เกิดจาก การที่มีฮอร์โมน “เอสโตรเจน” ที่มากเกิดไป ตัวอย่างเช่น การหลังฮอร์โมนช่วงตั้งครรภ์ หรือ การหลั่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ซึ่งจะทำให้การสร้างเม็ดสี ในชั้นผิวหนังผลิตเม็ดสี ออกมาสู่ผิวหนังที่ไม่สม่ำเสมอ จึงมีการกระตุ้นผลิตเม็ดสีที่ผิดปกติออกมา ทำให้ฝ้านั้น มีความเข้มมากกว่าเดิมนั่นเอง
  • ฝ้าที่เกิดจากเครื่องสำอาง เครื่องสำอางต่าง ๆ ไม่ได้มีผลดีทุกชิ้น แน่นอนว่า ครีมหน้าขาวใส หรือ ครีมที่ไม่ได้รับมาตรฐาน จะมีส่วนผสมของสารเคมี สารกันบูด รวมทั้งสารปรอท ตะกั่ว ที่ปนเปื้อนมา ทำให้เกิดการกระตุ้นเกิดฝ้าได้ง่ายกว่าธรรมชาติ ซึ่งแรก ๆ อาจจะส่งผลดี แต่เมื่อพอใช้ไปนาน ๆ จะทำให้ใบหน้าบอบบาง แพ้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อหยุดใช้ หน้าก็จะยิ่งอ่อนแอลง ซึ่งนอกจากฝ้าแล้ว ก็อาจจะเป็นปัญหาเพิ่มเติมอย่างสิว หรือ ผิวแพ้ง่ายตามมานั่นเอง
  • ฝ้าเข้ม จากการเลเซอร์  การรักษาอย่างการ “เลเซอร์” ในบางชนิด อาจจะทำให้ฝ้ามีสีเข้มขึ้นได้ ถ้าหากว่าหยุดทำ ดังนั้น เมื่อคิดที่จะทำเลเซอร์ ควรปรึกษา พร้อมทั้งหาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะไปทำเรื่องนี้ดีกว่า เพราะฝ้าชนิดนี้รักษายากกว่าฝ้าแดด รวมทั้ง ฝ้าฮอร์โมนด้วย
  • ฝ้าจากความเครียด ความเครียด คือ สิ่งที่ไม่ดีที่ส่งผลทั้งร่างกาย สุขภาพ รวมทั้ง สภาพผิวด้วย เพราะเมื่อเราทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดความเครียด ก็จะมีฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองทำให้ฝ้าดูชัดขึ้น รวมทั้งเราจะเห็นว่า ผิวหน้าดูคล้ำขึ้นอีกด้วย แน่นอนว่าความเครียด คือภัยเงียบที่จำให้สุขภาพของคุณทั้งร่างกาย และ จิตใจแย่ลงเป็นอย่างมาก

อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วนั้นว่า ฝ้า กับกระ จะเกิดขึ้นได้ในแบบที่เลี่ยงได้ รวมทั้งแบบที่เลี่ยงไม่ได้อย่าง ฮอร์โมน,พันธุกรมม รวมทั้ง อายุของคุณที่มากขึ้น ดังนั้นแล้ววิธีที่จะช่วยทำให้ไม่เกิดได้คุณต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ที่มีรังสี UV รวมไปถึงการใส่ใจในสุขภาพผิว ทั้งผิวหน้า และ ผิวกาย จะต้อมมีความสม่ำเสมอมากขึ้น เพื่อลดการเกิดฝ้า และ กระ สำหรับเรื่องต่อไปจะพาไปทำความรู้จักเกี่ยวกับ ประเภทของฝ้า เพื่อรักษาให้ตรงจุด ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไร ติดตามอ่านกันต่อได้เลย


รู้จักประเภทของฝ้า เพื่อรักษาให้ตรงจุด

รักษาฝ้าด้วยตัวเอง

ประเภทของฝ้านั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ชนิดหลัก ๆ ด้วยกัน โดย 2 ชนิดแรกเป็นชนิดที่ระบุได้ว่าเป็นฝ้าแบบใด นั่นก็คือ ฝ้าแบบตื้น กับ ฝ้าแบบลึก ส่วนอีก 2 ประเภทที่ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าเป็นฝ้าชนิดใด อย่าง ฝ้าแดด และ ฝ้าเลือด โดยทั้ง 4 ประเภทนี้จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

1.ฝ้าแบบตื้น 

สำหรับฝ้าแบบตื้น จะเป็นชนิดของฝ้าที่เกิดจากการสร้างเม็ดสี เมลานิน ที่มากกว่าปกติ ในระดับผิวหนังชั้นหนังกำพร้า โดยจะเป็นสีน้ำตามเข้ม หรือ สีดำ มีขอบชัด เกิดขึ้นง่าย แต่จะรักษาได้เร็ว โดยฝ้าในลักษณะนี้ส่วนใหญ่แล้ว สามารถแก้ไข หรือ รักษาตรงจุดด้วยได้ด้วยครีมทาฝ้า แต่จะต้องทาครีมติดต่อกันทุกวันประมาณ 3 อาทิตย์ หลังจากนั้นแล้วฝ้าชนิดนี้จะจางลงอย่างชัดเจน ซึ่งฝ้าในลักษณะนี้จะรักษาให้หายขาดได้ 

2.ฝ้าแบบลึก 

สำหรับฝ้าแบบลึก จะเกิดจากการสร้างเม็ดสี เมลานิน ที่มากกว่าปกติเช่นกัน โดยจะอยู่ในระดับผิวหนังชั้นหนังแท้ โดยจะมีลักษระเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน ประเภทนี้จะรักษายากกว่าฝ้าแบบตื้น การทาครีมทาฝ้าเป็นประจำจะช่วยให้จางลงได้ แต่ทว่าจะไม่หายขาด วิธีเดียวที่จะช่วยให้หายขาดได้คือ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการรักษาตามไปด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่หายขาดอย่างแน่นอน 

4.ฝ้าแดด 

จะเป้นฝ้าที่จัดอยู่ในลักษณะของฝ้าที่ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่า เป็นฝ้าชนิดใด ซึ่งจะพบมากในผู้ที่สีผิวเข้ม เช่น ชาวแอฟริกัน โดยฝ้าแบบนี้จะเกิดจากการได้รับรังสียูวีจากแสงแดด แสงไฟ รวมทั้งแสงจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โดยจะมีลักษณะเป็นรอบสีน้ำตาลคล้ำ ดำ กับ แดง หรือ บางรายอาจจะเป็นสีเทาอมม่วง แน่นอนว่าถ้าหากไม่ได้รับการดูแลรักษาให้จางหายไป มันก็จะมีสีเข้มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าชีวิตประจำวันของเรา มักจะโดนแสงแดด พร้อมทั้งรับแสงยูวีอยู่ทุกวัน สิ่งนี้จึงสะสมขึ้น จนเข้มเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน 

5.ฝ้าเลือด

ชนิดนี้ก็จะจัดอยู่ในลักษณะของฝ้าที่ไม่สามารถแยกได้ชัดเจน เช่นเดียวกัน โดยมีลักษณะเป็นสีแดง คล้ายกับเส้นเลือก หรือ สีแดงปนน้ำตาล จะเกิดจากความผิดปกติของเลือดลม รวมทั้งการแปรเปลี่ยนของฮอร์โมนภายในร่างกาย โดยจะสังเกตได้ง่าย ๆเลยว่า คนที่เป็นฝ้าเลือด เวลาที่โดดแสงแดดจัด ผิวหน้าจะมีสีแดงง่าย นอกจากนี้ถ้าหากใครใช้ครีมทาฝ้าเพื่อรักษาฝ้า แต่ทว่าไปเจอสารเคมีอย่าง ไฮโดรควิโนน และสารปรอท ก็จะยิ่งทำให้รอยแดงของม้าชัดเจนขึ้นไปอีกด้วยนั่นเอง 

แน่นอนว่าการรักษาฝ้าให้ตรงจุดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นแล้ว การรักษาฝ้าของคุณ จะต้องศึกษาเรื่องฝ้าที่คุณเป็นอยู่ให้ได้ก่อนว่า คุณเป็นฝ้าแบบไหน รักษาอย่างไรได้บ้าง ถ้าหากว่าคุณเองเป็นฝ้าที่จะต้องปรึกษาแพทย์ ก็ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทำการรักษาเสมอ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว การทุเลาลงของฝ้า อาจจะเกิดการลุกลาม จนเป็นหนักขึ้นได้นั่นเอง 


วิธีรักษาฝ้า กระ แบบค่อยเป็นค่อยไป

รักษาฝ้าด้วยตัวเอง

ขอแนะนำกันสักเล็กน้อยเกี่ยวกับ วิธีในการรักษาฝ้า กระ โดยจะต้องเป็นแนวทางการรักษาในรูปแบบที่ค่อยเป็นค่อยไป ด้วยเหตุผลที่การรักษานั้นจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถทำให้จางลงได้ ซึ่งฝ้าที่มีสาเหตุมาจากฮอร์โมน ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทที่รักษาได้ แต่จะต้องทำแบบค่อย ๆ ทำ เพื่อไม่ให้เกิดความระคายเคือง แต่ ผิวไม่เสียอีกด้วย โดยวิธีการรักษาฝ้า กระ จะมีดังต่อไปนี้ 

1.การรักษาด้วยยา

นี่คือวิธีเบื้องต้นที่ต้องใช้ยารักษาฝ้า ซึ่งในรูปแบบของครีมที่มีส่วนผสมที่จะช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ตัวอย่างเช่น ยากรดวิตามินเอ, ยากลุ่มทรานิซามิก,ครีมทาที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ รวมทั้ง ครีมไวท์เทนนิ่ง ซึ่งก่อนจะใช้ยาต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ 

2.การรักษาด้วยเลเซอร์ การผลัดเซลล์ผิวหนัง

เป็นวิธีการรักษาฝ้าแบบเร่งด่วน พร้อมทั้งเห็นผลได้เร็วกว่าการทาครีม ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม แต่ทว่าประสิทธิภาพของผลการรักษาลดลง ซึ่งยังขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่จะตอบรับการรักษาในชนิดนี้ได้ดีอีกด้วย 

3.การรักษาฝ้าด้วย “สมุนไพร” 

“สมุนไพร” ถือได้ว่าเป็นการรักษาที่ราคาไม่แพง แต่ก็ไม่เห็นผลได้ชัดเจน โดยการใช้สมุนไพรจะช่วยผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการผลัดเซลล์ผิวหนัง หากว่าทำเช่นนี้บ่อย ก็อาจจะทำให้ผิวบอบบาง แพ้ง่ายเช่นกัน 

4.การฉีดวิตามินผิว กับ การฉีดเมโสหน้าใส

การฉีดวิตามินผิว จะช่วยฟื้นฟู รักษาปัญหาผิว ทั้งรูปแบบผิวที่ไม่สดใส รวมทั้งผิวแห้งกร้าน อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวขาวใส ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว พร้อมทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ รวมไปถึงการฉีด “เมโสหน้าใส” ก็จะเหมาะกับ การบำรุงที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า โดยการฉีดรูปแบบนี้จะมีสูตรหน้าขาวใส จะมีส่วนผสมของวิตามินต่าง ๆ ที่จะทำให้หน้าขาวใส เช่น วิตามิน ABCE, Transamin, Glutathione ที่สามารถช่วยให้ลดเลือนรอยฝ้า และ กระได้ อีกทั้งจะช่วยแก้ปัญหารูขุมชนกว้าง เสริมสร้างคอลลาเจนในผิวได้อีกด้วย 

จะเห็นได้ว่า การรักษาฝ้า กระ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้เวลา รวมทั้งการเสียค่าใช้จ่ายในกรณีที่ต้องเลเซอร์ หรือ ทำการบำรุงระยะยาว จะมีตัวเลขที่ค่อนข้างสูง  ดังนั้นจะต้องปรึกษาแพทย์ และ คิดถึงให้ดีเกี่ยวกับการรักษา 


5 วิธี รักษาฝ้าด้วยตัวเอง

รักษาฝ้าด้วยตัวเอง

การรักษาฝ้า กระ ก็สามารถทำได้ตัวเอง ด้วยวิธีแบบธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินเลเซอร์ หรือ ฉีดบำรุงให้เสียเงิน แต่พวกเรามีวิธีการรักษาฝ้าด้วยตัวเอง 5 วิธีดังต่อไปนี้ 

1.ใช้น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิล

วิธีการนี้จะช่วยลดฝ้าได้ โดยเราจะใช้ น้ำสมสายชูหมักกับแอปเปิล มาเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ได้ โดยจะต้องผสมกับน้ำอุ่นเล็กน้อย เพราะมีฤทธิ์เป็นกรด จะมีโพแทสเซียมสูง โดยจะช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ รวมทั้งจะช่วยให้ผิวกระจ่างใส อีกทั้งลดจุดด่างดำ อีกทั้งช่วยลดรอยดำจากสิวด้วย

2.ใช้น้ำใบบัวบก 

การใช้ “น้ำใบบัวบก” รักษาฝ้า เป็นวิธีการธรรมชาติที่ช่วยลดฝ้าได้ โดย วิธีการใช้ก็คือ นำน้ำใบบัวบกมาเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ โดยใช้น้ำใบบัวบกเช็ดหน้าแล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 10-15 นาที  จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

3.กินวิตามิน บำรุง

การบำรุงผิวหน้า นอกจากการใช้ครีมกันแดด หรือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดแล้ว การกินวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินเอ วิตามินซี และ อี จะช่วยลดฝ้าได้ แน่นอนว่าการบำรุงผิวจากภายใน จะช่วยให้ผิวแข็งแรงสามารถทนต่อแสงแดดได้ดีขึ้น ส่งผลให้ช่วยลดการเกิดฝ้าได้เช่นกัน  

4.การทาครีมบำรุง

ครีมบำรุงผิว เป็นวิธีแบบที่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง นั่นก็คือ การใช้ครีมบำรุงที่มีสารไวท์เทนนิ่ง ที่ช่วยให้ผิวหน้าดูขาว กระจ่างใส พร้อมทั้งยังมี วิตามินซี,อาร์บูติน (Arbutin), AHA รวมทั้งสารสำคัญอื่น ๆ แต่ทว่าเป็นครีมที่ได้รับการพิสูจน์จากแพทย์ผิวหนังแล้วว่า จะต้องใช้เป็นประจำ ทั้งเช้า-เย็น อย่างต่อเนื่อง จึงจะเห็นผลที่สุด ใครที่ไม่เคยใช้ก็ลองหันมาใช้กันดู เพราะจะช่วยป้องกัน และ รักษาการเกิดฝ้า หรือ กระ ได้เป็นอย่างดี 


สิ่งที่สำคัญที่เราควรจะปกป้องนั่นก็คือ ผิวหน้า เพราะว่ามีความบอบบาง ระคายเคืองง่าย ยิ่งไปกว่านั้นอันตรายจากแสงแดด ที่มีรังสี UVA กับ UVB เป็นส่วนที่ทำร้ายผิวหน้า ผิวกายของเราอย่างแท้จริง ดังนั้นแล้วเมื่อเกิดกระ หรือ ฝ้าขึ้นแล้ว นี่เป็นสัญญาณว่าคุณควรจะดูแลตัวเอง พร้อมทั้งรีบรักษาก่อนที่จะบานปลายจนลงลึก และ รักษาไม่หาย หรือ มีส่วนเป็นมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน นี่แหละคือเรื่องที่ร้ายแรงที่สุด สำหรับความรู้ รักษาฝ้าด้วยตัวเอง ทั้งหมดที่พวกเราได้รวบรวมมาในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น สาเหตุของการเกิดฝ้า รูปแบบของฝ้า กระ รวมทั้งวิธีการรักษาอย่างตรงจุด เชื่อเลยว่าทุกท่านจะได้ความรู้ที่ใช้ได้จริง อีกทั้งยังสามารถประเมินการรักษาได้ดี ใครที่พบปัญหาผิวหน้าเป็นฝ้า หรือ เป็นกระ ต้องรีบปรึกษาแพทย์ตามอาการ และ เป็นสิ่งที่รอไม่ได้เพราะจะยิ่งส่งผลเสียมากกว่านี้ได้ในอนาคตนั่นเอง 


Credit:

ฝ้า กระ จุดด่างดำ เกิดจากอะไร ? สาเหตุ และวิธีการรักษาแบบตรงจุด (vsquareclinic.com)

5 วิธีรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ หน้าเนียนใส หายขาดได้แน่นอน (trueid.net)

ฝ้ามีกี่ประเภท รักษาอย่างไรให้ตรงจุด (conceptcream.com)

สกินแคร์รูทีน 7 ขั้นตอนสกินแคร์ทาอย่างไรให้ผิวสวยใสแบบสาวเกาหลี 

สกินแคร์รูทีน 7 ขั้นตอนสกินแคร์ทาอย่างไรให้ผิวสวยใสแบบสาวเกาหลี 

สาว ๆ หลายคนอาจจะสงสัยใช่ไหมล่ะว่าทำไมผู้หญิงเกาหลีถึงได้มีผิวหน้าที่เนียนสวยแล้วก็กระจ่างใสกันได้ขนาดนั้น ซึ่งสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญกันก็คือการลงสกินแคร์รูทีนนั่นเอง วันนี้แอดมินจึงจะมาเผยขั้นตอนการลง สกินแคร์รูทีน ที่ถูกต้องกัน เพราะการเรียงลำดับการทาที่ถูกนั่นจะช่วยให้สกินแคร์ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังได้ดีและเห็นผลจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง แต่ก่อนที่เราจะไปดูขั้นตอนการทานั้น เรามาทำความรู้จักสกินแคร์แต่ละประเภทกันก่อนดีกว่า


สกินแคร์ มีกี่ประเภท? แต่ละประเภทช่วยเรื่องอะไรบ้าง 

สกินแคร์รูทีน

สกินแคร์แต่ละประเภทนั้นมีหลายรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป โดยแต่ละประเภทก็ได้ผลิตออกมาเพื่อตอบโจทย์ต่อการใช้งานตามปัญหาผิวและสภาพผิวที่แตกต่างกันของแต่ละคน มาดูกันว่าจะมีประเภทอะไรบ้าง


1.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า 

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าหรือ Makeup Remover จะมีลักษณะเป็นของเหลวและมาในรูปแบบ น้ำ เจล หรือ ออยล์ สามารถใช้โดยการนวดที่หน้าได้โดยตรงหรือจะหยดลงบนสำลีแล้วเช็ดบนผิวหน้าก็ได้ ผู้ที่แต่งหน้าหรือทาครีมกันแดดต้องใช้เมคอัพรีมูฟเวอร์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันบนในหน้า


2.ผลิตภัณฑ์หน้าล้าง

สิ่งนี้จะช่วยทำความสะอาดผิวหน้าและช่วยขจัดคราบความมันบนใบหน้า รวมถึงสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในรูขุมขน ซึ่งจะมีทั้งรูปแบบ โฟมล้างหน้า เจลล้างหน้า และสบู่ก้อน


3.โทนเนอร์

Toner เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการทำความสะอาดผิวหน้าที่ช่วยให้ผิวหน้าสะอาดหมดจดยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนใหญ่มักมาในเนื้อโลชั่นบาง ๆ และมักจะมีวิตามินช่วยบำรุงผิว

4.มอยส์เจอร์ไรเซอร์

ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมีส่วนผสมของโลชั่นและครีม ผู้ที่มีผิวแห้งหรือผิวมันก็สามารถทาได้เพราะจะช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้นไว้ ทำให้ผิวไม่ขาดน้ำจึงสามารถช่วยลดความมันบนใบหน้าได้

5.ครีม

สกินแคร์ประเภทนี้มีส่วนผสมของน้ำมันเยอะมากกว่าประเภทอื่น ๆ เนื้อจึงมีความเข้มข้นที่สุดและอาจทำให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ช้า แต่มันสามารถคงความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดีที่สุดจึงเหมาะกับคนผิวแห้งมากที่สุด

6.โลชั่น

โลชั่นไม่ได้มีไว้สำหรับบำรุงผิวกายเท่านั้น เพราะผิวหน้าก็สามารถบำรุงด้วยได้ด้วยเช่นกัน โดยมันจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวใช้ได้ทั้งผู้ที่มีผิวธรรมดาและผิวผสม ซึ่งโลชั่นที่ทางฝั่งเอเชียนิยมใช้และไม่หนักหน้าจนเกินไปจะมาในรูปแบบที่เราเรียกกันว่า ‘น้ำตบ’ นั่นเอง

7.เอสเซนส์

อีกหนึ่งรูปแบบผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าในขั้นตอนแรก ๆ ซึ่งเอสเซนส์จะมีลักษณะเป็นน้ำเหลว ๆ บางเบา จึงซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าสภาพผิวแบบไหนก็สามารถใช้ได้ โดยส่วนใหญ่มักจะมาในรูปแบบน้ำตบเช่นเดียวกัน

8.เซรั่ม 

ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมีความเข้มข้นว่าเอสเซนต์และมีส่วนผสมของน้ำมันค่อนข้างมาก จึงไม่ค่อยเหมาะสำหรับคนผิวมันเท่าไหร่ แต่มันสามารถช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างล้ำลึก เช่น ลดรอยสิว ลดริ้วรอย และปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ

9.ผลิตภัณฑ์กันแดด 

ในตอนเช้าต้องทาผลิตภัณฑ์กันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV หากผู้ที่ไม่ได้ทากันแดดในตอนเช้านั้นอาจส่งผลให้รังสียูวีเข้าไปทำลายคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ส่งผลให้ผิวเหี่ยวย่นและเกิดฝ้า กระ ตามมาได้ โดยผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมีทั้งในรูปแบบครีม เจล โลชั่น สเปรย์ และขี้ผึ้ง 


7 ลำดับการทา สกินแคร์รูทีน ที่ถูกต้อง

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับสกินแคร์แต่ละประเภทกันไปแล้ว ต่อไปเรามาดูกันว่าขั้นตอนการลงสกินแคร์รูทีนที่ถูกต้องนั้น ต้องเรียงลำดับการทาอย่างไรบ้าง


Step 1 : เช็ดผิวหน้าด้วย Makeup Remover

สกินแคร์รูทีน

หลังจากที่ผิวหน้าของเราเผชิญเครื่องสำอาง ฝุ่น และมลพิษต่าง ๆ มาทั้งวันแล้วควรเช็ดผิวหน้าให้สะอาดด้วยเมคอัพรีมูฟเวอร์ก่อน เพื่อให้ผิวหน้าสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกที่เข้าไปอุดตันในรูขุมขน 


Step 2 : ล้างหน้าให้สะอาด

สกินแคร์รูทีน

เมื่อขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหน้าไปแล้ว ต่อไปคือขั้นตอนการล้างหน้าเพื่อลดความมันบนใบหน้าและทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก


Step 3 : เช็ดด้วยโทนเนอร์

สกินแคร์รูทีน

การใช้โทนเนอร์จะช่วยขจัดคราบต่าง ๆ บนใบหน้าให้ผิวสะอาดมากยิ่งขึ้นทำให้ลดการอุดตันของสิ่งสกปรกและช่วยลดการเกิดสิวได้


Step 4 : ลงเอสเซนส์

สกินแคร์รูทีน

ต่อไปก็เริ่มบำรุงผิวหน้าโดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเหลวมากที่สุดก่อน นั้นก็คือการลงเอสเซนส์หรือน้ำตบเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผิวในการลงสกินแคร์ รูทีนขั้นต่อไป


Step 5 : ลงผลิตภัณฑ์รักษาสิว

สกินแคร์รูทีน

สำหรับผู้ที่เป็นผิว สามารถลงครีมรักษาสิวเฉพาะจุดได้ก่อนเลยและควรเลือกเป็นครีมชนิดที่ซึมเข้าผิวไว เพราะต้องรอให้เนื้อครีมซึมเข้าผิวจนแห้งสนิทก่อนจึงจะสามารถลงสกินแคร์ในขั้นต่อไปได้


Step 6 : ทาเซรั่มและมอยส์เจอไรเซอร์

สกินแคร์รูทีน

สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งหรือผิวมันก็สามารถลงเซรั่มหรือมอยส์เจอไรเซอร์ได้เช่นกันเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นและไม่ขาดน้ำ


Step 7 : ทาครีมกันแดด

สกินแคร์รูทีน

ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นหนึ่งสเตปที่ขาดไม่ได้เลย สำหรับในตอนเช้าไม่ว่าคุณจะออกจากบ้านหรือไม่ก็ตามควรทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV ไม่ให้ทำลายผิวหน้า ผู้ที่ไม่ได้ทาครีมกันแดดอาจจะเกิดฝ้าและกระบนใบหน้าได้ รวมถึงทำให้หน้าเหี่ยวย่นก่อนวัยอีกด้วย


ทั้งหมดนี้ก็คือลำดับในการทาสกินแคร์รูทีนอย่างถูกวิธีนั่นเอง หากคุณบำรุงตามขั้นตอนดังต่อไปนี้มันก็จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญสาว ๆ แต่ละคนก็อย่าลืมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองด้วยเพื่อให้สกินแคร์เหล่านั้นบำรุงได้อย่างตรงจุดมากที่สุด ผิวของเราจะได้เนียนใสปิ๊งเหมือนสาวเกาหลี


อ้างอิง:

https://www.lifestyleissue.com/beauty/skincare-types/ 

https://vogue.co.th/beauty/6-step-skin-care-for-oily-skin 

10 อันดับ โลชั่นผิวแห้ง โลชั่นผิวแห้งยี่ห้อไหนดีที่สุด 2018

10 อันดับ โลชั่นผิวแห้ง โลชั่นผิวแห้งยี่ห้อไหนดีที่สุด 2018

10 อันดับ โลชั่นผิวแห้ง โลชั่นผิวแห้งยี่ห้อไหนดีที่สุด 2018 หากใครไม่ได้เกิดมาเป็นสาวผิวแห้งคงไม่เข้าใจปัญหาที่สาวผิวแห้งต้องเผชิญ เพราะไม่ว่าฤดูกาลไหน จะร้อน หนาว หรือฝนตกแบบไม่ลืมหูลืมตา ผิวเจ้ากรรมก็ยังคงแห้งอยู่เหมือนเดิม

ซึ่งปัญหาผิวแห้งไม่ใช่แค่ทำให้ผิวแห้ง เป็นขุย ลอกเป็นแผ่นๆ เท่านั้น แต่สำหรับสาวๆอย่างเราทุกครั้งที่แต่งหน้ายังลำบากเพราะเครื่องสำอางติดทนยากขึ้นไปอีก!!

ฉะนั้นสาวคนไหนอยากบอกลาผิวแห้งเสีย เชิญตามมาทางนี้เลยคะ!! วันนี้เรามี 10 โลชั่นขั้นเทพ ที่จะมาช่วยกู้ชีพฟื้นฟูผิวแห้งเสีย ให้กลับมาปังเนียนนุ่มน่าสัมผัส ดูมีชีวิตชีวา แลดูสุขภาพดี แถมขาวกระจ่างใส จนหนุ่มต้องมองเหลียวหลังคอเคล็ดกันไปเลยล่ะคะ … โลชั่นผิวแห้ง


โลชั่นผิวแห้งยี่ห้อไหนดี

1. Yves Rocher Hydratation Moisturizing Lotion-Aloe Vera Pulp

สรรพคุณของว่านหางจรเข้ที่ผสมอยู่โลชั่นบำรุงผิวเข้มข้นของ Yves Rocher ที่สามารถเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวแห้งเสียขาดน้ำ ให้กลับมาเนียนนุ่ม ด้วยสูตรอ่อนโยนจากธรรมชาติ จึงมั่นใจได้ว่าสาวๆจะปลอดภัย เพราะกว่า 96% ในโลชั่นไม่มีส่วนผสมจากมิเนอรัลออยล์ สารแต่งสีสังเคราะห์ และสารกันเสียพาราเบน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอากาศหนาวเย็นหรือสาวๆที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน รับรองว่าโลชชั่นตัวนี้เอาอยู่คะ


ผิวแห้งทาโลชั่นอะไรดี

2. Vaseline Advanced Repair

สำหรับโลชั่นบำรุงผิวตัวนี้ของวาสลีน ได้ผลิตสูตรออกมาเอาใจสาวผิวแห้งโดยเฉพาะ ด้วยสรรพคุณของโลชั่นพร้อมช่วยปรนิบัติผิวที่แห้งกร้าน ให้ฟื้นฟูกลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้นอีกครั้ง เนื้อครีมมีลักษณะเข้มข้น แต่กลับให้สัมผัสที่บางเบา ซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งคราบเหนียวเหนอะหนะ ข้อดีอีกอย่างคือปราศจากน้ำหอม แถมยังอ่อนโยนต่อผิวแบบสุดๆเลยล่ะ


โลชั่นผิวแห้งที่ดีที่สุด

3. Beauty Buffet Made In Nature Goat Milk UV Body Lotion

ประโยชน์ของนมแพะนอกจากจะดีต่อร่างกายแล้ว ยังเป็นสารอาหารบำรุงผิวอย่างยอดเยี่ยม โดยโปรตีนจากนมแพะเต็มไปด้วย Vitamin A, B6, B12 Vitamin E ซึ่งโลชั่นผิวแห้งเข้มข้นตัวนี้ มีผสมของสารสกัดสมุนไพรจากประเทศเกาหลี ช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เร็ว และยังมีกลิ่นหอมของน้ำนมให้รู้สึกสดชื่นตลอดเวลาอีกด้วย


รีวิวโลชั่นผิวแห้ง

4. St.Andrews Floral Body Lotion Daisy

โลชั่นบำรุงผิวแห้งที่อุดมไปด้วยสารสกัดของชาเขียวและทับทิม ช่วยเข้าไปเติมเต็มความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวของสาวๆเรียบเนียน แลดูสุขภาพดี แถมกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกเดซี่ยังมีคุณสมบัติในการช่วยบำบัดให้คุณรู้สึกผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า ที่มาพร้อมกับสารสกัดจาก Acerola Cherry ยิ่งเข้าไปเสริมทัพฟื้นฟูให้ผิวกลับมาสดใสเปล่งปลั่งอย่างมีชีวิตชีวาจนคุณเองก็รู้สึกได้


โลชั่นผิวแห้งราคาถูก

5. Beauty Buffet Scentio Coconut & Co-Q10 Body Lotion

เมื่อเอ่ยถึงโลชั่นถ้าไม่พูดถึงโลชั่นบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าวคงไม่ได้ !! เพราะในมะพร้าวเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ในเรื่องการดูแลผิว ซึ่งในโลชั่นตัวนี้นอกจากจะมีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าวแล้ว ยังอุดมไปด้วย โคเอนไซม์ คิวเทน และวิตามินอี ที่พร้อมจะช่วยคืนความเนียนนุ่มมาสู่ผิว และคุณสมบัติพิเศษในการเก็บกักความชุ่มชื้นไว้กับผิวได้อย่างยาวนาน


โลชั่นผิวแห้ง Pantip

6. Jergens Ultra Healing Extra Dry Skin Moisturizer

อีกหนึ่งโลชั่นที่ได้รับความนิยมจากสาวๆว่าเป็นสุดยอดโลชั่นที่ผลิตขึ้นสำหรับคนผิวแห้ง ด้วยตัวเนื้อครีมมีความเข้มข้นแบบสุดๆ จึงช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น พร้อมฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้าน แตกเป็นขุย ให้กลับมาเนียนนุ่มสุขภาพดี น่าสัมผัส ดังนั้นสาวผิวแห้งมากๆคนไหนกำลังมองหาตัวช่วย บอกเลยว่าโลชั่นตัวนี้จะตอบโจทย์ให้กับสาวๆอย่างแน่นอน


โลชั่นผิวแห้ง 7-11

7. Elizabeth Arden Green Tea Honey Drop CRM Mega

ถ้าสาวๆคนไหนกำลังมองหาโลชั่นบำรุงผิวแห้งแบบมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น แนะนำโลชั่นตัวนี้ ดีงามพระรามแปดเลยคะ!! เพราะนอกจากเนื้อครีมจะเข้มข้นแล้ว ยังมีส่วนผสมของน้ำผึ้งแท้ผสมผสานกับสารสกัดจากชาเขียวและส้มแมนดาริน

ทำให้ครีมมีความหอมบางเบาธรรมชาติ ที่พร้อมจะเติมเต็มความชุ่มชื้น บำรุงผิวอย่างมีประสิทธิภาพ แถมไม่ทิ้งความเหนอะหนะไว้บนผิวอีกด้วย


โลชั่นผิวแห้งคัน

8. Paula’s Choice Clinical Ultra-Rich soothing Body Butter All Skin Types

คุณสมบัติพิเศษของโลชั่นผิวแห้งตัวนี้สามารถลดความหยาบกร้านของผิว และยังช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นยาวนานถึง 12 ชั่วโมงด้วยกัน ด้วยสรรพคุณของ Shea Butter ที่พร้อมจะช่วยปกป้องผิวให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น ตัวเนื้อครีมก็ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้รวดเร็ว ทำให้ผิวที่แตกราบลื่น แลดูสุขภาพดีอ่อนเยาว์ และปราศจากจากน้ำหอม รวมทั้งสารปรุงแต่งอื่นๆ 100%


โลชั่นผิวแห้ง หน้าขาว

9. DHC Olive Body Butter

โลชั่นผิวแห้งสูตรเข้มข้นอุดมไปด้วยคุณค่าจากน้ำมันธรรมชาติที่เต็มไปด้วยสารพัดประโยชน์ ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันอโวคาโด น้ำมันมะพร้าว น้ำมันสวาเลน น้ำมันอาร์แกน เชียร์บัตเตอร์ และโกโก้บัตเตอร์ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น เนื้อครีมมีความนุ่มลื่น แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ รับรองว่าสาวผิวแห้งถูกใจอย่างแน่นอน


โลชั่นแก้ผิวแห้ง

10. Soap & Glory The Righteous Butter Body Lotion Super Smoothing

ขึ้นชื่อว่า Soap & Glory แล้ว หลายคนคงจะนึกถึงกลิ่นหอมหวานอันแสนโดดเด่น สำหรับโลชั่นผิวแห้งตัวนี้ ยังมีเนื้อครีมที่เข้มข้น แต่ทว่าไม่เหนียวเหนอะหนะ พร้อมจะให้ความชุ่มชื้นกับผิว และในระหว่างวันยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นทำให้ผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส


ถึงแม้ว่าเกิดมาเป็นสาวผิวแห้งจะค่อนข้างลำบากไปสักหน่อย จึงจำเป็นต้องใส่ใจดูแลตัวเองเป็นพิเศษ การทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นถึงจะสำคัญ แต่การบำรุงจากภายในก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น การทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว เรียกได้ว่าสวยจากภายในมาสู่ภายนอก เพียงเท่านี้ก็บอกลาปัญหาผิวแห้งไปได้เลยคะ

หน้าแห้งใช้ครีมอะไรดี 10 อันดับ ครีมแก้ผิวหน้าแห้ง ได้ผลดีที่สุด

หน้าแห้งใช้ครีมอะไรดี 10 อันดับ ครีมแก้ผิวหน้าแห้ง ได้ผลดีที่สุด

หน้าแห้งใช้ครีมอะไรดี 10 อันดับ ครีมแก้ผิวหน้าแห้ง ได้ผลดีที่สุด หากว่าสาวๆคนไหนที่มีผิวหน้าปกติก็ถือได้ว่าเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง แต่สำหรับสาวผิวหน้าแห้งที่ต้องผจญกับความแห้งกร้าน ไม่ชุ่มชื่น ก่อให้เกิดผิวแพ้ง่าย บางคนถึงกับผิวหน้าลอกเป็นขุย แต่งหน้าไม่สวยงาม ที่สำคัญเมคอัพไม่ติดทนต้องหมั่นเติมเครื่องสำอางบ่อยๆ

คิดแล้วคงปวดหัวแทนไม่ใช่น้อยเลยใช่มั้นล่ะคะ..โดยเฉพาะใกล้ถึงหน้าหนาวแล้วสาวผิวแห้งคงจะวิตกกังวลว่จะแก้ปัญหาได้อย่างไร

ซึ่งวันนี้ปัญหาของสาวผิวแห้งจะหมดไปเมื่อได้รับการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธีเพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าแห้งเพราะดูแลผิวหน้าไม่ตรงกับสภาพของผิวหน้านั่นเอง … หน้าแห้งใช้ครีมอะไรดี


วิธีรักษาหน้าแห้ง

1. The Body Shop

สำหรับ The Body Shop Body Butter ขึ้นชื่อว่าเป็นไอเท็มเด็ด สาวๆหลายคนที่เคยใช้ต่างชื่นชอบด้วยเนื้อครีมมีความเข้มข้น ไม่ทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ และเมื่อทาก่อนนอนเวลาที่ตื่นขึ้นมาสามารถสัมผัสได้ว่าผิวเนียนนุ่มสุดๆ

ในส่วนของกลิ่นก็มีให้เลือกหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่จะออกแนวธรรมชาติเบาๆแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน ราคาอาจจะแรงไปซะหน่อย แต่รับรองว่าหนึ่งกระปุกสามารถใช้งานได้นานถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว บอกเลยว่าครีมตัวนี้เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่สาวๆต้องมี!!!


หน้าแห้ง

2. L’Occitane x Almond Milk Concentrate

สาวๆคนไหนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ L’Occitane คงทราบดีว่าครีมตัวนี้ ข้อดีคือมีกลิ่นหอมมากโดยเฉพาะกลิ่นหอมของ Almond และตัวของเนื้อครีมที่ไม่หนักเกินไป

แต่สรรพคุณแน่นไปด้วยสูตรเข้มข้นที่บำรุงผิวได้อย่างล้ำลึกช่วยทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นยาวนาน พร้อมด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากอัลมอนด์และวอลนัท ยิ่งช่วยให้ผิวเต่งตึง กระชับ ผิวเฟิร์มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เหมาะสำหรับสาวๆที่มีปัญหาผิวหน้าแห้ง


แก้หน้าแห้ง

3. Pharmacok’f Burnova Gel Plus

เจลว่านหางจระเข้ตัวนี้สาวๆหลายคนยกให้เป็นไอเท็มโปรดในการแก้ปัญหาสิว รอยสิว และสาวผิวหน้าแห้งก็สามารถนำไปใช้ได้ดีเช่นเดียวกัน ด้วยเพราะเจลว่านหางจระเข้ตัวนี้นำไปใช้ทาบำรุงผิวหน้า ช่วยให้ผิวหน้าที่แห้งอยู่ชุ่มชื้นขึ้น แถมยังลดอาการแพ้ คัน ได้อีกด้วย


ครีมหน้าแห้ง

4. Jergens x Ultra Healing Extra Dry Skin Moisturizer Jergens

ครีมนำเข้าจากต่างประเทศยอดนิยมมาหลายยุค หลายสมัย เรียกได้ว่าเป็นไอเท็มเด็ดที่ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่เลยทีเดียว โดยเฉพาะครีมรุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นมาสำหรับสาวๆที่มีผิวหน้าแห้ง

เมื่อใช้ไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง คุณก็จะพบความเปลี่ยนแปลงของผิวได้อย่างชัดเจน ผิวของคุณจะเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้น แต่กระซิบก่อนว่าครีมตัวนี้จะค่อนข้างหนืดพอสมควรถ้าอยากสวยคงต้องทนหน่อยนะจ๊ะ


หน้าแห้งใช้ครีมอะไรดี Pantip

5. Skinfood x Quinoa Rich Body Cream

แบรนด์ชื่อดังสัญชาติเกาหลียอดนิยมของสาวไทย ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของสกินแคร์ รวมทั้งครีมบำรุงผิวก็เป็นหนึ่งในไอเท็มเด็ด ที่น่าใช้มากๆ และสำหรับสาวผิวแห้งก็ต้อง Quinoa Rich Body Cream

ตัวนี้ เนื้อครีมมีลักษณะคล้ายๆมูส นุ่มๆกลิ่นข้าวหอมอ่อนๆเมื่อใช้แล้วสัมผัสได้ว่าผิวนุ่มชุ่มชื้นแบบสุดๆ ข่าวดี!! สาวๆคนไหนสนใจไม่ต้องบินไกลถึงเกาหลี เพราะในไทยก็มีช้อปให้เลือกอยู่มากมายจ้า..


ผิวหน้าแห้งทาครีมอะไรดี

6. Cetaphil x Moisturizing Cream

แบรนด์ดังที่ไม่ได้มีดีแค่สบู่เพียงอย่างเดียว ตัวครีมบำรุงผิวผสมมอยส์เจอไรเซอร์ก็ถือว่าเริ่ด!! เหมือนกัน ยิ่งครีมตัวนี้ที่ผลิตมาให้เฉพาะสาวผิวแห้งและแพ้ง่าย ฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องของความเข้มข้น

เพราะครีมมีความเข้มข้นมาก ที่สำคัญคือกระปุกใหญ่มากๆอีกด้วย ใช้แล้วคุ้มสุดๆ แถมสาวที่พบปัญหาผิวแห้งมากๆและมีอาการคัน ตกสะเก็ด เป็นขุย ครีมตัวนี้สามารถช่วยได้อย่างยอดเยี่ยม


ครีมรักษาหน้าแห้งที่ดีที่สุด

7. Nutrogena Hydro Boost Water Gel

สาวคนไหนที่รู้สึกว่าตัวเองหน้าแห้งหรืออยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นตลอดเวลา เจลตัวนี้สามารถเข้าไปช่วยฟื้นบำรุงผิวที่แห้งกร้านและขาดน้ำได้ แถมยังช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้นยาวนานได้ถึง 2 เท่า และมีสารสกัดจาก Olive ที่จะส่งผลให้หน้าเด้ง เนียนใสน่าสัมผัส


รีวิวครีมหน้าแห้งยี่ห้อไหนดี

8. Laneige Water Sleeping Mask

สุดยอดครีมที่ขึ้นชื่อเรื่องความสดชื่น และชุ่มชื้นของเกาหลีใต้ เป็นครีมบำรุงผิวหน้ากึ่งมาส์ก เมื่อทาผิวหน้าไว้ตอนกลางคืนตื่นขึ้นมาจะรู้สึกว่าหน้าอิ่มน้ำ สัมผัสได้ว่าหน้าเด้งใสเนียนนุ่ม ตัวเนื้อครีมค่อนข้างบางเบา ทำให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ง่าย และยังเย็นสบายผิว เมื่อได้ลองตัวนี้แล้ว บอกเลยว่าติดใจแน่นอน!!


หน้าแห้งมากทาครีมอะไรดี

9. Eucerin pH5 Skin-Protection Lotion F

Eucerin สูตรนี้ เป็นสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของน้ำมันช่วยหล่อเลี้ยงสูงมากกว่าสูตรอื่นๆ ฉะนั้นสาวผิวแห้งจึงไม่ควรพลาดที่จะนำมาใช้บำรุงผิวหน้า หรือคนที่ต้องอยู่ในที่อากาศเย็นบ่อยๆ เช่นในห้องแอร์ ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน รับรองว่าผิวของคุณจะนุ่มชุ่มชื้นเนียนน่าสัมผัสอย่างแน่นอน


รีวิวครีมหน้าแห้ง

10. Physiogel Soothing Care Al Cream

สาวผิวแพ้ง่ายหลายคนคงจะรู้จักแบรนด์นี้อย่างแน่นอน เพราะครีมตัวนี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องผื่นแพ้หรือผื่นคันเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความแห้งของผิวให้ชุ่มชื้นขึ้นทันทีหลังใช้งาน และที่สำคัญมีความปลอดภัย 100% เพราะตัวครีมปราศจาก สารกันเสีย น้ำหอม สี จึงมั่นใจด้ว่าจะไม่ทำให้ผิวแห้งลงกว่าเดิม


เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับ 10 ครีมแก้หน้าแห้งที่จะช่วยบำรุงผิวหน้าของคุณให้กลับคืนสู่สภาพเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ครีมบางตัวยังมีสรรพคุณให้หน้าขาวกระจ่างใส ฉะนั้นหน้าหนาวที่จะถึงนี้คงมีคำตอบสำหรับหน้าแห้งใช้ครีมอะไรดีกันแล้วล่ะคะ