Category

Cosmetic

Category

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ ที่คุณต้องใช้แบบทนทานในหน้าฝนนี้

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ ที่คุณต้องใช้แบบทนทานในหน้าฝนนี้

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ ที่คุณต้องใช้แบบทนทานในหน้าฝนนี้ เพราะการเลือกใช้เครื่องสำอางเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ถ้าใครที่ใช้เครื่องสำอางไม่เป็น แน่นอนว่าถ้าโดนฝนแล้วละลายลงมาตามหน้าแน่นอน แทนที่จะสวย กลับกลายเป็นสะพรึงเสียได้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาอธิบายถึง 6 เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ ที่สาวๆ ต้องเลือกใช้แบบติดทนเสียหน่อย ซึ่งรับรองได้ว่าเป็นประโยชน์กับทุกคนแน่นอน  

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

1. รองพื้น

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ ตัวแรกก็คือการเลือกรองพื้น ควรใช้รองพื้นชนิดเนื้อครีม เพราะชนิดเนื้อครีมจะมีน้ำมันที่เป็นส่วนผสมเสียส่วนมาก ซึ่งทำให้ฝนและเหงื่อไม่สามารถมาทำอะไรได้ และยังไม่ทำให้รองพื้นของเราหลุดไหลลงไป หลังจากทำความสะอาดผิวหน้าอีกด้วย ซึ่งการใช้งานก็คือ ทาครีมบำรุงผิวสำหรับเพิ่มความชุ่มชื้นไปที่ใบหน้าและลำคอ จากนั้นแตะรองพื้นชนิดเนื้อครีม มาแต้มลงบนใบหน้า จากนั้นก็เกลี่ยเนื้อรองพื้นให้กระจายไปทั่วทั้งใบหน้า

2. แป้งพัฟกันน้ำ

แน่นอนว่าหน้าฝนแบบนี้ การทาแป้งพัฟก็ควรเลือกชนิดแบบกันน้ำ เพราะถ้าหากเราออกไปข้างนอกแล้วไปเจอฝนพอดี ทำให้ตัวเปียก ใบหน้าเปียก ตัวแป้งนี้ก็จะช่วยคุม ทำให้ไม่มีคราบอะไรไหลลงมาแน่นอน ทำให้มั่นใจได้เลยว่ายังไงก็สวยปังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเปียกฝนแค่นั้นเอง

3. อายแชโดว์

การเลือกอายแชโดว์ ควรเลือกอายแชโดว์ชนิดที่เป็นเนื้อครีม เพราะสามารถกันน้ำได้ดีมาก ควรหลีกเลี่ยงอายชาโดว์แบบเนื้อฝุ่น เพราะจะทำให้เมื่อเวลาโดนฝนแล้ว คราบอายแชโดว์จะไหลลงมาเป็นทาง นอกจากจะทำให้ดูไม่สวยแล้ว ยังทำให้ดูน่ากลัวอีกด้วย ดังนั้นการเลือกอายแชโดว์ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ

4. มาสคาร่า

การใช้มาสคาร่าควรเลือกใช้ชนิดที่กันน้ำได้ และใช้ปัดบริเวณขนตาให้งอนแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว และไม่ควรติดขนตาปลอมหนาๆ เพราะถ้าโดนฝนแล้วโอกาสที่จะหลุดออกไปตามฝนมีอยู่สูงมาก ให้ใช้มาสคาร่าปัดแทน และควรเลือกมาสคาร่าที่สามารถกันน้ำได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีขายอยู่เยอะมาก

5. บลัชออน

การเลือกใช้บลัชออน ควรเลือกใช้บลัชออนที่เป็นชนิดครีม ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถกันน้ำได้ เหมือนกันกับอายแชโดว์และตัวรองพื้น เพราะเครื่องสำอางชนิดเนื้อครีม จะสามารถติดทนได้นานทั้งวัน โดยเราสามารถใช้บลัชออนชนิดครีมที่มีสีสวยๆ ตามใจเราได้เลย แต่อย่าลืมว่าต้องเป็นชนิดครีมนะ

6. ลิปสติก

การเลือกใช้ลิปสติกนั้นไม่ได้จำกัดว่าจะต้องใช้อะไร เพราะเราสามารถใช้ลิปสติกเนื้อใดก็ได้ แต่เราก็ควรจะเลือกลิปสติกที่มีคุณสมบัติสามารถติดทนได้นานจะดีกว่า ถ้าเราไม่มั่นใจว่า ลิปสติกที่ใช้อยู่ติดทนนานหรือไม่ อาจจะใช้ลิปดินสอกรีดปากไว้ก่อน จากนั้นจึงค่อยใช้ลิปสติกของเราแทน แล้วใช้ทิชชูซับหรือตบด้วยแป้งนิดหน่อย เพื่อที่จะสร้างความติดทนนานให้กับลิปสติกได้


10 มาสคาร่ายี่ห้อไหนดี แถมราคาไม่แพงและปัดแล้วขนตาดูสวยแพรวพราว

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

นอกจาก เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ เชื่อว่าอีกหนึ่งที่เป็นปัญหาของสาวๆ นั่นก็คือ การตามหามาสคาร่าที่ถูกใจเนี่ย มันหายากเสียเหลือเกิน เพราะไม่ว่าจะไปหาซื้อที่ไหนก็ยังไม่เจอมาสคาร่าที่ถูกใจสักที จนเกือบจะเลิกใช้ไปแล้ว แต่เดี๋ยวก่อนเป็นผู้หญิงอย่าเพิ่งหยุดสวย เพราะวันนี้เรามี 10 มาสคาร่ายี่ห้อไหนดี แถมราคาไม่แพงและปัดแล้วขนตาดูสวยแพรวพราวแน่นอน มาฝากกัน ซึ่งรับรองได้เลยว่า ถ้าใครได้อ่านแล้วอาจจะเจอมาสคาร่าที่ถูกใจแน่นอน

1. MISTINE PRO LONG BIGEYE

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มาสคาร่าแบรนด์ไทย ตัวนี้มีคุณภาพที่ดีมาก แถมยังมีราคาที่ถูก เพราะเมื่อปัดขนตาแล้วจะทำให้ขนตามีความหนา และทำให้ยาว ได้โดยไม่ต้องพึ่งที่ดัดขนตาเลย แถมยังทำให้ดูเป็นธรรมชาติอีกด้วย ตัวมาสคาร่าไม่เป็นก้อน สามารถเรียงเส้นบนขนตาได้ดีมาก เหมาะสำหรับการแต่งหน้าในวันที่สบาย ตัวมาสคาร่าสามารถเช็ดออกได้ง่าย ราคาอยู่ที่ 89 บาท 

2. RIMMEL LONDON 24 HR SUPER CURLER MASCARA

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มาสคาร่าตัวนี้เป็นมาสคาร่าสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นสูตร Super Curler ที่เหมาะกับสาวๆ ที่มีขนตายาวแต่ไม่งอน ทำให้ดูเหมือนไม่ค่อยมีขนตา โดยตัวนี้จะทำให้ขนตางอนได้ดีมาก ซึ่งใครที่ใช้ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำให้ขนตางอนได้จริงและติดทนได้นานด้วย ราคาอยู่ที่ 170 บาท

3. MAYBELLINE THE FALSIES VOLUM’ EXPRESS WATERPROOF

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

นี่ถือเป็นตำนานมาสคาร่าสีม่วงเมย์เบลลีนเลยทีเดียว เพราะสามารถใช้ปัดขนตาได้ดี หัวแปรงตัวนี้เป็นรูปโค้งงอน ซึ่งรองรับกับขนตาได้เป็นอย่างดี แถมยังกันน้ำเข้าได้อีกด้วย ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าขนตาจะละลายออกมาแน่นอน ราคาอยู่ที่ 249 บาท

4. Lilybyred AM9 To PM9 Survival Colorcara

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มาสคาร่าแบรนด์เกาหลีที่ขึ้นชื่อเรื่องความติดทนทั้งวันทั้งคืนเหมือนชื่อรุ่น ครองใจสาวๆ ได้ เพราะตัวนี้สามารถใช้งานได้ดีมาก ด้วยหัวแปรงรูปทรงนาฬิกาทรายจึงสามารถเลือกสไตล์การปัดขนตาให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นปัดเพื่อเพิ่มความยาว หรือเพิ่มความหนาฟู ที่สำคัญเนื้อมาสคาร่าแห้งไว จึงไม่ทำให้เลอะขอบตาเวลากะพริบ ราคาอยู่ที่ 299 บาท

5. CLINIQUE CHUBBY LASH FATTENING MASCARA

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มากับแบรนด์นี้ที่มีหัวแปรงที่ใหญ่มาก แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เลอะง่าย เพราะสามารถทำให้ขนตาที่สั้นบางของเราดูหนาเข้มได้ในทันที ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เราดูดีมีเสน่ห์ขึ้นมา และนอกจากนั้นยังช่วยดัดขนตาให้งอนขึ้นได้อีกด้วย และระหว่างวันมาสคาร่าตัวนี้ก็ไม่เยิ้มหยดด้วย ราคาอยู่ที่ 700 บาท

6. URBAN DECAY PERVERSION MASCARA

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มากับแบรนด์นี้ที่ไม่ทำให้ใครผิดหวังแน่นอน เพราะมีเนื้อมาสคาร่าที่หนานุ่มมาก ซึ่งทำให้เวลาปัดมาสคาร่าแล้วตัวมาสคาร่าจะไปติดกับขนตาเราได้ดีมาก เมื่อปัดแล้วจะรู้สึกเบาดีที่หนังตา ไม่รู้สึกหนักจนเกินไป แถมยังเซ็ตตัวได้ไวอีกด้วย ราคา 900 บาท

7. BENEFIT THEY’RE REAL MASCARA 

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

นี่คือมาสคาร่าที่เอาใจสาวๆ ขนตาสั้น เพราะหัวแปรงตัวนี้สามารถทำให้ขนตาที่สั้นยาวขึ้นได้ แถมหลังจากปัดแล้วมาสคาร่าที่ขนตายังไม่ติดเป็นก้อนอีกด้วย แต่ถึงแม้จะไม่ใช่สูตรกันน้ำ แต่ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ดีในระดับหนึ่งเลยล่ะ ราคาอยู่ที่ 920 บาท

8. NARS AUDACIOUS MASCARA 

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มาสคาร่าตัวนี้มากับตัวบรรจุภัณฑ์ที่ดูหรูหรามาก ซึ่งก็เป็นธรรมดาของ NARS อยู่แล้ว โดยหัวแปรงของมาสคาร่าตัวนี้จะพิเศษกว่าตัวอื่นๆ เพราะมีรูปร่างคล้ายห่วงตะขอ ซึ่งทำให้ปัดแล้วเนื้อมาสคาร่าสามารถเข้าถึงขนตาได้ครบทุกเส้น โดยเนื้อมาสคาร่าของตัวนี้จะเหมาะกับสาวๆ ขนตาสั้น เพราะแค่ปัดเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ขนตายาวขึ้นได้ทันที ราคาอยู่ที่ 1,080 บาท

9. LANCOME GRANDIOSE SMUDGEPROOF MASCARA

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มาสคาร่าตัวนี้เหมาะกับรูปตาทุกแบบเลย เมื่อปัดแล้วทำให้ขนตายาว ดำหนา และยังช่วยให้ตาดูคม ดูเซ็กซี่มากขึ้น โดยตัวนี้เป็นมาสคาร่าสูตรกันเหงื่อ แต่ก็สามารถล้างด้วยน้ำอุ่นได้ง่าย ราคาแพงหน่อยแต่ใช้งานได้ดีแบบนี้ ก็ต้องยอมเขาแหละ ราคาอยู่ที่ 1,300 บาท

10. TOO FACED BETTER THAN SEX MASCARA

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

เป็นมาสคาร่าที่มีชื่อจัดจ้านมาก ซึ่งมาสคาร่าตัวนี้ก็มีความสามารถที่ทำให้ดูเซ็กซี่ขึ้นมาแน่นอน เพราะให้ขนตาที่สามารถเรียงเส้นได้ดี และยังสามารถเพิ่มความดำให้ขนตาได้อีกด้วย แต่ก็ไม่ติดเป็นก้อนหนา ไม่หลุด ไม่ละลาย ซึ่งถ้าทุนถึงก็ใช้ตัวนี้เลย รับรองไม่ผิดหวัง ราคาอยู่ที่ 1,090 บาท


10 อายแชโดว์ยี่ห้อไหนดี ราคาสบายกระเป๋า แต่คุณภาพคับตลับใช้ดีสุดๆ

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

การที่จะหาอายแชโดว์ที่ถูกใจสักอัน คงคล้ายๆ งมเข็มในมหาสมุทร หาเท่าไรก็ไม่เจอ ยิ่งอยากได้แบบราคาประหยัดด้วย ยิ่งหาไม่เจอไปใหญ่ วันนี้เราจึง10 อายแชโดว์ยี่ห้อไหนดี ราคาสบายกระเป๋า แต่คุณภาพคับตลับใช้ดีสุดๆ มาให้สาวๆ ได้ตัดสินใจเลือกใช้กัน จะได้ไม่ต้องมางมอะไรกันอีก มาดูกันเลย 

1. Maybelline EYESTUDIO COLOR TATTOO EYESHADOW

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

นี่เป็นอายแชโดว์สูตรครีมแบบเนื้อเจล จากเมอเบอร์ลีน นิวยอร์ก ซึ่งแน่นอนว่าทาออกมาแล้ว สีสันจะติดทนชัดตลอดวันแน่นอน และตัวนี้เราสามารถใช้แทนอายไพร์เมอร์ได้เลย เหมาะมากๆ สำหรับวันที่เร่งรีบ แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าเกลี่ยไม่ดี จะกลายเป็นคราบได้ง่าย เพราะตัวนี้แห้งไวมาก แห้งชนิดแบบใช้แล้วต้องรีบปิดฝาเลย ราคาอยู่ที่ 299 บาท

2. Catrice The Fresh Nude Collection Eyeshadow

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

แบรนด์ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยอย่าง Catrice จากประเทศเยอรมนี แบรนด์ที่ราคาสบายกระเป๋าและคุณภาพน่าคบหา อายแชโดว์ตัวนี้เหมาะสำหรับคนที่เริ่มหัดแต่งตา เพราะเป็นสีโทนนู้ดที่เหมาะกับทุกสีผิว ใช้แต่งตาได้หลากหลายโอกาส มีเนื้อสีที่ชัด ติดทนดี มีเนื้อเป็นสีออกสีมุก สามารถแต่งได้ทุกวันแน่นอน ราคาอยู่ที่ 255 บาทเท่านั้น 

3. Peripera Ink Pocket Shadow

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

Peripera ใช้แล้วสวยเหมือนสาวเกาหลีกันแน่นอน ใครที่ชอบการแต่งตาแบบวิบวับเป็นประกายละก็ต้องไม่พลาดตัวนี้ เพราะมีเนื้อชิมเมอร์ที่ชัดมาก และมีทั้งอายแชโดว์เนื้อแมตต์และเนื้อชิมเมอร์ และยังจับคู่โทนสีมาให้เรียบร้อยแล้วด้วย เหมาะกับการใช้งานได้ทุกวัน เพราะจะทำให้ตาดูสวย แถมตลับยังเล็กสามารถพกพาไปเติมระหว่างวันหรือเติมตอนเย็นก็ได้ ราคาอยู่ที่ 550 บาท

4. L’OREAL PARIS COLOR RICHE LES OMBRE

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

อายแชโดว์ของ L’oreal เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สาวๆ ชาวไทยนิยมกันตลอดมา และรุ่นล่าสุดอย่างตัวนี้ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งไอเทม ที่ควรค่าแก่การครอบครองเป็นอย่างมาก เพราะให้สีที่ชัด และยังติดทนตลอดวัน ตัวตลับมีความแน่นหนา แต่ระวังตอนทหน่อย เพราะอาจจะมีร่วงเป็นผงลงไปบ้างบ้าง ราคาอยู่ที่ 499 บาท

5. SLEEK I-DIVINE EYESHADOW PALETTE

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

แน่นอนว่าแบรนด์นี้สามารถครองใจสาวไทยได้ดีมาก โดยตัวนี้เป็นเครื่องสำอาง สัญชาติอังกฤษ สำหรับอายแชโดว์ที่ขึ้นชื่อมากๆ ก็จะเป็นในรูปแบบของพาเลท โดยในหนึ่งตลับจะมีสีให้เลือกถึง 12 สี และแต่ละพาเลทก็จะมีการจับคู่ตัวสี หรือเนื้อสีมาไว้แล้ว และบางพาเลทก็มาเป็นโทนสีน้ำตาล บ้างก็สีแนวหวานๆ และเวลาแต่งตา ตัวสีจะชัดติดทนนานมาก ราคาอยู่ที่ 550 บาท

6. Colourpop super shock shadow

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

ประเทศอเมริกาก็เป็นประเทศที่มีอายแชโดว์เยอะมาก ตัวนี้ก็เป็นตลับเดี่ยวและบรรจุได้ลงมาในตลับทรงกลม โดยตัวนี้มีคุณภาพที่ดีมาก สีติดทนนาน แต่อาจจะต้องใช้อายไพรเมอร์เข้ามาช่วยบ้าง เนื้อสัมผัสกึ่งครีม และสีสันก็มีตั้งแต่สีแบบธรรมชาติไปจนถึงสีแนวจัดจ้าน ราคาอยู่ที่ตลับละ 320 บาท

7. Merrez’ca Blink Blink Eye

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

อายแชโดว์เนื้อละเอียด มาครบทั้งเนื้อแมตต์ ชิมเมอร์และกลิตเตอร์ในตลับเดียวที่ช่วยเพิ่มมิติให้ดวงตา โดยตัวนี้จะเหมาะกับการแต่งหน้าในทุกรูปแบบ เพราะได้มีการคุมโทนสีมาเป็นอย่างดี ตัวนี้สีดีและเนื้อติดทนนาน ราคาอยู่ที่ 345 บาท

8. ESSENCE 3D EYESHADOW

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

ใครกำลังอยากได้ อายแชโดว์ราคาถูก และคุณภาพดี Essence ตัวนี้ก็คือหนึ่งในคำตอบนั้น โดยสำหรับอายแชโดว์ตัวนี้มีสีที่สามารถติดทนได้นาน และมีให้เลือกถึง 5 สี โดยตัวนี้จะเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ชอบแต่งเปลือกตาให้ดูวิบวับ เป็นประกาย ราคาอยู่ที่ 140 บาท

9. 4U2 COLOR EYESHADOW

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

นี่ก็เป็นอีกแบรนด์ที่มีอายแชโดว์คุณภาพโคตรดี สีเนื้อสีที่ติดทนได้ดี โดยอายแชโดว์รุ่นนี้ มีเม็ดสีที่ชัดมาก ปาดไปแล้วจะแสดงความคมชัดได้แบบชัดเจน ในตลับจะมีสีให้เลือกมี 4 สี ไล่ตั้งแต่สีอ่อนๆ สำหรับการทำไฮไลท์ ไปจนถึงสีเข้มสำหรับคัดเบ้า ราคาประมาณ 200-300 บาท

10. WET N WILD COLOR ICON EYESHADOW

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

อายแชโดว์ตัวนี้มีคุณภาพดีที่ เมื่อทาไปที่ตาแล้ว จะทำให้สีที่ออกมา สวย ชัดเจน และติดทนได้ดีพอประมาณ ซึ่งอาจจะใช้อายไพรเมอร์ช่วยนิดนึง ตัวแพ็คเกจดูไม่ค่อยทนทาน  ราคาอยู่ที่ 299 บาท 

ใครที่กำลังมองหา เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ อย่างพวกมาสคาร่าหรืออายแชโดว์สักตลับ ที่ราคาถูกและดี คุ้มค่าแก่การซื้อก็ลองไปดูหรือไปลองสีแบรนด์ที่เราแนะนำกันมาได้ จะได้แต่งตาให้ดูสวยและสร้างสีสันบนใบหน้าให้มีมิติมากขึ้นได้


อ้างอิง

The Best Waterproof Makeup Products for Your Eyes, Lips, and Face : https://www.cosmopolitan.com/style-beauty/beauty/a8977017/best-waterproof-makeup-products/

Best Waterproof Mascaras : https://www.goodhousekeeping.com/beauty-products/mascara-reviews/g2071/best-waterproof-mascara/

HOW TO CHOOSE AN EYESHADOW PALETTE YOU’LL ACTUALLY USE : https://sharedplanet.com/blogs/beauty/how-to-choose-the-best-eyeshadow-palettes

5 เครื่องสําอางที่ควรมี ติดกระเป๋า ที่สาวๆ ห้ามขาด!

5 เครื่องสําอางที่ควรมี ติดกระเป๋า ที่สาวๆ ห้ามขาด!

5 เครื่องสําอางที่ควรมี ติดกระเป๋า ที่สาวๆ ห้ามขาด! เครื่องสำอางอะไรบ้างที่สาวๆ มือโปรต้องพกติดตัวเสมอ ไอเทมเด็ดของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป แต่วันนี้ก็มี 5 เครื่องสําอางที่ควรมี ติดกระเป๋า มาให้อ่านกัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

1. แป้งอัดแข็งหรือแป้งผสมรองพื้น

เครื่องสําอางที่ควรมี

สำหรับใครที่ไม่อยากให้ใบหน้าอันสวยสดของเรามันแผลบในระหว่างวัน และสิ่งที่ควรมีติดตัวมากที่สุดก็คือ ตลับแป้งนั่นเอง โดยจะเลือกใช้เป็นแป้งอัดแข็งหรือแป้งผสมรองพื้นจะเป็นแป้งแต่งหน้ายี่ห้ออะไรก็ได้ แต่ควรเป็นแป้งที่สามารถช่วยควบคุมความมันได้เป็นอย่างดี และใช้แล้วไม่เกิดอาการแพ้ก็พอแล้ว เพราะระหว่างวันเราต้องทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย ดังนั้น แป้งดีๆ ที่สามารถควบคุมความมันได้ก็เป็นที่สิ่งสำคัญ

2. ลิปสติก

เครื่องสําอางที่ควรมี

เครื่องสําอางที่ควรมี ติดกระเป๋า ไอเทมเด็ดอีกตัวนั่นก็คือ ลิปสติก จะเลือกใช้ลิปสติกแบบไหนก็ได้ที่ตัวเองชอบ เพราะระหว่างวันเราอาจจะรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ ทำให้ลิปสติกที่อยู่บนริมฝีปากจางลงไปได้ ซึ่งถ้าเราเติมระหว่างวันก็จะทำให้ริมฝีปากแดงระเรื่อ เหมือนสาวที่มีสุขภาพที่ดี และยังไม่ทำให้แก่กว่าวัยอีกด้วย ดังนั้นใครที่ยังไม่มีลิปสติกพกติดกระเป๋าก็ควรซื้อติดตัวไว้ด่วน

3. บลัชออน

เครื่องสําอางที่ควรมี

สีปากมาแล้ว จะหายสีแก้มไปได้อย่างไร พกบลัชออนไว้ตบระหว่างวัน ทำให้พวงแก้มอมชมพูแล้วยังทำให้การแต่งหน้าดูมีสีสันมากขึ้นด้วย และขอแนะนำให้พกเป็นบลัชออนพาเลตต์ที่มีทุกอย่างครบจบในตัวทั้งปัดแก้ม บรอนเซอร์ และไฮไลต์สีที่เข้ากัน เติมได้ทั้งหน้าในทีเดียว 

4. โรลออนหรือน้ำหอมขนาดเล็ก

เครื่องสําอางที่ควรมี

เพราะว่าแต่ละวันเราอาจจะทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก นั่นก็อาจจะทำให้กลิ่นตัวหอมๆ ที่เราฉีดมาตั้งแต่เช้าให้หอมนั้นหายไป ดังนั้นอย่าให้กลิ่นตัวหรือกลิ่นเหงื่อมาทำให้เราเสียบุคลิก เราสามารถแก้ปัญหากันได้ง่ายๆ โดยการใช้โรลออนหรือน้ำหอมเติมระหว่างวันได้ แต่ก็ควรใช้ประเภทที่ไม่มีกลิ่นแรงเกินไปและเลือกแบบที่สามารถดับกลิ่นได้ ที่สำคัญถ้าจะทาหรือฉีดทับ หากมีเหงื่อออกเยอะอย่าลืมใช้ทิชชูเปียกซับออกก่อนเสียหน่อย จะได้กลิ่นหอมๆ ติดตัว

5. ลีฟออนแต่งผมขนาดเล็ก

เครื่องสําอางที่ควรมี

เพราะทรงผมเราไม่ได้อยู่ทรงสวยตลอดเวลา บางครั้งผมก็อาจยุ่งฟูเป็นฟองน้ำหรืออะไรก็ตาม ยิ่งถ้าต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์หรือไปทำกิจกรรมมา หากพกลีฟออนหรือสเปรย์จัดแต่งทรงผมที่สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องล้างออก ยิ่งใช้ยี่ห้อดีๆ นั่นก็จะทำให้ผมของเรากลับมาอยู่ทรงสวยจนแทบไม่ต้องจัดทรงกันเลยทีเดียว


5 แป้งแต่งหน้าแบบไหนดี เลือกแป้งแต่งหน้าให้เหมาะกับใบหน้ามากที่สุด

เครื่องสําอางที่ควรมี

5 แป้งแต่งหน้าแบบไหนดี เลือกแป้งแต่งหน้าให้เหมาะกับใบหน้ามากที่สุด การเลือกแป้งแต่งหน้าก็สำคัญสำหรับผิวสาวๆ มากๆ เพราะถ้าเลือกแป้งที่เข้ากับใบหน้าได้ดี นั่นก็จะทำให้หน้าเราดูสวยขึ้น แต่ถ้าเลือกแป้งที่ไม่เหมาะกับใบหน้า นอกจากจะดูไม่สวยแล้ว ยังทำให้หน้าดูหมองคล้ำหรือหน้ามันเยิ้มระหว่างวันได้อีกด้วย มาดูกันดีกว่าว่า มีแป้งชนิดไหนบ้าง

เครื่องสําอางที่ควรมี

1. แป้งอัดแข็ง

แป้งอัดแข็งเป็นแป้งที่ใช้ทาหน้า ซึ่งได้บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่พกพาง่าย ใช้ได้สะดวก โดยข้อดีของแป้งชนิดนี้คือจะทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน และยังสามารถใช้แปรงแต่งหน้าได้อีกด้วย โดยแค่ปัดเพื่อลงไปบนแป้งแล้วป้ายไปที่ผิวหน้าให้ดูเรียบเนียน และทำให้กลมกลืนกับผิวธรรมชาติได้ดี

ตัวแป้งมีความเบาบาง ไม่หนักใบหน้า จึงเหมาะที่จะใช้ในช่วงกลางวันสำหรับดูดซับความมันของใบหน้าหรือเครื่องสำอางที่ชอบทิ้งความมันลงไปบนผิว ตัวแป้งอัดแข็งจะเหมาะสำหรับสาวๆ ผิวธรรมดาเท่านั้น ส่วนสาวๆ ที่มีผิวมัน ถ้าใช้แล้วแป้งจะจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้เกิดการอุดตัน และสาวผิวแห้งจะถูกแป้งดูดซับความชื้นบนใบหน้าไปหมดก็ยิ่งทำให้หน้าดูแห้งลงไปอีก

2. แป้งผสมรองพื้น

แป้งรองพื้นเป็นแป้งที่มีเนื้อเบา เกลี่ยได้ง่าย และยังช่วยปกปิดผิวที่มีปัญหาได้ดีมาก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรอยสิวบนใบหน้า หรือรอยจุดด่างดำก็สามารกลบได้ มีเนื้อแป้งที่ค่อนข้างลื่น ทาได้ง่าย เหมาะสำหรับสาวๆ ผิวธรรมดาและสาวผิวแห้ง เพราะแป้งชนิดนี้มีส่วนผสมของน้ำค่อนข้างมาก จึงจะช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้นได้ด้วย 

3. แป้งเนื้อแมตต์

แป้งเนื้อแมตต์เป็นแป้งที่มีเนื้อค่อนข้างด้าน ไม่เกิดความมันวาว จึงสามารถควบคุมความมันได้ดีมาก เราสามารถใช้ผสมกับบรอนเซอร์ได้ แต่ข้อเสียของแป้งชนิดนี้ที่เห็นได้ง่ายเลยก็คือ เกลี่ยยากมาก ยิ่งช่วงนั้นเป็นอากาศเย็นๆ แต่ถ้าอยู่ในช่วงหน้าร้อนก็จะใช้งานได้ดี เพราะจะช่วยคุมความมันบนใบหน้า และช่วยป้องกันคราบเหงื่อ แป้งเนื้อแมตต์จึงเหมาะเป็นพิเศษกับสาวผิวมัน

4. แป้งผสมครีมรองพื้น

แป้งผสมครีมรองพื้นเป็นแป้งที่มีเนื้อหนา เนื้อลื่น จึงสามารถปกป้องผิวหนังได้เรียบเนียนสนิท เหมาะสำหรับสาวผิวธรรมดา เพราะเนื้อแป้งสามารถเนียนติดไปกับผิวได้ดีมาก และไม่เหมาะกับสาวผิวมันเพราะจะทำให้เกิดการอุดตัน และทำให้เกิดสิวได้

5. แป้งฝุ่น

แป้งฝุ่นเป็นแป้งที่มีความบางเบา มีความละเอียด และมักใช้ในตอนสุดท้ายของการแต่งหน้า เพื่อที่จะทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน ไม่มันวาว เพราะจะช่วยดูดซับความมันบนใบหน้าได้อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสีสันบนใบหน้าให้เด่นชัดได้มากขึ้นอีกด้วย และยังช่วยให้เครื่องสำอางติดทนนาน เหมาะมากๆ สำหรับสาวที่มีผิวแพ้ง่าย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการอุดตันที่จะนำไปสู่การเกิดสิว และเกิดทำให้ผิวอักเสบ


10 บลัชออนยี่ห้อไหนดี บลัชออนถูกและดีที่ราคาน่าคบหา

เครื่องสําอางที่ควรมี

10 บลัชออนยี่ห้อไหนดี บลัชออนถูกและดีที่ราคาน่าคบหา หลายคนคงค้นหาบลัชออนที่ราคาไม่แพงอยู่แน่นอน แต่ก็เจอแต่แบบที่มีราคาแพงๆ ทั้งนั้นเลย ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ไม่รู้จะใช้ตัวไหนที่ถูก ราคาถูกแล้วดีจริงหรือ วันนี้เราก็มี 10 บลัชออนที่ราคาน่าคบหา ซึ่งรับรองได้ว่าถูกอกถูกใจสาวๆ แน่นอน แต่ว่าจะไปอะไรบ้างไปดูกัน

1. ESSENCE SILKY TOUCH BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

มาตัวแรกก็โดนเลย เพราะบลัชออนตัวนี้มีคุณภาพดี ราคาถูก Essence Silky Touch Blush ตัวนี้ก็เป็นตัวเดียวกับที่บล็อกเกอร์หลายคนได้ยืนยันมาแล้วว่าดีจริง ซึ่งก็สามารถไปวัดระดับกับบลัชออนราคาแพงได้สบายๆ ด้วยเนื้อบลัชที่มีความเรียบเนียน สีสามารถติดทนได้นาน แถมสียังสวยทุกสีอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 190 บาท

2. NYX POWDER BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

นี่เป็นบลัชออนคุณภาพระดับไฮเอนด์ เพราะบลัชออนของ NYX มีความสามารถในการที่จะทำให้สีสวยติดทนได้นานสุดๆ แถมยังมีความหลากหลายของโทนสีให้เลือกได้อย่างจุใจอีกด้วย และเนื้อบลัชก็มีประกายวาวๆ สำหรับเพิ่มความสวยงามอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 200-300 บาท

3. SLEEK BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

ถ้ากำลังหาบลัชออนที่เนื้อสีดี ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะสำหรับ Sleek Blush เป็นบลัชออนที่มีสีที่สวยชัดทุกเฉดสี ปาดผิวทีเดียวสีก็ติดทนแล้ว แถมมีให้เลือกทั้งแบบเนื้อแมตต์และแบบเนื้อชิมเมอร์ ราคาอยู่ที่ 320 บาทเท่านั้น

4. GABRIELLA SALVETE FIORELLO ROUGE

เครื่องสําอางที่ควรมี

แบรนด์นี้อาจจะไม่คุ้นกับใครหลายๆ คน เพราะแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่มาจากอิตาลี แต่ก็ยังมีขายในไทย ซึ่งก็มีคุณภาพที่ดีมาก เพราะเนื้อสีของตัวบลัชออนตัวนี้ มีความเนียนและนุ่มมากก เกลี่ยไปบนผิวได้ง่ายสุดๆ โดยตัวนี้มีให้เลือกทั้งเนื้อชิมเมอร์และเนื้อแมตต์ ราคาอยู่ที่ 390 บาท

5. MAYBELLINE CHEEKY GLOW

เครื่องสําอางที่ควรมี

นี่เป็นแบรนด์หนึ่งที่สามารถครองใจสาวไทยไปได้มาก สำหรับ Maybelline Cheeky Glow เพราะมีราคาที่ย่อมเยาสุดๆ แค่ 179 บาทเท่านั้น แต่คุณภาพก็สามารถทำได้ดีเกินราคา เพราะมีเนื้อสีที่ติดทนนาน แถมตัวแพ็กเกจก็สามารถพกพาได้ง่าย มีขนาดเล็กน่ารัก

6. WET N WILD COLOR ICON BLUSHER

เครื่องสําอางที่ควรมี

นอกจากลิปสติกของแบรนด์นี้จะเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ แล้ว ตัวบลัชออนของแบรนด์นี้ก็ยังติดอันดับ TOP 10 บลัชออนที่มีราคาถูกและคุณภาพดีอีกด้วย ซึ่งมีเนื้อสีที่เนียนนุ่ม ติดทนได้นาน ชิมเมอร์ไม่อลังการเกินไป จึงทำให้ตัวบลัชออนของแบรนด์นี้สามารถเข้าไปครองใจสาวๆ ได้เยอะมาก แถมยังมากับราคาที่ถูกแสนถูก เพียง 199 บาทเท่านั้น

7. CATRICE DEFINING DUO BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

ใครกำลังมองหาบลัชออนที่สามารถเป็นไฮไลต์ในตัวได้ด้วย ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะในตลับบลัชออนตัวนี้มีสีมาให้เลือกถึง 2 สี ซึ่งเนื้อสีตัวนี้จะมีชิมเมอร์ที่มีความละเอียด ซึ่งเมื่อปัดแล้วจะช่วยทำให้หน้าดูเหมือนปัดไฮไลต์ได้เลยราคาอยู่ที่ 190 บาท

8. ESSENCE MOSAIC BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

นี่เป็นอีกหนึ่งบลัชออนที่สาวๆ ไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากตัวนี้จะเป็นบลัชออน ที่มีลวดลายโมเสก ซึ่งดูเก๋ไก๋แล้ว ในตลับบลัชออนยังมีสีสวยให้เลือกถึง 3 สีด้วยกัน และเวลาปัดวนก็สามารถทำให้สีเปล่งออกมาได้สวยขึ้น แถมสียังชัดและติดทนได้นาน เมื่อปัดแล้วก็จะทำให้แก้มดูสวยสุขภาพดีมากๆ ซึ่งราคาก็อยู่ที่ 165 บาท

9. IN2IT SHEER SHIMMER BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

สาวๆ คนไหนที่ชื่นชอบความวิ้งของผิว ชอบชิมเมอร์ที่จัดจ้าน ต้องไม่พลาดกับบลัชออนตัวนี้เลย เพราะมีราคาเพียงแค่ 159 บาทเท่านั้น แต่เจ้าบลัชออนตัวนี้ก็จะไม่เหมาะกับสาวหน้ามันสักเท่าไหร่ เพราะจะไปทำให้หน้าที่มันดูมันขึ้นไปอีก แต่ถ้าใครที่มีผิวหน้าที่ไม่มัน ตัวนี้ก็ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว

10. E.L.F. HD BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

ใครที่ชอบใช้ครีมบลัชหรือบลัชออนในรูปแบบของเนื้อครีมน้ำ ซึ่งแบรนด์ที่สามารถทำสีได้ติดทนนานละก็คงไม่พ้นแบรนด์ e.l.f. HD Blush นี้แน่นอน โดยตัวบลัชออนเป็นแบบขวดสามารถปั๊มได้ ใช้ได้ง่าย มีเฉดสีให้เลือกมากมาย ราคาอยู่ที่ 379 บาทถือว่า คุ้มค่าคุ้มราคามากๆ 

นอกจาก เครื่องสำอางที่ควรมี ติดกระเป๋าไว้เติมระหว่างวัน เพื่อเสริมความเป๊ะปังได้ในทุกสถานการณ์ แล้วการเลือกใช้เครื่องสำอางแต่งหน้าก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างพวกแป้งหรือรองพื้นที่ติดทนก็มีส่วนช่วยทำให้เครื่องสำอางบนใบหน้าอยู่ติดทนได้มากขึ้นเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรต้องเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิว และไม่ก่อนให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวด้วย


อ้างอิง

Blushes Perfect for a Rosy Glow : https://www.byrdie.com/best-blushes-4163638

https://vogue.co.th/beauty/type-of-makeup-powders

10 แบรนด์เครื่องสำอาง แบรนด์ดังที่คนไทยนิยมมากที่สุด

10 แบรนด์เครื่องสำอาง แบรนด์ดังที่คนไทยนิยมมากที่สุด

ไม่มีใครไม่รู้จักเครื่องสำอางกันแน่นอน เพราะปัจจุบันได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ใครจะรู้ล่ะว่ากว่าจะมาเป็นแบรนด์เครื่องสำอางสักแบรนด์ต้องผ่านอะไรมาบ้าง วันนี้จึงมี 10 แบรนด์เครื่องสำอาง แบรนด์ดังที่คนไทยนิยมมากที่สุด มาฝากกัน เชื่อได้เลยว่าสาวๆ ต้องมีเครื่องสำอางของแบรนด์เหล่านี้อย่างแน่นอน

1. L’OREAL

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่เป็น แบรนด์เครื่องสำอาง ยักษ์ใหญ่จากประเทศฝรั่งเศสแดนน้ำหอม โดยแบรนด์นี้ก่อตั้งเมื่อปี 1909 โดยนักเคมีที่ชื่อว่า ยูชีน ชูแลร์ และปัจจุบันลอรีอัล ถือว่าเป็นผู้นำของวงการเครื่องสำอาง อันดับหนึ่งของโลกเลยทีเดียว และลอรีอัลยังเป็นแบรนด์ที่ใครๆ หลายคนก็หลงรัก เพราะมีคุณภาพการผลิตที่ดี และมีราคาที่ไม่แพงมากนัก แถมลอรีอัลยังเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกมากถึง 23 แบรนด์ ปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 17,500 ล้านยูโร

2. AVON

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์นี้เกิดขึ้นในปี 1886 โดยนายเดวิด เฮช.แม็คคอนเนล ซึ่งเขาคนนี้ก็เคยเป็นเซลล์แมนมาก่อน แต่ด้วยความที่อยากจะก่อตั้งบริษัทเป็นของของตัวเอง จึงได้เริ่มขายน้ำหอม ที่ตัวเองได้ผลิตขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มมีหุ้นส่วนเป็นผู้จำหน่ายอิสระ ได้ลองการทำตลาดโดยการเคาะประตูไปทีละบ้าน ซึ่งนั่นก็นับว่าการขายตรงครั้งแรกของสินค้าเลยทีเดียว และหลังจากนั้นเอวอนก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้มีรายได้ที่มากถึง 300,000 ล้านบาท และตอนนี้ได้ครองยอดขายอันดับหนึ่งของโลกไปแล้ว โดยมีสาขากระจายเป็น 100 ประเทศ กระจายอยู่ทั่วโลก

3. LANCOME

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่ก็เป็นเครื่องสำอางแบรนด์ฝรั่งเศส ที่ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1953 โดยนายอาร์มองด์ เปอติฌอง ซึ่งเขาก็มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นในการเผยแพร่จิตวิญญาณ และเผยแพร่รสนิยมของคนฝรั่งเศสไปให้ทั่วโลกได้รับรู้ โดยปัจจุบันเครื่องสำอางของลังโคมก็เป็นผลิตภัณฑ์ชั้นสูงสำหรับผู้หญิงไปแล้ว แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ดูแลสำหรับผิวผู้ชายอีกด้วย โดยลังโคมได้วางจำหน่าย 135 ประเทศ กระจายทั่วโลก และตอนนี้ได้มีผู้นำความงามมากกว่า 130 คน ที่คอยช่วยถ่ายทอดความหมายของความของแบบฝรั่งเศส ซึ่งต่อมา Lancome ก็ได้เข้าไปอยู่ในเครือลูกของ L’oreal

4. CLINIQUE

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่ก็เป็น แบรนด์เครื่องสำอาง สัญชาติอเมริกัน โดยได้เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1968 โดย Estee Lauder และ Joseph Lauder ซึ่งก็ได้วางขายเฉพาะในร้านค้าระดับสูง โดยแบรนด์นี้ก็เป็นแบรนด์ที่อยู่ในเครือเดียวกัน กับบริษัทเครื่องสำอางแบรนด์ดังอย่าง Estee Lauder

5. M.A.C

แบรนด์เครื่องสำอาง

M.A.C ย่อมาจาก Make-up Arts Cosmetics หรือก็คือเครื่องสำอางสำหรับมืออาชีพ โดยได้ก่อตั้งขึ้นในโตรอนโต ประเทศแคนาดา ในปี 1984 โดยนายแฟรงค์ แองเจลโล และนายแฟรงค์ โทสคาน โดยปัจจุบันมีสาขามากถึง 1,000 สาขาทั่วโลก และมีรายได้มากกว่า 33 ล้านดอลลาร์ โดยเครื่องสำอาง M.A.C จะตอบสนองความต้องการของมืออาชีพได้เป็นอย่างดี และยังได้รับความนิยมอย่างมากายในวงการแฟชั่นอีกด้วย โดยภายหลังในปี 1996 บริษัท Estee Launder ก็ได้เข้ามาซื้อกิจการของ M.A.C

6. OLAY

แบรนด์เครื่องสำอาง

ในปี 1952 โอเลย์ได้ก่อตั้งบริษัทขึ้น และแน่นอนว่าปัจจุบันได้กลายมาเป็นผู้นำการตลาดด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าแทน พอนด์ส ไปแล้ว โดยโอเลย์ได้เริ่มขยายตลาดไปทั่วโลก และได้กำหนดกลุ่มลูกค้า ที่เป็นสาวอายุระหว่าง 24-30 ภายในสโลแกน Anti-Aging พร้อมยังได้ยกระดับการดูแลผิวแบบหรูหรามากๆ แต่มาในราคาที่ไม่แพงมา

7. ORIFLAME

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสัญชาติสวีเดน ที่ได้ออกตลาดเมื่อปี 1967 โดยโจนัส อาฟ จอร์นิค และ โรเบิรต์ อาฟ จอร์นิค และเพื่อนๆ ร่วมการทำงานที่ชื่อ เบงจ์ท เฮลสเตน โดยได้ร่วมกันสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามแบบธรรมชาตินี้ขึ้นมา

ซึ่งก็ได้เลือกสารสกัดที่มาจากธรรมชาติ จากพันธุ์พืชที่หายาก และของที่สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แบรนด์นี้ได้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

8. URBAN DECAY

แบรนด์เครื่องสำอาง

มากับแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติอเมริกัน ซึ่งก็อยู่ในเครือเดียวกันกับ L’oreal โดยได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 โดยแบรนด์นี้ได้วางตลาดเป้าหมายที่วัยรุ่นผู้หญิงซะเป็นส่วนใหญ่ และสินค้าที่ทำให้แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักมอย่างกว้างขวางเลยก็คือ พาเลตอายแชร์โดว์ ที่มีเม็ดสีที่แน่น ติดทนนาน และยังมีดินสอเขียนขอบตากันน้ำ ที่ติดทนนานได้มากถึง 24 ชั่วโมง

9. REVLON

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่เป็นเครื่องสำอางระดับไฮเอนด์ แต่มาในราคาสบายๆ จากอเมริกา โดยแบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1932 ซึ่งเจ้าของได้มีการคิดที่จะสร้างน้ำยาทาเล็บ โดยใช้เม็ดสีสังเคราะห์แทนสีปกติ โดยจะช่วยให้เม็ดสีที่ใช้มีขนาดใหญ่ขึ้น และยังได้ร่วมมือกับนักเคมี โดยพวกเขาทั้งหมดก็ได้สร้างน้ำยาทาเล็บที่ชื่อว่า เรฟลอน นอกจากนี้ก็ยังได้คิดค้นลิปสติกและเครื่องสำอางอีกมากมาย ในตอนแรกก็ขายในราคาที่สบายกระเป๋า แต่ถึงแบบนั้นก็ทำให้ตอนนี้มีรายได้มากกว่า 200 พันล้านดอลลาร์

10. MAYBELLINE

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์นี้เกิดขึ้นในปี 1915 โดยนักเคมี Tom Lyle Williams ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุแค่ 19 ปีเท่านั้น โดยเขาได้เริ่มต้นการทำตลาดจากการขายมาสคาร่า และแบรนด์นี้ก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่มีชื่อเสียงในเรื่องมาสคาร่ามากที่สุด ทั้งยังมีราคาที่ไม่แพงอีกด้วย และมีคุณภาพที่มากกว่าราคาเป็นร้อยเท่า และต่อมาในภายหลังปี 1996 แบรนด์นี้ก็ถูกซื้อโดย L’oreal ไปแล้ว


10 แบรนด์เครื่องสำอางเกาหลี เนรมิตความสวยแบบสาวเกาหลีกันได้

แบรนด์เครื่องสำอาง

10 แบรนด์เครื่องสำอางเกาหลี เนรมิตความสวยแบบสาวเกาหลีกันได้ สาวๆ หลายคนก็คงจะชอบประเทศเกาหลีกันแน่ และคงมีความฝันที่อยากจะไปเที่ยวเกาหลีกัน และแน่นอนว่าถ้าไปเกาหลีนอกจากจะสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้ว ยังจะต้องแวะร้านเครื่องสำอางที่เกาหลีแน่นอน และวันนี้เรามี 10 แบรนด์เครื่องสำอางสุดคูล มาให้สาวๆ ได้เลือกกันเลยว่าอยากใช้แบรนด์ไหน อย่ารอช้า มาดูกันเลย 

1. 3CE

แบรนด์เครื่องสำอาง

ในตอนนี้คงไม่มีเครื่องสำอางเกาหลีแบรนด์ไหน เป็นที่ยอดฮิตไปเกินกว่าแบรนด์นี้อีกแล้ว เพราะโด่งดังมากกับลิปสติกแบบดินสอหลากสีในกล่องให้เลือก โดยตัวกล่องมีสีดำสวย แถมเนื้อลิปยังนุ่มทำให้ทาได้ง่าย ถ้าได้ไปเกาหลีทั้งทีจะพลาดไม่ซื้อมาก็ยังไงๆ อยู่น้า และยังมีทั้งเสื้อผ้าและเมคอัพให้ช้อปครบเลย

2. LANEIGE

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์ที่มีสลีปปิ้งมาส์กตัวดัง บอกได้เลยว่าถ้าไปเยือนถึงแดนกิมจิแล้ว จะไม่หิ้วมานี่ถือว่าผิดเลยทีเดียว เพราะราคาที่นู่นถูกกว่าบ้านเรามากๆ แถมยังใช้ได้ดี และยังมีเครื่องสำอาง กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Water Bank, รองพื้น BB Cushion และลิปสติกทูโทน

3. ETUDE HOUSE

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์น่ารักๆ สีสันสดใสที่เป็นขวัญใจของหลาย ๆ คน เปิดตัวมาในปี 1995 อีทูดี้เฮ้าส์มีหลายผลิตภัณฑ์ให้เลือก อาทิ เมคอัพสำหรับดวงตา เมคอัพสำหรับริมฝีปาก เมคอัพสำหรับผิวหน้า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย และน้ำหอม เครื่องสำอางตัวดังก็คือ ดินสอเขียนคิ้วและอายไลเนอร์ถือเป็นตัวยอดฮิตที่ใครไปเกาหลีก็ต้องหิ้วมาฝากคนที่ไทยกับเสมอ เพราะราคาประมาณหลักร้อยบาทเท่านั้น แถมยังมีเฉดสีหลากหลายให้เลือกใช้

4. SULWHASOO

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่เป็นเครื่องสำอางที่ทาผิวได้ดีมากๆ ราวกับว่าเราเป็นสาวเกาหลีเลยทีเดียว แบรนด์ที่โดดเด่นเรื่องส่วนผสมธรรมชาติจากพืชสมุนไพรเกาหลีหรือโสมเกาหลี และเป็นที่นิยมอย่างมาก แถมเมื่อทาแล้วยังทำให้ใบหน้าดูชุ่มชื้น และทำให้ผิวหน้าสุขภาพดี และแน่นอนว่าราคาที่นู่นถูกกว่าบ้านเราด้วย 

5. Innisfree 

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์ดังจากเกาะเชจูที่สาวๆ จะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เปิดตัวขึ้นในปี 2000 จุดเด่นคือ เลือกใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติของเกาะเชจู อินนิสฟรีเป็นแบรนด์ที่ใช้ส่วนผสมที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานฝรั่งเศส ECOCERT ซึ่งก็ถือว่ามีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่จะใช้มาตรฐานระดับสูงในการผลิตเช่นนี้ โดยเฉพาะเซรั่มขวดเขียวตัวดัง

6. NATURE REPUBLIC

แบรนด์เครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับความสวยงาม เจลว่านหางจระเข้สุดฮิต เจลสารพัดประโยชน์ และนี่ยังเปรียบเหมือนของฝากประจำเกาหลีที่ใครไปก็ต้องหิ้วกลับมากันทุกครั้ง เพราะกระปุกหนึ่งใช้งานได้นานเป็นเดือนๆ แถมยังบำรุงได้ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอีกด้วย ซึ่งราคาที่เกาหลีก็ถือว่าถูกมากๆ โดยอยู่ที่กระปุก 90 บาทเท่านั้น

7. Mamonde 

แบรนด์เครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากสารสกัดของดอกไม้ที่ช่วยดูแลผิวอย่างอ่อนโยน เปิดตัวขึ้นในปี 1991 โดดเด่นทั้งเครื่องสำอางและสกินแคร์สุดฮิตช่วยบำรุงดูแลผิวหน้าให้สวยใสแบบสาวเกาหลีแท้ๆ แถมยังคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติเพื่อดูแลผิวของคุณ รับรองว่าใช้ดีมากจริงๆ

8. Jung Saem Mool

แบรนด์เครื่องสำอาง

จองแซมมุล มาจากชื่อเจ้าของแบรนด์ ที่เป็นช่างแต่งหน้ามืออาชีพมาร่วม 30 ปี จนมาสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้ก็ดีงามหมดทุกตัว ยิ่งคุชชั่นตัวดังยิ่งเป็นที่ฮอตฮิตอย่างมาก เพราะปกปิดผิวดี แต่เบาบางและไม่ทำให้ผิวหนาหรือเป็นคราบ ราคาที่ไทยค่อนข้างแพง ทำให้สาวไทยถึงกับต้องไปเยือนแดนกิมจิเพื่อที่จะซื้อเจ้าตัวกันเลยทีเดียว

9. Banila Co. 

แบรนด์เครื่องสำอาง

เครื่องสำอางแนวสดใสเหมาะกับวัยมัธยมแต่คนโตๆ ก็ใช้ได้นะ ผลิตภัณฑ์หลักของแบรนด์จะเน้นพวกเบสครีม บีบี ซีซีครีม ซึ่งสารสกัดส่วนมากที่ใช้จะเป็นมิตรต่อผิว เช่น ชาเขียว สมุนไพร ที่ช่วยแก้ไขปัญหาจุดด่างดำ รอยสิว ริ้วรอย และทำให้ผิวชุ่มชื้น

10. Moonshot

แบรนด์เครื่องสำอาง

ใครที่ไปเกาหลี แต่ไม่ไปร้านนี้ไม่ได้นะ เครื่องสำอางตัวเด็ด ประเภทลิปสติกและอายชาโดว์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีเอิร์ธโทนที่สามารถใช้ได้ทุกวัน แถมเนื้อแน่น สีชัด เกลี่ยก็ง่าย นอกจากนี้ลิปสติกก็ดีไม่แพ้กัน สีสวย แพ็กเกจมินิมอล ควรค่าแก่การซื้อใช้แน่นอน


10 แบรนด์เครื่องสำอางญี่ปุ่น แนะนำแบรนด์สุดฮิตจากแดนปลาดิบ

แบรนด์เครื่องสำอาง

ใครที่ชอบไปเที่ยวญี่ปุ่นก็คงไม่พลาดที่จะซื้อของฝากติดมือกลับมาแน่นอน และหนึ่งในนั้นก็คงหนีไม่พ้น เครื่องสำอางแน่นอน และวันนี้เรามี แนะนำเครื่องสำอาง 10 แบรนด์เครื่องสำอางญี่ปุ่น สุดอิต ที่ผู้ไปเยือนต้องซื้อกลับมาฝากคนที่บ้านกันให้พรึ่บ จะมีแบรนด์อะไรบ้าง ไปดูกัน 

1. CANMAKE

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์นี้น่าจะเป็นที่รู้จักในไทยเป็นอย่างดี เพราะมีราคาที่ไม่แพงมาก แต่ที่น่าหิ้วกลับมาไทย นั่นก็เพราะว่าราคาที่ไทยและที่ญี่ปุ่น มันแตกต่างกันมาก และแพ็กเกจของ CANMAKE ก็ดูจะน่าซื้อไปเสียทุกอย่าง ส่วนไอเทมเด็ดที่อยากจะแนะนำของแบรนด์นี้เลยก็คือ Lasting Multi Eyebase WP ซึ่งสามารถทำให้อายแชร์โดว์และไอไลเนอร์ติดทนได้นานขึ้น

2. MUJI

แบรนด์เครื่องสำอาง

นอกจากมูจิจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้าแล้ว ยังเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่ดีอีกด้วย เรียกได้ว่ามีขายอยู่เยอะมาก ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่เครื่องสำอางเพียงอย่างเดียว ยังมีอุปกรณ์ใช้งานกันอีกมากมาย ใครที่ไปญี่ปุ่นก็อย่าลืมไปช้อปที่ร้านนี้ล่ะ

3. SHU Uemura

แบรนด์เครื่องสำอาง

Shu Uemura สินค้ายอดฮิตก็คือที่ดัดขนตา ที่ทุกนิตยสารและบิวตี้กูรูทั่วโลกต่างยกให้เป็นอุปกรณ์แต่งหน้าที่ทุกคนต้องมี แต่นอกจากที่ดัดขนตาแล้ว ทางแบรนด์ยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอีกมากมาย รวมไปถึงไลน์สกินแคร์ต่างๆ อีกด้วย

4. CEZANNE

แบรนด์เครื่องสำอาง

ในญี่ปุ่น เครื่องสำอางแบรนด์นี้ได้รับความนิยมหญิงสาวทั้งประเทศ และไอเทมเด็ดที่สาวชาวไทยเคยฮิตกันก็คือ CEZANNE UV Foundation EX Plus Powder SPF23 PA++ ซึ่งเป็นแป้งพับที่ผสมไปด้วยรองพื้นเนื้อบางเบา ถ้าเปรียบเทียบราคากันแล้ว ที่ญี่ปุ่นถูกกว่าแน่นอน 

5. Shiseido

แบรนด์เครื่องสำอาง

ในไทยส่วนใหญ่จะขายอยู่ในเคาน์เตอร์เครื่องสำอางไม่กี่ห้าง ซึ่งก็เรียกว่าหายากอยู่ แต่ในญี่ปุ่นจะหาเจอได้ง่ายๆ ตามร้านขายเครื่องสำอางทั่วไปเลยทีเดียว ผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ Shiseido ไว้ใจได้เลยว่าใช้ดี และคุณภาพสมราคา มีสกินแคร์ให้เลือกมากมาย เช่น ครีมบำรุง ครีมกันแดด เป็นต้น และแน่นอนว่าราคาถูกกว่าไทยแน่นอน

6. KATE

แบรนด์เครื่องสำอาง

ในประเทศไทย แบรนด์นี้สามารถหาซื้อได้ตามวัตสัน โดยแบรนด์นี้ค่อนข้างจะโด่งดังมากในส่วนของพาเลตคิ้ว เพราะมีความทนทาน และใช้งานได้ดี โดยในญี่ปุ่นเราสามารถหาซื้อได้ตามร้านเครื่องสำอางทั่วไป

7. Biore

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์สกินแคร์ที่คุ้นเคย ไลน์สกินแคร์และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ครีมกันแดด คลีนซิ่ง แผ่นแปะสิวเสี้ยน โฟมล้างหน้า เป็นต้น ด้วยราคาที่ไม่แพงและหาได้ตามร้านเครื่องสำอางทั่วไปเช่นกัน

8. MAJOLICA MAJORCA

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์นี้ก็เป็นแบรนด์ที่มีวางขายในร้านในไทยอยู่มาก เพราะเป็นเครื่องสำอางที่โดดเด่นในส่วนของมาสคาร่าปัดเด้ง แต่ก็ค่อนข้างล้างออกยากนิดนึง ส่วนตัวอายไลน์เนอร์นั้นก็เป็นที่นิยมเช่นกัน สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องสำอางทั่วญี่ปุ่น

9. Isehan Heroine Make

แบรนด์เครื่องสำอาง

พูดชื่อแบรนด์หลายคนอาจจะงง แต่ถ้าพูดถึงเครื่องสำอางมาสคาร่าและอายไลน์เนอร์ที่เป็นรูปการ์ตูนเจ้าหญิงตาหวานบนแพ็กเกจจิ้ง หลายคนต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน สินค้าตัวดังที่เหล่าบิวตี้กูรูต้องยกนิ้วให้ และเคยได้รางวัลแนะนำมาแล้ว คุณภาพของเขาดีจริงๆ

10. HADA LABO

แบรนด์เครื่องสำอาง

มาดูที่สกินแคร์บำรุงผิวกันบ้าง แน่นอนว่าแบรนด์นี้ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงในไทยมาก เพราะมีส่วนช่วยในเรื่องของการบำรุงผิวให้ดูนุ่ม เด้ง ซึ่งเวลาใครที่ไปญี่ปุ่น ก็คงจะหิ้วน้ำตบของแบรนด์นี้มาฝากกันแน่นอน และยิ่งตอนนี้มีแบบเป็นถุงเติมประหยัด ซึ่งก็ทำให้ประหยัดเงินได้มากพอสมควร  โดยราคาที่ไทยแพงกว่าที่ญี่ปุ่นเท่าตัว ทำให้มีแต่คนนิยมไปซื้อที่ญี่ปุ่น และยังสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปในญี่ปุ่น

ถ้าใครกำลังมีแพลนไปต่างประเทศ แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อแบรนด์ไหน ยี่ห้ออะไร หรือตัวไหนดี ก็อย่าลืม แบรนด์เครื่องสำอาง ที่เรานำมาแนะนำกันได้ แล้วจดลิสต์กันให้ดีว่าจะหิ้วอะไรกลับมาฝากหรือหิ้วอะไรมาใช้เองบ้าง เพราะสินค้าบางอย่างนอกจากจะราคาถูกกว่าซื้อที่ไทย บางผลิตภัณฑ์อาจจะไม่สามารถหาซื้อได้ในไทยอีกด้วย


อ้างอิง

https://vogue.co.th/beauty/make-up-korean-cosmetic-brand

https://www.japankakkoii.com/japan-shopping/15-japanese-cosme-brand/

ครีมสำหรับคนหน้ามัน ครีมบำรุงผิวหน้าและรองพื้นที่อยากแนะนำ

5 ครีมสำหรับคนหน้ามัน ครีมบำรุงผิวหน้าที่อยากแนะนำ

สำหรับคนที่ผิวมัน ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากสำหรับการบำรุงผิว และการเลือกครีมทาหน้า เพราะว่าคนที่ผิวหน้ามันนั้นจะเกิดสิวได้ง่าย และหากว่าเลือกครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมัน รับรองว่าผิวจะแย่กว่าเดิม และเกิดสิวมากมายแน่นอน วันนี้เราเลยอยากจะมาแนะนำ ครีมสำหรับคนหน้ามัน 5 ตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนไทย เพื่อให้ได้เลือกใช้ครีมทาหน้าได้ตรงกับสภาพผิวมากที่สุด

1. LA ROCHE-POSAY EFFACLAR MAT

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

ครีมที่ผสมมอยส์เจอไรเซอร์ ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อคนที่มีผิวมันโดยเฉพาะ ด้วยเนื้อครีมที่บางเบา ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซึมเข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผิวหน้าเริ่มมันน้อยลง และยกกระชับรูขุมขนให้ดูเล็กลง นอกจากนี้ยังช่วยดูแลเรื่องปัญหาสิวอีกด้วย ราคาโดยประมาณที่ 950 บาท แต่ถือว่าคุ้มค่า ใช้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

2. GARNIER PURE ACTIVE ANTI-ACNE WHITE ACNE-CARE WHITENING CREAM

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวหน้ามัน หมองคล้ำ และเกิดสิวได้ง่าย เราขอเสนออีกหนึ่งตัวเลือกที่มีเนื้อครีมซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ทำให้ไม่เกิดปัญหาอุดตันตามรูขุมขนจนเกิดสิว ท่านจะสามารถสังเกตได้ชัดเจนว่า ผิวหน้ามีความมันน้อยลง ในส่วนของราคาก็ถือว่าดีงาม นั่นก็เพราะว่าราคาเพียง 120-230 เท่านั้นเอง

3. PAN DERMACARE CLARIFYING SHINE CONTROL

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

ครีมยอดนิยมที่หลายคนน่าจะเคยได้ลองใช้ เพราะ Pan เป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่ราคาไม่แพง เหมาะกับวัยนักเรียนนักศึกษา หลายผลิตภัณฑ์ก็ใช้ได้ผลน่าประทับใจจริงๆ และผลิตภัณฑ์ตัวนี้เองก็ช่วยสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องผิวมันได้อย่างมาก เพราะว่าจะควบคุมความมันได้ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องซับหน้ากันอีกเลย และราคาก็ไม่แพงอีกด้วย สนนราคาที่ 550 บาทเท่านั้นเอง

4. YVES ROCHER SEBO VEGETAL MATIFYING GEL CREAM

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

ด้วยเนื้อครีมที่บางเบา เพราะว่าเป็นเนื้อเจลที่สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้เร็วมาก และช่วยในการแต่งหน้าให้เครื่องสำอางติดทนนาน และยังช่วยควบคุมความมันได้นาน ใครที่ไม่มีเวลาระหว่างวันในการดูแลผิวหน้าบ่อยครั้ง ตัวนี้รับรองว่าช่วยได้มากมายอย่างแน่นอน ราคาก็เบาๆ สบายกระเป๋าแค่ 490 บาทเท่านั้น

5. SKINFOOD PEACH SAKE PORE SERUM

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

ครีมสำหรับคนหน้ามัน เนื้อเซรั่มที่สร้างเพื่อคนผิวมัน ให้เนื้อครีมบางเบา ซึมไว เอาอยู่เรื่องปัญหาสิว และผิวมัน นอกจากนี้ยังช่วยให้รูขุมขนดูเล็กลง คุณสมบัติมากมาย ใครๆ ก็นิยม และราคาก็ไม่แพงอีกด้วยประมาณ 300-400 บาทเท่านั้นเอง 

หมดปัญหากันแล้วสำหรับการเลือกครีมบำรุงผิวหน้า สำหรับผู้ที่มีสภาพผิวมัน กับ 5 ตัวเลือกยอดนิยม ครีมสำหรับคนหน้ามัน ที่จะช่วยยกระดับอัปเกรดผิวให้ความมันถูกขจัดหาย และหน้าใสได้ตลอดวัน


รองพื้นคุมมัน 7 ยี่ห้อขั้นเทพ ถูกและดี ยังมีอยู่ในโลก

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

จุดเริ่มต้นของความสวยใส เปลี่ยนสาวหน้าสดให้เกิดความมั่น หน้าปัง ไปไหนก็มั่น ไปไหนก็เชิด สวยไม่สนใจใคร ตัวแม่ได้ทุกสถานการณ์ แต่รองพื้นระดับเทพที่ขึ้นชื่อว่าของดีมันก็ต้องมีราคาที่แพงจนน้ำตาตก แบบนี้สำหรับสาย SAVE จะต้องทำยังไง วันนี้เราเลยอยากจะมาแนะนำ รองพื้นคุมมัน 7 ยี่ห้อขั้นเทพ ถูกและดี ยังมีอยู่ในโลก  

1. REVLON COLORSTAY ราคา 550 บาท

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

เจ้าของตำนานรองพื้นฝาดำอย่าง Revlon Colorstay แน่นอนว่าจะต้องติดอันดับของเราอยู่แล้วด้วยราคาเบาๆ ที่ 550 บาทเท่านั้น มาพร้อมกับรองพื้นฝาดำเข้ม ใช้กันทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะว่าติดทนนานมาก ไม่ว่าจะโดนน้ำ เหงื่อ แดด ลม ฝน Revlon Colorstay เอาอยู่ ยิ่งเหล่านักศึกษาที่ต้องรับปริญญา บอกเลยว่าใช้กันทุกคน เพราะอยู่ทน อยู่นานตลอดทั้งวัน บิวตี้บล็อกเกอร์ ใช้กันเป็นประจำ รีวิวเพียบ แนะนำว่าใครจะใช้ขอให้เกลี่ยบางๆ ก็พอนะ เพราะว่าเนื้อค่อนข้างหนา 

2. ESSENCE STAY ALL DAY 16 H LONG-LASTING MAKE-UP ราคา 250 บาท

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

ด้วยการการันตีว่าติดทนนานยาว 16 ชั่วโมง บิวตี้บล็อกเกอร์หลายคนจึงแนะนำตัวนี้ Essence Stay All Day 16 h Long-Lasting Make-up คุมมันยาวนาน ไม่ต้องกลัวแม้ว่าจะต้องพบปะผู้คนตลอดทั้งวัน ช่วยความคุมความมัน ปกปิดทุกริ้วรอยอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างชิลๆ ไม่หนักหน้า ราคาก็เบาเหลือเกิน เพียงแค่ 250 เท่านั้นเอง 

3. KMA WATER RESIST LIQUID FOUNDATION (OIL FREE) ราคา 390 บาท

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

อีกตัวที่อยากแนะนำ รองพื้นยอดนิยมขวัญใจบิวตี้บล็อกเกอร์ KMA water resist liquid foundation เนื้อครีมแห้งเร็ว ไวเวอร์ คุมความมันแบบเอาอยู่ของจริง ไม่ได้โม้ เนื้อครีมบางเบา ไม่เหนียว ไม่โบ๊ะ หน้าไม่เยิ้มระหว่างวัน ปกปิดดีมาก ราคาก็เบาๆ 390 บาท เท่านั้น 

4. MAYBELLINE DREAM SATIN SKIN SPF24 PA++ ราคา 449 บาท

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

ไม่ถึง 450 ราคากลางๆ แต่คุณภาพอันแน่นกับรองพื้น Maybelline dream satin skin SPF24 pa++ จากเมย์เบลลีน เนื้อละเอียดละมุมมาก เรื่องจริง เกลี่ยง่าย เรียบเนียนกริบ ปกปิดได้ทุกอย่าง ริ้วรอย จุดด่างดำ รอยหมองคล้ำ คุณภาพสูงมาก พร้อมกันแดดด้วย SPF24 pa++ กันแดดอย่างเพอร์เฟกต์ และยังบำรุงผิวให้ชุ่มชื่นด้วยเซรั่ม ที่สำคัญเหมาะกับสาวไทยทุกสีผิว และมีหลายเฉดสีให้เลือกเยอะมากๆ รับรองว่าโดนใจแน่นอน แนะนำจากใจเลยตัวนี้ 

5. L’OREAL TRUE MATCH LIQUID FOUNDATION ราคา 339 บาท

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

รองพื้นเบาๆ ไม่หนักหน้า ใครที่ชอบแนวใสๆ เนื้อบางๆ ต้องตัวนี้ L’Oreal True Match Liquid Foundation ไม่วอก ไม่หนา มอบความชุ่มชื้น ขนาดว่ารู้สึกร้อนยังสามารถฉีดสเปร์ยบำรุงหน้าระหว่างวันได้

รองพื้นก็ไม่หายไปไหน ไม่ทิ้งคราบ แถมยังมี SPF กันแดดได้นิดหน่อย คุมมันได้แต่ไม่เยอะมาก เพราะว่าเน้นที่การแต่งบางๆ แบบใสๆ มากกว่า แบบที่ไม่ต้องออกกิจกรรมกลางแจ้งมากนัก เรื่องชื่อเสียงไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว ราคาก็เบาๆ 339 บาท เท่านั้น  

6. BOURJOIS HEALTHY MIX FOUNDATION ราคา 525 บาท

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

สวยๆ งามๆ กับรองพื้น Bourjois Healthy Mix Foundation สัญชาติฝรั่งเศส ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ งามๆ อย่างมีคุณค่าแบบออริจินัล เนเชอรัล ทั้งแอปริคอท เมลอน แอปเปิ้ล รวมอะไรมากมายได้อีกเยอะ

นอกจากจะช่วยปกปิดสภาพผิวที่ผ่านสงครามาอย่างโชกโชนได้แล้ว ยังบำรุงผิวกระจ่างใส คืนความอ่อนเยาว์ พร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่น บอกเลยว่าดีต่อใจมากมาย แต่ราคาจะอัปขึ้นมาสักหน่อย 525 บาท  

7. CATRICE ALL MATT PLUS SHINE CONTROL MAKE UP ราคา 379 บาท

ครีมสำหรับคนหน้ามัน

แบรนด์นอกจากเยอรมนี เลอค่ากับ Catrice All Matt Plus Shine Control Make Up สูตรไม่มีน้ำมัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นรองพื้นที่เนื้อเบามาก มากจริงๆ ไม่เชื่อต้องลองเอง ปกปิดได้ดี แต่ที่เด่นคือเรื่องความคุมความมันบนใบหน้า อันนี้ให้ 5 ดาว ตัวนี้สำหรับคนที่มีสภาวะผิวไม่มีร่องรอยมากเกินไป จะเหมาะมากราคาก็อยู่ที่ 379 บาท 

นี่ก็เป็น รองพื้นคุมมัน 7 ยี่ห้อขั้นเทพ ถูกและดี ที่นำมาแนะนำกัน ใครถูกใจตัวไหน แบรนด์ไหนก็ไปลองหาซื้อมาใช้กันได้เลย


อ้างอิง

https://aquaplus.co.th/หน้ามันใช้อะไรดี/

https://www.top10.in.th/ความงาม/รองพื้น-ยี่ห้อไหนดี/

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด และการเลือกใช้กันแดดให้เหมาะกับแต่ละวัย

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด และการเลือกใช้กันแดดให้เหมาะกับแต่ละวัย

มีหลายวิธีในการปกป้องผิวจากแสงแดดที่เป็นอันตราย ครีมกันแดด ก็เป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันมะเร็งผิวหนังที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผลิตภัณฑ์กันแดดจะทำงานโดยการดูดซับหรือสะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ออกจากผิวของคุณ ดังนั้นเมื่อเลือกซื้อ ครีมกันแดด อย่าลืมเลือกที่มีค่า UVA/UVB จะช่วยบล็อกรังสียูวีได้มากกว่าและให้การปกป้องที่ยาวนานกว่า ซึ่งวันนี้จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด และการเลือกใช้กันแดดให้เหมาะกับแต่ละวัย

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ที่มีขายในท้องตลาด จะมีรูปแบบการผลิตที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีข้อดีและมีข้อเสียต่างกันออกไป โดยวันนี้จะมายกตัวอย่าง 3 รูปแบบ ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ที่คนนิยมใช้ และออกขายกัน ดังนี้

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

1. รูปแบบอิมัลชัน ซึ่งก็เป็นแบบที่เราเห็นกันอยู่ประจำ เช่น ครีม โลชั่น โดยรูปแบบนี้เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะมีความหนืดที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราสามารถเลือกซื้อได้ ข้อดีของรูปแบบนี้คือ สามารถกระจายตัวบนผิวหนังได้ดี สามารถเคลือบและยึดติดผิวได้ดีมาก แต่ข้อเสียของรูปแบบนี้คือ รูปแบบอิมัลชันจะทำให้เกิดความรู้สึกเหนอะหนะได้มากกว่ารูปแบบอื่น แต่ในปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบอิมัลชัน ซึ่งจะที่มีความเหนอะหนะน้อย ก็จะมีวางจำหน่ายในท้องตลาดเช่นกัน

2. รูปแบบเจล รูปแบบนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เห็นได้ชัดในส่วนของเนื้อเจล เพราะมีความใส บางเบา ทำให้น่าใช้ แต่ข้อด้อยที่เห็นได้ชัดคือคือ มีราคาแพง และชั้นเจลสามารถละลายออกไปกับน้ำหรือเหงื่อได้ง่าย ทำให้สูญเสียประสิทธิภาพการทำงานในการกันแดดได้

3. รูปแบบแอโรซอล รูปแบบนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาในรูปของการฉีดพ่นหรือแบบสเปรย์ มีข้อดีคือ สามารถฉีดเป็นวงกว้างได้ แต่ชั้นที่ป้องกันจะไม่เท่ากัน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานในการปกป้องผิวจากรังสี UV ลดลง

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

วิธีเลือกครีมกันแดด เห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดในปัจจุบัน ที่วางขายในท้องตลาด จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในด้านความสามารถการป้องกันรังสี UV และในด้านรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ดังนั้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดจึงขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้

1. ความสามารถในการป้องกันรังสี UV

การเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันอันตรายจากแสงแดด โดยเน้นไปที่รักษาผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่มีทั้งค่า SPF และ PFA เพราะถ้ามีทั้งคู่จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UV-B และ UV-A

2 รูปแบบของผลิตภัณฑ์

เลือกรูปแบบให้เข้ากับผิวของเรา เช่น ไม่ควรเลือกแบบครีมหรือแบบโลชั่นถ้าเป็นคนผิวมัน เพราะจะทำให้อุดตันง่าย และให้ดูที่ประเภทผิวของเราด้วยว่าเข้ากับครีมได้หรือไม่ เพราะครีมบางชนิดก็ใช้แล้วทำให้ผิวแพ้ได้อีก [นอกจากผลิตภัณฑ์กันแดดแบบทาแล้ว ยังมีอาหารเสริมกันแดด ที่เป็นตัวช่วยให้ผิวป้องกันแสงแดดระหว่างวันได้เป็นอย่างดี]

3. ดูอายุ

ไม่ควรใช้ครีมกันแดดกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี เพราะผิวของเด็กยังไม่เหมาะกับการรับสารเคมี ควรเลือกใช้กับเด็กที่มีอายุมากกว่า 6 ปี หรือเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์กันแดด ของเด็กแทน  และที่สำคัญควรดูที่ SPF ด้วยว่าเหมาะกับช่วงอายุหรือไม่

4. กิจกรรมที่ทำ

การเลือกครีมกันแดดควรดูที่กิจกรรมการทำงานด้วย เพราะบางคนก็ออกแดดมาก บางโดนแดดแค่บางช่วง ดังนั้นการเลือกใช้ค่า SPF ที่เหมาะสมควรดูที่กิจกรรมที่ทำด้วย


10 ครีมกันแดดสูตรเย็น ที่ใช้แล้วดี และเย็นสดชื่นไปตลอดทั้งวัน

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

ด้วยความที่เมืองไทยคือเมืองร้อน ที่เหมือนจะดูดพระอาทิตย์มาให้ได้ทั้งวัน ซึ่งนอกจากแสงแดดจะให้ความร้อนเป็นของขวัญแล้ว แสงแดดยังมอบความดำให้เราอีกด้วย ทำให้วันนี้ เรามี 10 ครีมกันแดดสูตรเย็น ที่ใช้แล้วดี และรับรองว่านอกจากจะไม่ดำแล้ว ยังเย็นสดชื่นไปตลอดทั้งวันอีกด้วย  

1. NIVEA SUN PROTECT & REFRESH INVISIBLE COOLING MIST SPF50

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

มากับสเปรย์ตัวบางเบา ที่สามารถกันแดดได้อีกด้วย เพียงแค่ฉีดลงไปบนผิวหนัง ก็สามารถเดินออกไปที่แดดได้ทันที แน่นอนว่าสเปรย์ตัวนี้จะให้ความสดชื่นกับผู้ใช้แน่นอน เพราะมีส่วนผสมหลักเป็นเมนทอล ตัวนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวที่ไม่มีคราบเกาะติดที่ผิว ที่สำคัญเลยคือยังสามารถกันน้ำได้อีกด้วย

2. SUNPLAY WATERY COOL SPF 65 PA+++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

นี่เป็นครีมสูตรบางเบาที่สามารถใช้งานได้ทันทีไม่เกิดอาการเหนียวเหนอะหนะ และยังมีกลิ่นหอมที่มาจากเมนทอลอีกด้วย โดยมีคุณสมบัติคือ ไม่ทำให้ผิวแห้งเสีย เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้ง เพราะสามารถให้ความชุ่มชื้นได้ดีมากๆ และยังกันน้ำได้ด้วย

3. BANANA BOAT SPORT COOLZONE SUNSCREEN LOTION SPF50 PA++++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

สเปรย์กันแดดสูตรเย็น สำหรับผิวกาย ออกแบบมาเพื่อผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬากลางแจ้ง ช่วยปกป้องผิวจากการเผาไหม้ของแสงแดดได้ถึง 50 เท่า พร้อมป้องกันทั้งรังสี UVA&UVB ปกป้องผิวด้วยเทคโนโลยี AvoTriplex ที่สามารถป้องกันรังสีได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว พร้อมสารสกัดจากว่านหางจระเข้ที่จะมอบความเย็นสดชื่นสู่ผิว

4. ISA KNOX COOLING SUN SPRAY

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

นี่เป็นสเปรย์สูตรเย็นที่อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ โดยสเปรย์ตัวนี้มีจุดเด่นคือ เนื้อสเปรย์ที่บางเบา ไม่ทำให้เกิดการเหนอะหนะที่ผิว สามารถกันน้ำ กันเหงื่อได้ดีมากทีเดียว และสามารถกันแดดได้อีกด้วย โดยตัวนี้จะให้ความเย็นในระดับที่เย็นสุดๆ แถมเรายังจะฉีดตอนไหนก็ได้ด้วยเช่นกัน

5. BIO WATER POWER PROTECT COOLING SUNSCREEN SPF 30 PA++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

สโลแกน ทาปุ๊บเย็นปั๊บ ต้องมอบให้กับครีมตัวนี้เลยทีเดียวกับครีมกันแดดตัวนี้ที่ให้ความชุ่มชื้น และความเย็นสุดคูลอีกด้วย นอกจากจะเย็นถึงใจแล้ว ยังไม่ทำให้ผิวเหนอะหนะ กลับกันก็ทำให้ผิวดูกระจ่างใส ชุ่มชื้น ไม่เยิ้ม เหมาะมากๆ กับสภาพอากาศเมืองไทย ที่จะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ไปทุกวัน

6. NEUTROGENA FRESH COOLING BODY MIST SUNBLOCK SPF 70

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

จะบอกว่าสเปรย์กันแดดสูตรเย็นตัวนี้ มีค่า SPF มากถึง 70!! ทำให้ไม่ต้องกังวลเลยว่าเราจะดำ ให้ไปโดนแดดบนดวงจันทร์ยังไม่ดำเลย โดยตัวนี้ก็ไม่มีคราบ ไม่มีความเหนียวหนืดให้ได้รำคาญใจกันแน่นอน เรียกว่าถูกใจสาวกกันแน่ๆ

7. Vaseline Healthy Bright Daily Sun Refreshing Serum SPF50+ PA++++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

เซรั่มกันแดดสูตรเย็น มี SPF50+ PA++++ ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA UVB และมลภาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผิวหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัย พร้อมสัมผัสบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ ให้ความเย็นสดชื่น สบายผิว เหมือนพึ่งอาบน้ำ พร้อมบำรุงผิวให้แลดูกระจ่างใส

8. Biore UV Aqua Rich Watery Essence Cool SPF50+ PA++++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

ครีมกันแดด Aqua Rich Cool สูตรใหม่ล่าสุดจาก Biore เป็นกันแดดสูตรใหม่เนื้อเดิมเพิ่มเติมคือความเย็น ทาแล้วรู้สึกเย็นๆ เนื้อเกลี่ยง่าย  ไม่เหนอะหนะผิว ช่วยลดอุณหภูมิผิว แถมยังมีบำรุงในตัว ป้องกันผิวแก่ก่อนวัย ที่สำคัญเนื้อบางเบามากสามารถทาทับเมคอัพได้เลย และยังกันน้ำกันเหงื่อได้

9. Smooto Hya C Bright Up Sunscreen

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

ครีมกันแดดโทนอัพ SPF50 PA+++ ที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ทั้งรังสี UVA และ UVB ผสานคุณค่าของไฮยาลูรอนิค แอซิด และมีวิตามินซี ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น ปรับสีผิวให้สว่างไบร์ทขึ้นหลังทา เนื้อครีมเป็นเนื้อเอสเซนส์ที่แตกตัวเป็นน้ำ และเป็นกันแดดสูตรเย็นที่ทาแล้วรู้สึกสบายผิว

10. Mistine Snow Frozen Whitening Sunscreen Body Lotion SPF50/PA++++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

โลชั่นกันแดดสูตรน้ำ ซึมซาบเร็ว เนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ พร้อมทำให้ผิวเย็นสบายขึ้น ด้วยสารสกัดจาก Mirabilis Lalapa Extract พร้อมปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง UV-A และ UV-B พลิกฟื้นบำรุงผิวที่ถูกทำร้าย ให้กลับมาดูสุขภาพดีอีกครั้ง


10 สเปรย์กันแดด สุดฮอต กันแดดใช้ง่าย และมอบพลังป้องกันแสงแดดให้แก่คุณ

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

10 สเปรย์กันแดด สุดฮอต กันแดดใช้ง่าย และมอบพลังป้องกันแสงแดดให้แก่คุณ ในปัจจุบันไม่ได้มีครีมกันแดดอย่างเดียวที่เป็นเครื่องสำอาง ที่สามารถกันแดดได้เท่านั้น เพราะเดี๋ยวนี้ได้มีการคิดค้นสเปรย์กันแดดกันออกมา ซึ่งก็สามารถใช้งานได้สะดวก และไม่ต้องทนใช้ครีมที่เหนอะหนะอีกต่อไปแล้ว ซึ่งนี่แหละคือจุดเด่นของสเปรย์กันแดด แต่ว่า สเปรย์กันแดด สุดฮอต จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 

1. BANANA BOAT ULTRAMIST CLEAR SUNSCREEN SPRAY SPF50 / PA+++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

ใครที่ไม่รู้จักตัวนี้ถือว่าเชยมาก เพราะนี่คือสเปรย์ตัวโด่งดังของแบรนด์นี้ ซึ่งนี่ก็เป็นสเปรย์กันแดด ที่มีส่วนผสมของอโรเวร่า ทำให้สามารถรักษาระดับความสมดุลน้ำ ในผิวได้ และยังมีความสามารถในการกันน้ำอีกด้วย โดยสเปรย์ตัวนี้สามารถแห้งได้เร็ว ไม่เกิดการเหนอะหนะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นผิวของแต่ละคนด้วย ราคาอยู่ที่ 720 บาท

2. SUN CUT ESSENCE IN UV PROTECT SPRAY SPF 50+ / PA++++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

มากับสเปรย์กันแดดจากแดนซากุระ ซึ่งจุดเด่นคือ ฉีดแล้วออกแดดได้เลย เพราะสามารถป้องกันแสงแดดได้ทันทีที่ฉีด และยังไม่มีกลิ่นสเปรย์ให้กวนใจอีกด้วย แต่บางคนอาจจะไม่ชอบ เพราะตัวนี้จะออกอาการเหนอะหนะหน่อยๆ โดยราคาอยู่ที่ 400 บาท คุ้มสุดๆ

3. SUNPLAY UV BODY MIST SUNBLOCK SPF80 / PA+++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

นี่เป็นสเปรย์กันแดดอีกตัวหนึ่งที่เมื่อฉีดไปแล้ว สามารถออกแดดได้เลยเช่นกัน โดยตัวนี้สามารถป้องกันแสงแดดได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว โดยอาจจะเกิดการเหนียวเหนอะหนะบ้าง แต่โดยรวมแล้วใช้ดีมาก ราคาอยู่ที่ 480 บาท

4. FRACORA PLACENTA UV WHITENING SPRAY SPF 50+/PA+++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

มากับสเปรย์ที่ใครหลายๆ คนก็ให้ความสนใจ และถึงกับบอกต่อกันไปเป็นทอดๆ เลยเพราะว่า สเปรย์ตัวนี้สามารถฉีดได้ทั้งผิวหน้า และผิวกาย ทั้งยังไม่ทิ้งคราบเหนอะหนะ ใครที่อยากได้ก็ต้องควานหากันหน่อย เพราะหายากเสียเหลือเกิน ราคาอยู่ที่ 500 บาท

5. SOLANOVEIL UV SPRAY SPF 50+ / PA+++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

สเปรย์อีกตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยม เพราะตัวนี้มีจุดเด่นคือ แห้งไว ไม่เหนอะหนะ ไม่ทำให้เกิดคราบบนผิวหนัง ราคาเท่าตัวบนเลยคือ 500 บาท ซึ่งคุณภาพก็ไม่ต่างกันมากนัก

6. NIVEA SUN PROTECT & REFRESH INVISIBLE COOLING MIST SPF 50

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

เรียกได้ว่าสเปรย์ตัวนี้เหมาะมากๆ สำหรับเมืองไทย เพราะเป็นสเปรย์ที่สามารถชนะใจคนไทยไปได้แน่นอน เนื่องจากเมื่อฉีดแล้วจะให้ความรู้สึกที่เย็นมากๆ แต่ก็ไม่ทำให้หนักผิว และเกิดคราบได้แน่นอน แถมยังเย็นอยู่ไม่ใช่แค่ตอนฉีดตอนแรกอีกด้วย แต่ใครที่ชอบความเย็นละก็พลาดไม่ได้แน่นอน

7. ETUDE HOUSE SUNPRISE FACE&BODY SUN SPRAY SPF 50 + / PA +++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

สเปรย์กันแดดจากแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลี สามารถหาซื้อได้ที่ช้อปหรือสั่งออนไลน์ แต่ก็มีหลายคนสั่งพรีออเดอร์อิมพอร์ตมา ราคาอยู่ที่ประมาณ 400 บาท กันแดดแบบสเปรย์ประสิทธิภาพสูง อ่อนโยนใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย แห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ คุ้มสุดๆ

8. Anessa Perfect UV Sunscreen Skincare Spray SPF50 PA++++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

สเปรย์กันแดดละอองละเอียดจากแอนเนสซ่า กระจายตัวสม่ำเสมอบนผิว สามารถสเปรย์ทับเครื่องสำอางได้โดยไม่ทำให้เป็นคราบ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและสารต้านอนุมูลอิสระ เนื้อผลิตภัณฑ์มีความติดทน กันน้ำ กันเหงื่อ ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันสามารถใช้ได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย และเส้นผม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของซิตรัสที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นในขณะที่ใช้ ล้างออกง่ายด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวทั่วๆ ไป

9. La Roche Posay Anthelios Invisible Fresh Mist Anti-Shine SPF50++++

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

สเปรย์กันแดดสูตรที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวจากรังสี UVA ในระดับที่สูงมาก ปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย SPF50++++ พร้อมควบคุมความมัน ไม่ทำให้ผิวมันเยิ้มกว่าเดิม มีประสิทธิภาพในการกันน้ำ กันเหงื่อและทราย อ่อนโยนต่อผิวรอบดวงตาที่ระคายเคืองง่าย เนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ ปราศจากสารกันเสียพาราเบน เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายหรือไวต่อแดด

10. Supergoop! PLAY Antioxidant Mist With Vitamin C Broad Spectrum Sunscreen SPF50

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

มากับสเปรย์กันแดดตัวสุดท้ายของวันนี้ ที่เป็นสเปรย์กันแดดมาพร้อมกับ SPF 50 สูตร water-resistant มีแอลกอฮอล์น้อยกว่าสเปรย์ทั่วไป 35% จึงไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ถนอมผิวให้ชุ่มชื้นยาวนาน พร้อมการปกป้องจากรังสียูวี เหมาะสำหรับคนที่ต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ล็อกความขาวใสให้กับผิวด้วยสเปรย์กันแดดที่ใช้งานง่าย สะดวก และสามารถพกไปเติมระหว่างวันได้ ไม่ทำให้เกิดความมันต่อผิว ที่สำคัญอย่าลืมปกป้องผิวอีกขั้นด้วยการสวมแว่นกันแดดและหมวกเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง เพื่อช่วยปกป้องดวงตาของคุณเช่นกัน สุดท้ายอย่าลืมดูแลผิว รวมถึงการใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอก่อนออกแดดและหลังออกแดดด้วย


อ้างอิง

The 16 Best Spray Sunscreens for Face and Body : https://www.marieclaire.com/beauty/best-spray-sunscreens/

ครีมกันแดดรองพื้น 10 ไอเทมที่ผู้หญิงทุกคนควรมีติดกระเป๋า

ครีมกันแดดรองพื้น 10 ไอเทมที่ผู้หญิงทุกคนควรมีติดกระเป๋า

ครีมกันแดดรองพื้น 10 ไอเทมที่ผู้หญิงทุกคนควรมีติดกระเป๋า รองพื้นเป็นไอเทมที่สาวๆ ทุกคนชอบใช้ (หรืออาจะมีบางไม่ใช้) รวมถึงครีมกันแดดเป็นไอเทมตัวเด็ดที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด โดยเฉพาะแดดเมืองไทยที่ร้อนแรงเกินจะทน ถ้า 2 ไอเทมนี้มารวมกันในชิ้นเดียวมันจะดีงามขนาดไหน ใครที่อยากได้ไอเทมกันแดดรองพื้นชิ้นพิเศษ ตามมาทางนี้ได้เลย เราจะพาคุณมาพบกับ ครีมกันแดดรองพื้น 10 ไอเทมที่ผู้หญิงทุกคนควรมีติดกระเป๋า 

1. CUTE PRESS SPF50+ PA++++

ครีมกันแดดรองพื้น

ไม่รู้ว่าจะมีเครื่อง + ไปไหนมากมาย แต่นั่นก็บอกได้ถึงการปกป้องอย่างเหนือชั้นในทุกสภาวะแสงแดด แม้แดดเมืองไทยจะร้อนแรงขนาดไหน Cute Press SPF50+ PA++++ เอาอยู่แน่นอน จากช้อปคิวท์เพรส

กันแดดที่มีขนาดของอณูเล็กมากๆ ป้องกัน UVB และ UVA1/2 นอกจากนี้ยังพิเศษด้วยสารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาลและวิตามินซี ช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้ขาวใส ไร้สิว ลดจุดด่างดำ คุมความมัน ปริมาณ 30 มิลลิลิตร ราคา 379 บาท

2. MINUS-SUN SPF 40 PA+++

ครีมกันแดดรองพื้น

Minus-Sun มาในสูตรใหม่แบบ Facial Sun Protection SPF 40 PA+++ คุณอาจจะคิดว่าเพียงแค่ค่า SPF 40 PA+++ จะกันแดดเมืองไทยได้เหรอ บอกเลยว่าเอาอยู่แน่นอน และเนื้อรองพื้นที่เรียบเนียน ไม่เหนียวเหนอะหนะ ใช้แล้วเพิ่มความขาวถึง 2 ระดับ ดีต่อใจ ใครๆ ก็ชอบ ปริมาณ 25 กรัม ราคา 250 บาท

3. Eucerin CC Cream SPF50 Acne Oil Control

ครีมกันแดดรองพื้น

ครีมกันแดดผสมรองพื้นจาก Eucerin สำหรับคนที่มีผิวบอบบางหรือเป็นสิวแพ้ง่าย เพราะว่าไม่มีซิลิโคนอุดตัน ช่วยปกปิดรอยสิวให้ผิวดูเรียบเนียนสม่ำเสมอ พร้อมลดปัญหาสิวใน 1 เดียว เพราะมีส่วนผสมจากลิโคไรซา ช่วยลดแบคทีเรียสะสมจึงช่วยลดปัญหาสิวได้ เนื้อเจลครีมสีเบจแต่บางเบา ไม่มันระหว่างวัน ทำให้ออกแดดได้อย่างมั่นใจ ปกป้องแดดอย่างมีคุณภาพ ปริมาณ 50 กรัม ราคา 1,500 บาท

4. L’Oreal Paris Dermo Expertise UV Perfect BB Max SPF50 PA++++ 

ครีมกันแดดรองพื้น

จากแบรนด์ชื่อดัง L’Oréal เนื้อครีมกันแดดสูตร BB โลชั่น ปกป้องผิวได้ดีไม่ให้รังสียูวีเข้ามาทำร้ายผิวอันบอบบาง ปกปิดรอบต่างได้ทุกผิว ป้องกันแสงแดดได้ยาวนาน 12 ชั่วโมง เนื้อครีมมีความเนียนละเอียด ไม่มัน ไม่เงา ไม่แพ้ ไม่เกิดสิว ใช้แล้วทำให้รอยหมองคล้ำดูลดเลือน รูขุมขนก็ดูกระชับขึ้นด้วย ขวดเดียวครบ ใช้ง่ายสบายๆ ตลอดวัน ปริมาณ 30 มิลลิลิตร ราคา 399 บาท

5.  ANESSA SPF50++ PA+++

ครีมกันแดดรองพื้น

ANESSA SPF50++ PA+++ ที่ผสมผสานคอลลาเจน และรองพื้นสูตร BB SPF50++ PA+++ เอาไว้ในตัวเดียว ช่วยปกป้องผิวของคุณจาก รังยูวีเอ ยูวีบี พร้อมบำรุงผิวของล้ำลึก ปริมาณ 30 กรัม ราคา 1,300 บาท

6. PHD SPF50+ PA+++

ครีมกันแดดรองพื้นPhD SPF50+PA+++ ไม่ว่าสภาพผิวของคุณจะเป็นแบบไหน คุณก็สามารถใช้ได้อย่างไม่ต้องกังวล พร้อมกันเหงื่อ กันน้ำ ท้าแดด ท้าลม ตลอดวัน ไม่มีหวั่น ปกป้องยาวนานต่อเนื่องถึง 12 ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยีเอนแคปซูเรชั่น ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 990 บาท

7. Biore UV CC Color Control Milk SPF50+ PA++++

ครีมกันแดดรองพื้น

จะขาดกันแดดจาก Biore ไปไม่ได้ โดยรุ่นนี้เป็นโลชั่นกันแดดเนื้อน้ำนมสีเบจ ที่มีเทคโนโลยี Waterproof UV Film ช่วยให้กันแดดติดทนนาน และปกป้องผิวจากแสงแดด รังสี UVA/UVB มาพร้อมกับเทคโนโลยี Color Control ที่ช่วยปรับผิวให้สวย เรียบเนียนสม่ำเสมอ ติดทนนานอีกด้วย แต่มีเนื้อสัมผัสบางเบาสบายผิว เกลี่ยง่ายมาก กันแดดกันน้ำติดทนนาน ไม่ทำให้เครื่องสำอางไหลเยิ้มด้วย และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน ปริมาณ 15 กรัม ราคา 360 บาท

8. Bioderma Photoderm Cover Touch

ครีมกันแดดรองพื้น

นอกจาก Bioderma Photoderm Cover Touch จะช่วยป้องกันแสงแดดได้ดีเยี่ยมแล้ว ยังช่วยปกปิดลดเลือนรอยฝ้าแดด และสิว แบบ 2 in 1เนื้อสัมผัสมีความแมตต์ แต่ยังสามารถเกลี่ยลงบนผิวได้ง่าย  ปกป้องสูงสุดเหนือกว่าด้วย SPF 50+ ตัวนี้ใครที่เป็นกังวลเรื่องความมันใช้ได้หายห่วง เพราะว่าช่วยดูแลเรื่องความมันของคุณได้ตลอด 8 ชั่วโมง และเป็นครีมกันแดด​​สูตรมิเนอรัล ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันผิวตามธรรมชาติ ทำให้ช่วยปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำร้าย และยังป้องกันไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัยด้วย ถือว่าเป็นครีมกันแดดที่มี่ 2 คุณค่าในตัวเดียว ปริมาณ 40 กรัม ราคา 940 บาท

9. Smooth E Physical White Babyface

ครีมกันแดดรองพื้น

ใครที่ผิวแพ้ง่าย บอบบาง เราแนะนำแบรนด์ Smooth E เพราะว่าแบรนด์นี้ทำมาเพื่อคนผิวบางโดยเฉพาะ Smooth E Physical White Babyface เป็นเวชสำอางที่แพทย์ผิวหนังแนะนำ คืนความสดใสให้ผิว ลด ฝ้า กระ จุดด่างดำ Non Chemical ไม่มีสารตกค้าง หรือสารเคมีที่จะมาทำร้ายผิว ช่วยสะท้อนรังสี UVA/UVB ออกจากผิว ไม่ทำปฏิกิริยาเคมีกับผิวหน้า ปราศจากการระคายเคือง และอ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว ปริมาณ 15 กรัม ราคา 360 บาท

10. Shiseido BB For Sports

ครีมกันแดดรองพื้น

Shiseido BB For Sports กันแดดในรูปแบบบีบี พร้อมช่วยดูแลและปรับผิวให้สวยสุขภาพดี และดูมีมิติในเวลาเดียวกัน เป็นครีมกันแดดเนื้อ BB ที่สามารถช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ และยังทำให้ผิวเนียนเป็นธรรมชาติหรือไม่เป็นคราบแต่อย่างใด ที่สำคัญคือตัวนี้เป็นสูตร WetForce จึงไม่ต้องกังวลที่ต้องเผชิญแดดจัดๆ เหงื่อออกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายกลางแจ้ง ทำงานกลางแสงแดด เพราะสามารถปกป้องผิวได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญทาง่ายมาก ปริมาณ 30 มล. ราคา 1,350 บาท

ลองดูสำหรับ ครีมกันแดดรองพื้น 10 ตัวที่ได้นำเสนอไป รับรองว่าสู้กับแดดเมืองไทยได้อย่างสบายๆ แถมหน้าเนียนใสด้วยแน่นอน เป็นไอเทมระดับเทพที่คุณต้องมีไว้ เพราะว่าแดดเมืองไทยร้อนแรงเหลือเกิน และครีมกันแดดจะช่วยทำให้ปกป้องผิว จนแสงแดดไม่สามารถทำอะไรผิวของคุณได้เลย


ล้างครีมกันแดด และล้างเครื่องสำอาง ต้องล้างให้หมดจด

ครีมกันแดดรองพื้น

ล้างครีมกันแดด และล้างเครื่องสำอาง ต้องล้างให้หมดจด หลายๆ คนเป็นกันบ้างไหม เวลาล้างหน้ามันล้างออกไม่หมด ล้างยังไงก็ไม่สะอาด ทั้งครีมกันแดด เครื่องสำอาง มลภาวะ และละอองฝุ่นที่ตกค้างบนใบหน้า

แล้วหากล้างไม่สะอาดแบบนี้บนใบหน้าก็มีสิ่งสกปรกตกค้าง ผิวหน้าก็ไม่เรียบเนียนใส โอ้ย ปวดใจจริงๆ แต่ไม่เป็นไร เพราะว่าวันนี้เราจะมาบอกถึงวิธีเลือกผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในการล้างหน้า เพื่อคืนความขาวใส ไร้สิว ทั้งล้างครีมกันแดด ล้างเครื่องสำอาง และล้างให้สะอาดกันเลยทีเดียว

ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ดี

ครีมกันแดดรองพื้น

แน่นอนว่าการทำความสะอาดหน้าให้ได้หมดจด ทั้งครีมกันแดด เครื่องสำอาง และสิ่งสกปรกต่างๆ ในขั้นตอนเดียว เพียงแค่นั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ อีกทั้งในผลิตภัณฑ์ล้างหน้าบางยี่ห้อยังทำให้เราผิวหน้าแห้งตึงได้ โดยเฉพาะประเภทที่มีสครับ โฟม หรือเจลล้างหน้า แนะนำให้ใช้เครื่องสำอางเช็ดหน้าหรือคลีนซิ่งต่างๆ ก่อนหนึ่งรอบ เพื่อเช็ดให้สิ่งที่ตกค้างหรือผลิตภัณฑ์ที่แต่งหน้าออก แล้วจึงใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าทำความสะอาดอีกครั้ง ทางที่ดีควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยนต่อผิว ไม่มีน้ำหอม เพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือระคายเคืองได้

การล้างหน้าด้วยสบู่

ครีมกันแดดรองพื้น

หลายคนยังคงติดการล้างหน้าด้วยสบู่อยู่เช่นเคยเพราะว่าง่าย แต่นั่นคือสิ่งที่ผิด แม้ว่าสบู่จะสามารถล้างไขมันออกได้อย่างหมดจด แต่ว่าเครื่องสำอางที่เกาะติดใบหน้านั้นล้างออกได้ยาก

และสบู่ยังเป็นด่าง ซึ่งจะทำให้ผิวหน้าเป็นชื่นชอบของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และที่สำคัญสบู่ยังทำให้ใบหน้าแห้งจนเกินไป และอาจเกิดการระคายเคืองได้ง่าย


การเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าให้เหมาะกับผิว

ครีมกันแดดรองพื้น

1. สบู่สังเคราะห์

สบู่ประเภทนี้จะทำขึ้นมาโดยให้มีค่า pH ที่เหมาะสมกับผิวหน้า สบู่สังเคราะห์สามารถใช้ล้างหน้าได้ดีกว่าสบู่ทั่วไป เพราะว่านอกจากจะช่วยให้ล้างหน้าได้อย่างสะอาดแล้วยังไม่ทำให้ผิวแห้ง และเพิ่มความชุ่มชื้นได้ในบางยี่ห้อ

2. โลชั่นหรือออยล์เช็ดเครื่องสำอาง

โลชั่นหรือออยล์เหล่านี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ล้างหรือเช็ดเครื่องสำอางโดยเฉพาะ ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อให้สามารถทำความสะอาดได้ลึกล้ำมากยิ่งขึ้น อยากจะแนะนำสำหรับคนที่มีผิวแห้งถึงแห้งมากให้ลองใช้ cleansing oil ของ L’Occitane ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ไม่อย่างนั้นก็ใช้โลชั่นล้างหน้าของนีเวีย ราคาเบาๆ แต่คุณภาพเกินตัว

3. ครีมทำความสะอาด

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าในลักษณะครีมเช่นเดียวกับออยล์หรือว่าโลชั่น คุณสมบัติคล้ายกัน โดยจะพิเศษกว่าตรงที่ใช้สำหรับคนที่แต่งหน้าจัด เพราะว่ามีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดสูงกว่า แต่ถ้าใครไม่ค่อยแต่งหน้า หรือแต่งหน้าบางก็ไม่ต้องใช้ตัวนี้ ไม่ต้องคิดว่าใช้แล้วจะดีกว่า เพราะสำหรับคนที่แต่งหน้าน้อยๆ ใช้แบบโลชั่นหรือออยล์นั่นก็เพียงพอแล้ว

4. โลชั่นเช็ดหน้า

จริงๆ แล้วมีหลายคนชอบวิธีนี้ แต่เราเองเลือกที่จะล้างหน้าดีกว่า เพราะว่าให้ความรู้สึกว่าสะอาดมากกว่า แต่ใครที่ต้องการความเร่งรีบ หรือว่าไม่มีเวลาก็สามารถใช้โลชั่นเช็ดหน้าได้เช่นกัน แต่ขอแนะนำว่าควรเลือกที่ไม่ส่วนผสมของแอลกอฮอล์นะ

5. สครับหน้า

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่ไม่ใช่เพียงทำความสะอาดได้อย่างยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ว่ายังช่วยขัดลอกเซลล์ผิวที่ตายแล้ว หรือสครับหน้าได้อีกด้วย แต่ว่าขอแนะไม่ควรใช้เกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

6. ข้อแนะนำ

สำหรับคนที่ผิวแห้งความเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวแบบที่มีไขมันเป็นส่วนผสมสักหน่อย พยายามอย่าไปถู ขัด โดยใช้แรงมากเกินไประหว่างเช็ด หรือล้างหน้า เพราะโดนธรรมชาติแล้วผิวของเราทุกคนบอบบางมากและความเลือกสูตรอ่อนโยนเพื่อการถนอมผิวให้มากที่สุด การล้างหน้าในตอนเช้าเราไม่จำเป็นต้องใช้อะไรมากมาย บางคนใช้เพียงน้ำสะอาดก็พอแล้ว

แต่ว่าเพื่อความสะอาดมากยิ่งขึ้นคุณอาจจะใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวประเภท soap less cleanser ก็ได้ ส่วนในตอนเย็นหรือหลังจากกลับมาที่บ้าน สำหรับคนที่แต่งหน้าจัด อาจจะใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาดผิวหน้าก่อนการล้างก็ได้


วิธีล้างเครื่องสำอางให้หมดจด

ครีมกันแดดรองพื้น

สำหรับหลายคนที่แต่งหน้าคงจะล้างออกยากมาก และยิ่งคนที่แต่งหน้าจัดเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาระดับชาติ เพราะฉะนั้นแล้วเราต้องมาเรียนรู้วิธีการทำความสะอาดผิวหน้าให้ถูกต้องกันนะ

1. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางทาบริเวณใบหน้า และเริ่มนวดเบา เพื่อให้ซึมซาบเข้าสู่เครื่องสำอางและง่ายต่อการล้างออก

2. การเลือกเครื่องสำอางมาใช้ควรเลือกประเภทที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย ละลายน้ำได้ดี

3. ควรเบามือเวลาเช็ดเครื่องสำอาง หรือขณะล้างเครื่องสำอางเพื่อให้ผลกระทบต่อผิวให้น้อยมากที่สุด


อ้างอิง

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=rumpuey&month=15-11-2007&group=28&gblog=3

https://sistacafe.com/summaries/26479-รีวิว6ครีมกันแดดสำหรับผิวเป็นสิวง่ายหน้ามันแพ้ง่ายตัวโดนคู่ควรกับหน้าเราที่สุด

10 รองพื้นใช้ดี รีวิวสุดยอดที่ใครๆ ก็ต้องชอบ

10 รองพื้นใช้ดี รีวิวสุดยอดที่ใครๆ ก็ต้องชอบ

10 รองพื้นใช้ดี รีวิวสุดยอดที่ใครๆ ก็ต้องชอบ ใครบ้างที่ผิวหน้าดูไม่สวย ใครบ้างที่มีผิวหน้าเยินซะจนไม่อยากออกจากบ้าน และใครบ้างละที่ไม่อยากสวย แน่นอนว่าการใช้รองพื้นก็คือคำตอบ และวันนี้เรามี 10 รองพื้นใช้ดี ที่ใครๆ ก็ชอบมาฝากให้สาวๆ ได้เลือกกัน จะได้เป็นตัวเลือกให้หลายๆ คนได้ลองใช้กัน ถ้าใช้แล้วดีอย่าลืมมาบอกต่อกันนะ

1. MAKE UP FOR EVER ULTRA HD FOUNDATION

รองพื้นใช้ดี

ตัวนี้ก็มากับชื่อที่มีคำว่า HD แน่นอนว่างานรองพื้นนี่คือระดับกล้อง HD ซูมขนาดหนักก็ยังกลบได้ดี และถึงจะปกปิดได้ดีขนาดนั้น นั่นก็ไม่ได้ทำให้ใบหน้าคุณดูหนาโบ๊ะจนเกินไป เพราะทาแล้วยังไงก็ดูเป็นธรรมชาติ ทำให้เหมือนผิวมีสุขภาพดี ไม่เคยมีปัญหาผิวมาก่อน ราคาอยู่ที่ 1,800 บาท

2. ESTEE LAUDER DOUBLE WEAR STAY-IN-PLACE MAKEUP SPF10/PA+++

รองพื้นใช้ดี

นี่เป็นรองพื้นในตำนานที่ใครๆ ก็ชอบ เพราะเป็นรองพื้นที่ดีงามและยังใช้ได้ดีมาก แถมยังช่วยให้ใบหน้าเด้งหน้าผ่องได้ตลอดทั้งวัน แม้ไม่ลงไพรเมอร์ก่อน รองพื้นตัวนี้ก็จะช่วยพรางรูขุมขนและรอยสิวได้ดี ราคาอยู่ที่ 1,750 บาท

3. KMA NOURISHES FOUNDATION

รองพื้นใช้ดี

แค่ส่องเนื้อรองพื้นก็รู้แล้วว่าการปกปิดบนผิวหน้าของรองพื้นตัวนี้จะดีขนาดไหน และไม่ต้องกลัวว่าเมื่อทาไปแล้วใบหน้าจะดูหนาไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งถ้าเกลี่ยดีๆ และเมื่อทาหน้าเสร็จแล้วก็จะทำให้ใบหน้าดูเนียนใสเด้ง ไม่ดูโบ๊ะหนาแน่นอน ราคาอยู่ที่ 590 บาท

4. REVLON COLORSTAY WHIPPED CREME MAKEUP

รองพื้นใช้ดี

มากับแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องรองพื้น ซึ่งถ้าใครที่กำลังต้องการตัวปกปิดผิวหน้าแบบสุดขั้ว แนะนำรองพื้นเนื้อมูส ที่เต็มไปด้วยความนุ่มเนียนในกระปุกตัวนี้เลย เพราะเมื่อทาแล้วใบหน้าจุดูผ่องเนียน ไร้ที่ติ และแม้ว่าจะมีปัญหาผิวใบหน้าที่หนักหนาสักขนาดไหน รองพื้นตัวนี้ก็จะช่วยปกปิดอำพรางผิวเนียนได้ในพริบตา ราคาอยู่ที่ 550 บาท

5. CATRICE VELVET FINISH FOUNDATION WITH HYALURON

รองพื้นใช้ดี

นี่เป็นรองพื้นเนื้อกำมะหยี่ ที่เมื่อทาลงบนผิวหน้าแล้ว จะทำให้ผิวสวยเด้งแบบสุดๆ แถมยังจะช่วยปกปิดร่องรอยบนใบหน้าได้ดีอีกด้วย และใครที่มีรูขุมขนกว้าง รองพื้นตัวนี้ก็จะช่วยกลบให้รอยนั้นหายไปได้เลย ราคาอยู่ที่ 480 บาท

6. MAYBELLINE DREAM MATTE MOUSSE

รองพื้นใช้ดี

รองพื้นตัวนี้ มีชื่อเสียงมากๆ ที่เมืองนอก เพราะมีเนื้อรองพื้นแบบมูส และสามารถเกลี่ยได้ง่าย มีความเนียนนุ่ม มีสีที่เป็นธรรมชาติ และยังปกปิดผิวได้ดี เนียนสนิทมากๆ ราคาอยู่ที่ 449 บาท

7. COVERMARK WATERPROOF FOUNDATION UV JQ

รองพื้นใช้ดี

รองพื้นตัวนี้สามารถรองรับผิวได้ทุกรูปแบบ เพราะจะมีปัญหาผิวหน้าแบบไหนก็สามารถรับได้ โดยรองพื้นเนื้อครีมตัวนี้สามารถปกปิดผิวหน้าได้เนียนสนิท แถมยังช่วยในเรื่องของการกันน้ำและกันเหงื่อได้ด้วย ซึ่งใครที่มีปัญหาผิวแล้วต้องเร่งรีบไปออกงาน เลือกใช้กระปุกนี้ รับรองไม่ผิดหวัง ราคาอยู่ที่ 350 บาท

8. MTI SIGN COLLECTION MATT FOUNDATION

รองพื้นใช้ดี

นี่เป็นรองพื้นเนื้อครีมแบบแมตต์ ที่เหมาะกับสาวหน้ามันมากๆ แถมยังมาในกระปุกกลม ขนาดกำลังพอดีมือ ทำให้พกพาได้ง่ายสุดๆ และที่สำคัญยังช่วยในการปกปิดให้ผิวเรียบเนียนกริบ แต่ไม่ก็หนาจนเกินไป สำหรับใครกำลังจะไปออกงานหรือวันที่ต้องไปถ่ายรูป ใช้ตัวนี้รับรองผิวหน้าสวยแน่นอน ราคาอยู่ที่ 300 บาท

9. WET N WILD COVER ALL FOUNDATION

รองพื้นใช้ดี

เจ้ารองพื้นที่อยู่ในรูปแบบของหลอดบีบตัวนี้ มีความสามารถในการรองพื้นได้ดีมากๆ และด้วยความที่รองพื้นตัวนี้ผสมไปด้วยซิลิโคน นั่นจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกปิดเข้าไปอีกมาก ส่วนเรื่องควบคุมความมันก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ราคาอยู่ที่ 249 บาท

10. CUTE PRESS EVORY PERFECT SKIN PLUS VITAMIN E SUPER COVER FOUNDATION 

รองพื้นใช้ดี

บอกได้เลยว่ารองพื้นเนื้อครีมตัวนี้ มีเฉดสีที่เข้าได้ดีกับผิวสาวไทยมาก แถมยังช่วยในการปกปิดใบหน้าได้เรียบเนียนสนิท เมื่อทาแล้วจะช่วยให้ใบหน้าชุ่มชื้น ไม่แห้งจนเกินไป ถ้าหากใครไม่อยากให้ใบหน้าดูหนามาก อาจจะแตะและใช้แค่เฉพาะก็ได้ ราคาอยู่ที่ 199 บาท

การแต่งหน้าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สาวหลายๆ คนมักใช้ในการปกปิดปัญหาผิวบนใบหน้าของตัวเอง ซึ่งหนึ่งในเครื่องสำอางที่ใช้แก้ปัญหาในการปกปิดร่องรอยได้ดีที่สุดนั่นก็คือการใช้ “รองพื้น” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่ช่วยทำให้ผิวหน้าดูสวยเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อแต่งหน้าแล้วก็อย่าลืมทำความสะอาดให้หมดจดด้วย ไม่เช่นนั้นปัญหาผิวอื่นๆ อาจจะตามมาอย่างแน่นอน


6 วิธี ลงรองพื้นไม่ให้เป็นคราบ สิ่งที่คุณควรรู้หากไม่อยากให้หน้าลอย!!

รองพื้นใช้ดี

6 วิธี ลงรองพื้นไม่ให้เป็นคราบ สิ่งที่คุณควรรู้หากไม่อยากให้หน้าลอย!! คงไม่มีใครที่พบเจอแต่ความถูกต้องไปตลอด คนเราก็ต้องเจอกับข้อผิดพลาดบ้าง ตั้งแต่ลืมกุญแจ ทำกระเป๋าเงินหายหรือลืมเอกสารทำงาน ซึ่งข้อผิดพลาดเหล่านั้นก็เกิดขึ้นได้ในทุกวันของการทำงาน และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงแทบจะทุกคนเลยก็คือ การเลือกใช้รองพื้นผิด ซึ่งจะมีอะไรบ้างไปดูกัน 

รองพื้นใช้ดี

1. เลือกรองพื้นไม่ตรงกับสีผิว

สำหรับการเลือกรองพื้นที่ไม่ตรงกับสีผิว นั่นคือความผิดพลาดอันใหญ่หลวงมากที่สุดเลย เพราะการเลือกรองพื้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของรองพื้นคือ ต้องมีสีเดียวกันกับผิวเรา โดยดูที่การทำให้ผิวของเราขาวเนียนได้แค่ไหน กระจ่างใสได้แค่ไหน ดูเป็นธรรมชาติหรือไม่ ถ้าเลือกผิดแน่นอนว่าชีวิตเปลี่ยนแน่ จากขาวใสอาจจะเป็นเขียวเสวยเลยก็ได้ ดังนั้นควรลองทาแล้วส่องกระจกดูว่าเหมาะไหม ไม่ก็ถามเพื่อนไปเลยว่ารองพื้นตัวนี้เป็นยังไง จะได้แก้ไขได้ทัน และเลือกใช้ได้ถูกเบอร์

2. รองพื้นไม่ตรงกับวัตถุประสงค์การใช้งาน

การจะซื้อรองพื้นให้คุ้ม ไม่ใช้ว่าจะต้องซื้อแบบที่สามารถใช้ได้หลากหลากมาก แต่ไม่เข้ากับเราสักนิด แบบนั้นก็ไม่ควรซื้อ การซื้อที่ดีควรดูที่ว่าเราจะใช้รองพื้นในโอกาสใดบ้าง เพราะอาจจะแค่แต่งหน้าไปเพื่อไปเรียน หรือแต่งไปทำงาน แต่ก็ซื้อชนิดหนามาเลย มันวับมาแต่ไกล แบบนี้ก็ถือว่าเลือกผิดจุดประสงค์ ถ้าเราไม่ได้ไปงานใหญ่โตอะไร ก็ให้เลือกรองพื้นแบบบางๆ ก็พอ เพื่อถนอมผิวพรรณอันแสนสวยของเราไว้

3. รองพื้นคุมความมันได้ไม่ดี

ในการใช้รองพื้นนั้น เราควรใส่ใจตั้งแต่ขั้นตอนการทารองพื้น เพราะถ้าไม่อย่างนั้นอาจจะเจอกับเหตุการณ์หน้ามันก็ได้ เพราะบางคนทาครีมกันแดด โดยที่หน้ายังไม่ทันแห้งดีเลยก็รีบลงรองพื้นต่อไปแล้ว แบบนี้ยังไงๆ ก็ทำให้หน้ามันแน่นอน ทางที่ดีคือ ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ถ้าทาครีมกันแดดก่อนแล้ว รอให้แห้งก่อน จากนั้นจึงค่อยลงรองพื้น

4. หน้าไม่เนียน ดูไม่มีประกาย

หลายสาเหตุที่ทำให้ใบหน้าไม่เรียบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรองพื้นที่ราคาถูก คุณภาพไม่ดี และการปกปิดของรองพื้นที่มากเกินไป นั่นก็จะทำให้ใบหน้าเราดูไม่เนียนได้แน่นอน และถ้าเราอยากให้ใบหน้าเรียบเนียน สวยผ่องละก็เราควรเลือกดูที่รองพื้นเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ดูสภาพใบหน้าของเราว่าควรใช้รองพื้นแบบไหน ใช้แบบเน้นให้หน้ากระจ่างใส หรือใช้แบบให้หน้าดูเรียบเนียน ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมาย

5. ใช้รองพื้นแล้วสิวขึ้น

ปัญหาใหญ่ที่ใครๆ ก็เจอก็คือ ใช้รองพื้นแล้วเกิดสิวอุดตันขึ้นมา ซึ่งก็สร้างความรำคาญ และพาลให้เราไม่ใช้รองพื้นไปได้แน่นอน แต่เดี๋ยวก่อนมั่นใจแล้วหรือว่าที่เกิดสิวเป็นเพราะรองพื้น ไม่ใช่เพราะเราล้างหน้าไม่สะอาด เพราะถ้าเราล้างไม่สะอาด ต่อให้เหลืออุดตันแค่รูเดียว ยังไงก็เกิดสิวอุดตันได้แน่นอน

6. ไม่ทดสอบการแพ้ก่อนจะใช้งานจริง

การทดสอบอาการแพ้ ควรทดสอบตั้งแต่ตอนซื้อมาแต่แรก เพราะนั้นจะทำให้ไม่ต้องมากังวลว่า นี่เพิ่งใช้ครั้งแรก แต่ก็ออกงานใหญ่แล้ว หน้าจะดูสวยไหมเนี่ย ปัญหานี้หมดไปแน่นอน ถ้าเราลองใช้ตั้งแต่ซื้อมาเลย

เพื่อทดสอบอาการข้างเคียงว่ามีผลเสียอะไรหรือไม่ ถ้ามีก็รีบล้างหน้าและทิ้งไปเสีย ถ้าไม่มีก็ให้ยึดใช้ตัวนี้เป็นหลักเลย ซึ่งรองพื้นยี่ห้อใช้ดีก็มีให้เลือกมากมาย ส่วนเทคนิคการลงรองพื้นก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้หน้าไม่ลอย


5 ITEM BB CC CREAM ถูกและดี สุดยอดตัวช่วยให้สาวๆ สวยได้ในเวลาน้อย

รองพื้นใช้ดี

BB CC cream ถูกและดี 5 ไอเทมสุดฮิต ตัวช่วยให้สาวๆ สวยได้ในเวลาน้อย ถ้าจะถามว่าในช่วงที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์แต่งหน้าอะไรที่ฮิตกันสุดๆ ในหมู่สาวๆ ที่รักการแต่งหน้าเป็นชีวิตจิตใจ 1 ในผลิตภัณฑ์อันดับต้นๆ ที่แทบทุกคนจะต้องนึกถึงก็คือ รองพื้นในแบบที่เรียกว่า บีบี ครีม และ ซีซี ครีม นั่นเอง เหตุผลง่ายๆ ที่ครีมทั้งสองแบบนี้ครองใจสาวๆ ทำให้หลายคนหลงรักและขาดไม่ได้ก็เพราะคุณสมบัติอันแสนวิเศษของครีมตัวนี้

เพียงแค่สาวๆ ใช้ทารองพื้นในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็จะช่วยให้หน้าของสาวๆ ขาวเนียนตามเฉดสีผิว หน้าดูสว่างใส ช่วยลบเลือนจุดบกพร่องและตำหนิริ้วรอยต่างๆ ของผิวได้อย่างรวดเร็วในขั้นตอนเดียวก็เนรมิตผิวหน้าสวยๆ ให้ตัวเองได้แล้ว แล้ว บีบี ครีมและซีซี ครีมแบรนด์ใดบ้างที่เป็นไอเทมใช้ดีจนต้องบอกต่อและซื้อซ้ำบ้างมาดูด้วยกัน

1. Cute Press UV Expert Protection White & Matte SPF 50+

รองพื้นใช้ดี

ครีมตัวนี้ขอบอกเลยว่าดีงาม เพราะนอกจากจากเนื้อครีมที่มาในรูปแบบน้ำเหลวๆ ให้ความชุ่มชื่นและเนื้อที่อ่อนบางไม่รู้สึกหนาเหนอะแล้ว ยังแทรกซึมได้เนียนปิดร่องรอยของรูขุมขนได้อย่างดี สามารถกันน้ำได้อย่างดี ทำให้ผิวหน้าเนียนไปตลอดวันและยังมีคุณสมบัติกันน้ำอีกด้วย

ทาได้ทุกเฉดสีผิวเพราะจะกลมกลืนแมชไปกับผิวทุกสี ที่สำคัญยังช่วยกันแดดมีส่วนผสมของสารกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟถึง 50+ อีกด้วย ไม่รักก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร หาซื้อก็ง่ายจริงๆ

2. Nami Make Up Pro BB Wet To Powder

รองพื้นใช้ดี

แอบมาในรูปของซองที่พกพาง่ายและหาซื้อได้ง่ายแม้กระทั่งในร้านสะดวกซื้อ ที่ดียิ่งไปกว่านั้นก็คือเนื้อครีมที่เกลี่ยลื่นและเนียนไปกับผิว เมื่อเกลี่ยลงไปที่ผิวครีมจะอยู่ในรูปของเนื้อแมตต์ ทำให้กลายเป็นเนื้อแป้งไปในตัวได้เลย มีส่วนผสมของครีมบำรุงใส่มาด้วย ความปกปิดเรียกได้ว่าเป็นที่น่าปลื้มของสาวๆ เพราะปกปิดเนียนเนี้ยบไปตลอดทั้งวัน แต่ผลิตมาสีเดียว ดังนั้นอาจจะต้องนำมาใช้คู่กับแป้งฝุ่นหรือแป้งพัฟให้สีกลมกลืนกับผิวสักหน่อย เท่านี้ก็จะลงตัว

3. ANESSA Perfect UV Sunscreen BB Foundation

รองพื้นใช้ดี

ครีม บีบี ตัวนี้ทำมาสำหรับคนผิวมันใช้จะเหมาะมากๆ เพราะไม่ทิ้งค้างความมัน ตัวเนื้อครีมเมื่อทาแล้วจะแห้งเป็นพิเศษ ช่วยซับความมันได้ดี คนผิวมันจะต้องมีไว้ทีเดียว แล้วยังเหมาะกับผิวแพ้ง่าย เพราะอ่อนโยนไม่ทำให้แพ้ ปกป้องผิวให้อีกต่างหากด้วยสารกันแดด ค่าเอสพีเอฟ 50+ นอกจากนั้นยังกันน้ำ ทำให้หน้าไม่เกิดคราบระหว่างวัน คนที่มีเหงื่อออกง่ายก็เหมาะที่จะใช้ได้

4. Nami Magic White 1-Step Wow CC Cream

รองพื้นใช้ดี

มาในรูปแบบซองเช่นกัน คุณสมบัติเด่นก็คือ ช่วยปรับให้หน้าผ่องขึ้น ใสและดูสว่างมากขึ้น เนื้อครีมเกลี่ยง่ายมาก แถมยังบางเบา ปกปิดได้ดี กันน้ำได้ดีระดับหนึ่งเหมาะจะใช้ในวันทำงาน

5. Cathy Doll Speed White CC Cream 

รองพื้นใช้ดี

เป็นครีมซีซีที่ใครๆ ก็รู้จักกันดี เพราะฮิตในหมู่สาวๆ ให้ความชุ่มชื้นและเกลี่ยง่าย เนื้อครีมจะมีสีขาว มีความเหลวมากกว่าครีมตัวอื่นๆ เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้งมากๆ บางเบาปกปิดระดำกลาง แต่ไม่เหมาะกับคนผิวหน้ามัน

จะเลือก บีบี หรือ ซีซี ครีมแบบใด สาวๆ ก็ลองพิจารณาให้เหมาะกับผิวหน้าและกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน บีบีและซีซีครีม ทำให้สาวๆ สนุกกับการแต่งหน้าและค้นพบตัวเองที่สวยสดใสขึ้น


อ้างอิง

https://www.mangozero.com/foundation-bb-cc-cushion/

https://www.wongnai.com/beauty-tips/nestme-tips

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่คุณภาพดี ใครใช้ก็ต้องชอบ

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่คุณภาพดี ใครใช้ก็ต้องชอบ

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่คุณภาพดี ใครใช้ก็ต้องชอบ ใครจะเชื่อว่าคนไทยก็สามารถสร้างแบรนด์เครื่องสำอางได้เหมือนกัน แถมยังมีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากลได้ด้วย แต่ที่ของคนไทยไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนักก็อาจจะเป็นเพราะเราไม่ค่อยสนับสนุนคนไทยด้วยกันเอง หรืออาจะยังไม่รู้จักแบรนด์เหล่านี้ ดังนั้นวันนี้เราจึงมี 10 เครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่ใครใช้ก็ต้องชอบ มาให้ทุกคนได้อ่าน และให้ลองตัดสินใจกันดูว่า แบรนด์ไทย สุดยอดจริงหรือเปล่า

1. เจ้านาง

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

นี่เป็นเครื่องสำอางที่มาแรงที่สุดในปีเลยล่ะ โดยมีจุดเด่นที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ความเป็นไทยที่แสดงออกมาได้ชัดเจน และโลโก้หญิงไทยสีทอง ที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์ได้ดีมาก โดยแบรนด์นี้เป็นที่รู้จักกันในกลุ่มสาวๆ ที่ชอบรีวิวเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ถูกอกถูกใจก็คือ แป้งเจ้านาง ซึ่งเป็นแป้งที่มีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์สาวไทยได้ดีมาก โดยจะเน้นไปที่การปกปิดผิว ช่วยอำพรางริ้วรอยจุดด่างดำต่างๆ และยังมีคุณสมบัติที่ช่วยในการกันน้ำกันเหงื่อได้ดีมากๆ และแป้งเจ้านางตัวนี้ยังมีคุณสมบัติที่สามารถกันแดดได้ถึงมากถึง 20 เท่าอีกด้วย

2. ศรีจันทร์

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักแป้งฝุ่นที่เหมาะสำหรับสาวผิวหน้ามันอย่าง ศรีจันทร์ บ้าง ซึ่งในสมัยก่อนก็มีผงหอมศรีจันทร์ที่เป็นที่นิยมมากๆ ตั้งแต่สมัยคุณย่า และสำหรับแป้งฝุ่นของศรีจันทร์ตัวใหม่นี้ เป็นการคิดค้นและปรับปรุงพัฒนาสูตรขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะตอบโจทย์สาวไทยทั้งหลายที่มีปัญหา รวมถึงแบรนด์เครื่องสำอางในเครืออย่าง Sasi (ศศิ) ที่มีผลิตภัณฑ์แต่งหน้ามากมายให้เลือกด้วย

3. Cute Press

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

เครื่องสำอางและสกินแคร์แบรนด์ไทย แต่คุณภาพเกินเบอร์ ด้วยประสบการณ์กว่า 37 ปี และเข้าใจความต้องการของผู้หญิงอย่างแท้จริง คิวท์เพรสจึงได้พัฒนาสินค้ามากกว่า 500 ชนิดให้มีคุณภาพ ซึ่งก็มีวางขายทั้ง กันแดด บรัชออน ลิปสติก น้ำหอม ครีมทาตัว และสารพัดไอเทมความงามที่สาวๆ ต้องมี แถมยังมีคอลเลกชั่นน่ารักกุ๊กกิ๊กใหม่ๆ ออกมาเอาใจวัยรุ่นเรื่อยๆ และถ้าพูดถึงเครื่องสำอางรุ่นดังของแบรนด์นี้ คงหนีไม่พ้นแป้งพัฟคุมมันที่ปกปิดดีเยี่ยมแบบเนียนกริบ แถมราคาสบายกระเป๋าด้วย

4. Mistine

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

จะขาดแบรนด์นี้ได้อย่างไร Mistine แบรนด์ความงามที่อยู่คู่กับสาวไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นคุณแม่ รวบรวมเครื่องสำอางทุกประเภทสินค้า เนรมิตให้ผู้หญิงทุกคนสวยสมบูรณ์แบบด้วยคุณภาพสินค้ามาตรฐานสากล ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้นที่พิสูจน์แล้วว่า มิสทินเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ แต่แบรนด์นี้ยังก้าวไกลสู่ตลาดต่างประเทศด้วย มีสินค้าหลากหลายนับพันรายการ ตอบสนองความต้องการของทุกคนในครอบครัวด้วย

5. KMA Cosmetics

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

KMA แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำของไทย ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 20 ปี เครื่องสำอางที่จุดประกายความมั่นใจให้กับสาวๆ และคิดค้นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาให้เหมาะกับสภาพสีผิวของสาวไทย มีคุณภาพและได้รับมาตรฐานดีงามสุดๆ และยังขยายฐานลูกค้าเพิ่มไปสู่กลุ่มวัยรุ่น และสาววัยทำงาน เพิ่มพื้นที่การวางจำหน่ายให้ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้ง Cosmetics Shop และเคาน์เตอร์แบรนด์ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หาซื้อได้ง่ายและสะดวกมากๆ

6. 4U2

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

4U2 แบรนด์สีสันที่สดใสและสไตล์ที่ดูทันสมัย เครื่องสำอางคุณภาพเยี่ยมในราคาที่ไม่แพง ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความงามที่คนไทยต้องการได้อย่างตรงจุด สวยได้ทุกวัยและทุกวัน และยังออกสินค้าใหม่มาให้สาวๆ ต้องเสียทรัพย์กันตลอด เป็นเครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ครองใจสาวๆ เพราะมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย แถมคุณภาพดีอีกด้วย

7. NARIO LLARIAS

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

มากับแบรนด์น้องใหม่กันบ้าง Nario Llarias อ่านว่า นาริโอะ ลาเรียส ฟังชื่อแล้วอาจจะเป็นแบรนด์จากญี่ปุ่นหรือจากฝรั่งเศส แต่ไม่ใช่นี่คือสินค้าแบรนด์ไทยที่มีความหรูหราเป็นพิเศษ ต้องการให้ทุกคน “สวย” และ “มั่นใจ” ด้วยเครื่องสำอางที่ “ปลอดภัย” ในราคาที่เหมาะสม โดยแบรนด์นี้มีผลิตภัณฑ์เมคอัพมากมาย หลากหลายชนิดให้เลือก มีทั้งลิปสติก อายชาโดว์ พาเลทตา และอีกมากมาย จึงเรียกได้ว่าแบรนด์นี้ครอบคลุมโลกเมคอัพไปเลย ผลิตภัณฑ์ก็เป็นที่ได้รับความนิยมและผลตอบรับที่ดีจากผู้ใช้จริงทั้งในและต่างประเทศ

8. SUPERMOM

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

ใครที่เป็นสายเมคอัพ คงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์นี้ เพราะเป็นแบรนด์ที่ดีงาม ทั้งเมคอัพ ทั้งลิปสติก ทั้งบลัชออน ทั้งพาเลทอายแชโดว์ และอีกมากมายเต็มไปหมด โดยแบรนด์นี้จะมีสัญลักษณ์เป็นอักษรที่เขียนว่า Supermom เป็นยี่ห้อประจำ โดยเครื่องสำอางที่เป็นที่โด่งดังของ Supermom เลยก็คือ Supermom Matte Liquid Lipstick  ซึ่งเป็นลิปสติกเนื้อแมตต์ แนวจิ้มจุ่ม มีเนื้อลิปที่ดี สีชัดติดทนนาน ราคาจับต้องได้ สบายกระเป๋า แถมยังสามารถเข้ากับผิวคนไทยได้อีกด้วย

9. TER

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอ่านว่า เฑอ แต่ตอนนี้รู้แล้วเพราะว่าแบรนด์นี้อยากอนุรักษ์ความเป็นไทยให้ได้มากที่สุด จึงนำตัวอักษรที่ไม่ค่อยได้ใช้มาใส่ในชื่อ โดยตัวบรรจุภัณฑ์มีสัญลักษณ์เป็นตัวอักษร ภาษาอังกฤษ แต่มีลวดลายไทย มีลายกนกประดับ โดยคอนเซปต์ของเฑอก็คือ  “ผู้หญิงทุกคนมีความสวยเปล่งประกายในสไตล์ของตัวเอง” และแน่นอนว่าแบรนด์นี้ได้ครองใจสาวไทยไปเต็มๆ

10. PASSION VILLE

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย

นี่คงจะเป็นแบรนด์ที่ใครๆ ก็น่ารู้จักกันอยู่แล้ว โดยตอนแรกของแบรนด์นี้ได้ผลิตลิปสติกออกมาที่มีมากกว่า 30 สี มีทั้งสีที่สามารถใช้ทาได้ในชีวิตประจำวันจริง และรวมถึงสีแปลกๆ อีกด้วย ซึ่งเราก็สามารถทาไปงานปาร์ตี้ได้แน่นอน เพราะสามารถติดทนที่ผิวปากได้ดี เนื้อลิปสติกดีมาก ทาแล้วไม่ทำให้ปากแห้งเกินไป ตัวแพ็กเกจเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ราคาหลักร้อย สีสวย เนื้อดี คุณภาพเป็นเลิศ มั่นใจได้ทั้งในเรื่องคุณภาพ ราคาถูกแต่ให้ลุคสวยแพง เนื้อสีแน่น และติดทนทาน

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย บางแบรนด์ก็มีชื่อเสียงในตลาดต่างประเทศ แถมยังขึ้นชื่อในด้านผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และมีชื่อเสียงในการผลิตเครื่องสำอางต่างๆ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ดี รวมทั้ง เครื่องสำอางแบรนด์ไทย ได้ออกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและดูแลผิวที่เหมาะสำหรับสาวไทยอีกด้วย ซึ่งก็มีหลากหลายแบรนด์และหลากหลายสูตรที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสาวๆ ทุกคน

เครื่องสำอางแบรนด์ไทย นับได้ว่ามีประสิทธิภาพในการใช้และยังราคาไม่แพง เหมาะที่จะเป็นอีกทางเลือกสำหรับสาวๆ ทุกคนที่มองหาเครื่องสำอางราคาไม่แพง แต่คุณภาพดีอีกด้วย เรียกได้ว่าเครื่องสำอางแบรนด์ไทยเราเองก็ไม่แพ้แบรนด์ดังระดับโลกเลย


อ้างอิง

https://vogue.co.th/beauty/make-up-brand-thai-cosmetics

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี ? 10 แบรนด์แนะนำสำหรับสาวสุดฮอต

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี ? 10 แบรนด์แนะนำสำหรับสาวสุดฮอต

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี ? 10 แบรนด์แนะนำสำหรับสาวสุดฮอต ด้วยอากาศเมืองไทยที่เดี๋ยวฝน เดี๋ยวหนาว ซึ่งเราก็ไม่สามารถเดาสภาพอากาศได้เลยว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และแน่นอนว่าเป็นปัญหาสำหรับสาวๆ ที่ชื่นชอบกรีดอายไลเนอร์ แต่ก็อยากได้แบบกันน้ำด้วย


10 แบรนด์แนะนำสำหรับสาวสุดฮอต รับรองเขียนสวยเป๊ะปัง

วันนี้เราจึงมี 10 แบรนด์อายไลเนอร์ที่ดีที่สุดมาแนะนำ เหมาะสำหรับให้สาวฮอตๆ ได้อ่านกัน จะมีอะไรบ้างไปดูเลย

1. ETUDE HOUSE OH M’ EYE LINER

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี ? นี่เป็นอายไลเนอร์กันน้ำที่ติดอยู่ในอันดับต้นๆ แน่นอน เพราะอายไลเนอร์กันน้ำแท่งนี้ สามารถติดทนได้นานมากๆ และยังกันน้ำได้ดี โดนฝนก็ไม่มีปัญหาคราบไหลลงมา และถึงแม้ตัวนี้จะเป็นอายไลเนอร์ที่กันน้ำได้ แต่ก็สามารถล้างออกได้ง่ายเช่นกัน

2. Browit EYE LINER By Nongchat

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

อายไลเนอร์กันน้ำยอดฮิตจากแบรนด์น้องฉัตร เมกอัพอาร์ตติสชื่อดังของประเทศไทย ไม่ได้มีดีแค่แป้งหรือดินสอเขียนคิ้ว แต่อายไลเนอร์ของแบรนด์นี้ก็ปังไม่แพ้กัน ไลเนอร์หัวปากกา หัวค่อนข้างใหญ่เล็กน้อย ส่วนอีกด้านจะเป็นอินไลเนอร์แบบหมุน มี 2 หัวในด้ามเดียว เขียนง่าย เนื้อนิ่ม แต่ยังกันเหงื่อ กันน้ำได้ทั้งวัน รับรองว่าเขียนแล้วเส้นคม ไม่หลุดไม่ลอก ทุกคนต้องปลื้มแน่นอน

3. LIFEFORD HI PRECISE EYE PEN

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

นี่เป็นอายไลเนอร์กันน้ำที่เป็นเนื้อชนิดฟิล์ม เป็นแบบหัวเมจิก โดยจะเหมาะสำหรับสาวๆ ที่เป็นมือใหม่เพิ่งหัดเขียน โดยตัวนี้จะให้เส้นที่คม แห้งได้เร็ว แถมยังสามารถติดทนนานได้ทั้งวัน โดนน้ำก็ไม่มีหลุดลอกออกมา แถมยังยังล้างง่ายอีกด้วย

4. COSLUXE WANDERLUST EYELINER

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

นี่เป็นอายไลเนอร์กันน้ำที่ช่างแต่งหน้าระดับเทพหลายคนนิยมใช้ เพราะนอกจากจะเขียนได้ง่ายแล้ว ยังมีเส้นที่คมสวย และสามารถกันน้ำได้ดีมากๆ อีกด้วย ท้าเลยว่าให้ฉีดน้ำหรือเหงื่อเต็มใบหน้าแค่ไหน ตัวนี้ก็เอาอยู่แน่นอน ไม่ต้องกลัวว่าตาจะเป็นแพนด้า

5. IN2IT WATERPROOF EYELINER PENS

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

อายไลเนอร์คุณภาพดี ที่คุ้มเกินราคา โดยตัวนี้เป็นอีกตัวที่เป็นที่นิยมใช้กันมาก เพราะมีราคาไม่สูงมากนัก และที่สำคัญคือกันน้ำได้ดีสุดๆ เวลาล้างหน้า ตัวอายไลเนอร์จะลอกออกเป็นแผ่น ทำให้มั่นใจเรื่องหยดเยิ้มได้เลยว่าไม่มีแน่นอน

6. MALISSA KISS SUPER BLACK ULTRA HD

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

มากับอายไลเนอร์กันน้ำตัวนี้ ที่มีหัวเขียนเล็กมาก โดยสามารถเขียนลายได้ง่าย มีสีดำคมเข้ม เหมาะสำหรับสาวๆ ที่เป็นมือใหม่ และแน่นอนว่าตัวนี้ถึงแม้จะโดนน้ำนานสักแค่ไหน ก็ยังติดทนนานแน่นอน

7. MISTINE SO BLACK MATTE LIQUID EYELINER

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

นี่เป็นสุดยอดอายไลเนอร์ทนน้ำ โดยตัวนี้จะมาในรูปของของเหลวเนื้อแมตต์ ซึ่งไม่ว่าจะโดนฝน โดนน้ำกี่รอบก็เอาอยู่แน่นอน แถมยังมีที่ราคาไม่แพง และนี่ถือเป็นอีกตัวที่ควรมีติดบ้านในยามหน้าฝนไว้เลย แต่ด้วยความที่กันน้ำได้ดีก็จะไปทำให้ล้างออกยากนิดนึง

8. MAYBELLINE HYPER SHARP LINER

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

มากับอายไลเนอร์หัวพู่กัน ที่เป็นอายไลเนอร์กันน้ำที่เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ มากที่สุด เพราะมีหัวเขียนเล็กทำให้เขียนได้ง่าย เส้นดูคมสวย โดยตัวนี้จะเป็นอายไลเนอร์ชนิดฟิล์ม ทำให้กันน้ำได้ดี และล้างออกได้ง่ายด้วย

9. Kiss Me by Isehan Heroine Make Smooth Liquid Eyeliner

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

นี่เป็นอายไลเนอร์เจ้าหญิงในตำนาน ของดีสัญชาติญี่ปุ่น ถูกจัดอันดับเข้าสู่ อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี ? ทุกปีอย่างต่อเนื่อง หัวปากกาเส้นเล็กบางเพียง 0.1 mm. ทำให้เขียนง่ายและจับถนัดและยังมีจุดเด่นตรงที่ช่วยสร้างเส้นเรียวชัด แถมกันน้ำ กันเหงื่อตลอดวัน แม้จะราคาสูงไปหน่อยแต่ก็ใช้ดีมากๆ และยังล้างออกได้แบบสบายๆ

10. CUTE PRESS COLOR FANTASY DOLLY EYE LIQUID EYELINER MATTE

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

มากับอายไลเนอร์ชนิดน้ำที่เป็นแบบเนื้อแมตต์ ทำให้เขียนได้ง่าย แถมยังแห้งได้ง่าย มีสีที่ดำสนิท ซึ่งก็ทำให้ดวงตาดูสวยคม แม้จะโดนสักกี่น้ำก็ไม่หลุดลอกออกมาแน่นอน และยังไม่เลอะ ไม่เปื้อนขอบตา เหมาะกับหน้าฝนมากๆ

อายไลน์เนอร์เป็นหนึ่งในเครื่องสำอางแต่งหน้าที่สำคัญที่สุดที่ผู้หญิง เพราะสามารถช่วยสร้างความโดดเด่นอย่างมากในรูปลักษณ์โดยรวมของใบหน้าของเราได้ และเมื่อใช้อย่างถูกต้อง อายไลเนอร์จะทำให้ดวงตาของคุณดูโตขึ้นและตื่นตัวมากขึ้น ทำให้คุณดูมีความมั่นใจและมีพลังมากขึ้น


อายไลน์เนอร์แบบไหนดี อายไลน์เนอร์ 3 แบบที่สาวๆ ควรรู้

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

นอกจาก อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี สาวๆ ควรมาทำรู้จักกับอายไลน์เนอร์ 3 แบบ กันก่อนด้วย หลายคนที่อยากใช้อายไลน์เนอร์ เพราะอยากดูโฉบเฉี่ยวแบบคนอื่นบ้าง แต่ก็เลือกใช้ไม่เป็น ไม่รู้จะเลือกอะไรยังไง

วันนี้จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับอายไลน์เนอร์และดูวิธีเลือกใช้อายไลน์เนอร์ให้ถูกวิธี ซึ่งถ้าเราใช้อายไลน์เนอร์เป็นแล้วเนี่ย นั่นก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เรามีโอกาสแต่งหน้าให้สวยได้มากขึ้น จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

อายไลน์เนอร์คืออะไร

อายไลน์เนอร์ (Eyeliner) คือเครื่องสำอางที่ใช้เขียนบริเวณรอบดวงตา มีไว้เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับดวงตา ซึ่งอายไลน์เนอร์มีประวัติการใช้งานคู่กับผู้หญิงมาตั้งแต่อดีต และในปัจจุบัน อายไลน์เนอร์ก็ยังเป็นเครื่องสำอางที่ผู้หญิงไม่สามารถละทิ้งออกไปได้ แต่ก็มีหลายคนที่อยากจะทิ้ง เพราะเมื่อใช้อายไลน์เนอร์แล้ว กลับดูหนา ไม่สวย เส้นไม่เรียบ ซึ่งปัญหานั้นก็เป็นปัญหาที่มีมานานแล้วเช่นกัน ก่อนอื่นไปดูประเภทของอายไลน์เนอร์กันก่อนว่ามีอะไรบ้าง


ประเภทของอายไลน์เนอร์

1. อายไลน์เนอร์ชนิดเจล

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

เป็นอายไลน์เนอร์ที่มีลักษณะเป็นเนื้อเจล อ่อนนิ่ม สามารถใช้งานได้ง่าย โดยชนิดนี้เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสามารถติดทนได้นานกว่าแบบอื่น และยังเขียนให้ลายหนาได้ในเวลาอันรวดเร็ว เหมาะกับสาวๆ ที่ต้องการแต่งเสริมตาให้ดูคมเข้ม และตัวนี้ยังช่วยทำให้ดวงตาดูกลมโต คมเข้มอีกด้วย แต่ก็มีข้อเสียคือ ถ้าปล่อยให้เนื้อเจลแห้งไปแล้ว จะเกลี่ยได้ยากมาก

2. อายไลน์เนอร์ชนิดน้ำ

อายไลน์เนอร์ชนิดนี้ เรามักเจอที่อยู่ในขวดเล็กๆ ข้างจะมีลักษณะเป็นน้ำ และมีสีที่ทึบ โดยจะใช้ควบคู่กับพู่กันหรือแปรงเป็นส่วนมาก ตัวนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะให้สีที่ชัดมากกว่าแบบดินสอ

แต่ก็ควบคุมการเขียนได้ยากมากกว่าแบบดินสอ แน่นอนว่าตัวนี้ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่ และไม่เหมาะกับการออกงานที่เป็นแนวสบายๆ เพราะจะให้สีที่เข้มมาก ซึ่งยังมีอายไลน์เนอร์กันน้ำที่โดดเด่น น่าใช้งานอีกด้วย

3. อายไลเนอร์ชนิดดินสอ

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

โดยส่วนมากที่เจอจะเป็นสีดำเข้มและสีดำด้าน โดยชนิดนี้จะเหมาะมากกับใครที่กำลังจะฝึกกรีดอายไลน์เนอร์เป็นครั้งแรก เนื่องจากตัวนี้สามารถควบคุมการวาดเส้นได้ง่ายมาก อีกทั้งยังสามารถตกแต่งรอบตาได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงทำให้มือใหม่หลายคนนิยมประเภทนี้ แต่ข้อเสียคือสีที่ได้จะไม่เข้ม ดูไม่โฉบเฉี่ยว และต้องใช้เวลานานในการใช้งาน


ปัญหาโลกแตกที่มักพบเจอเมื่อใช้อายไลเนอร์

อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี

  1. การกรีดอายไลเนอร์สามารถทำให้ขอบตากลายเป็นหมีแพนด้าได้ง่ายสุดๆ ซึ่งนี่ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่สาวๆ ส่วนใหญ่พบเจอ เพราะเมื่อใช้แล้ว ขอบตาก็ดูดำมากจนเกินไป จนกระทั่งมีสภาพเดียวกันกับหมีแพนด้า วิธีแก้ไขคือ ให้ใช้คอตตอลบัตเช็ดส่วนที่เกินออกมาทิ้งแล้วเขียนใหม่ ถ้าไม่ถูกใจก็เขียนๆ ลบๆ ไปเรื่อยๆ
  2. อายไลเนอร์ประเภทดินสอนี้มักจะมีหัวเขียนที่แข็ง ซึ่งอาจจะไปทำให้ขอบตาถลอกออกมา หรือทำให้เกิดแผลในขณะที่ทำการกรีดได้ วิธีแก้ไขคือ ให้ใช้ไดร์เป่าผม เป่าลมร้อนๆ ใส่อายไลน์เนอร์ดินสอสักพักหนึ่งนั่นจะทำให้หัวของอายไลเนอร์ดินสอนิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ควรเป่านานจนเกินไป เพราะนั่นก็จะทำให้อายไลเนอร์ละลายจนหมดแท่งแน่นอน
  3. ปัญหาไส้ในของอายไลเนอร์แบบดินสอ โดยแบบดินสอมักจะหักด้านในซึ่งก็คล้ายกับดินสอธรรมดาที่หล่นแล้วไส้ในอาจจะหักได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ
  4. หัวอายไลเนอร์แบบดินสอ มักจะหลุดออกมาในขณะที่กำลังทำการเหลาดังนั้นเราจึงไม่ควรเหลาอายไลเนอร์แบบดินสอ โดยใช้กบเหลาดินสอธรรมดา เพราะนั่นจะไปทำให้หัวดินสอของอายไลเนอร์หักลงมาได้เราควรใช้กบเหลาที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในการเหลาอายไลเนอร์แบบดินสออย่างเดียวจะดีกว่า
  5. อายไลเนอร์แบบครีม มักจะแข็งตัวได้ง่ายและยิ่งแข็งตัวได้ง่ายมาก ในเวลาที่เราลืมเปิดฝาทิ้งไว้ นั่นจะทำให้ครีมในประปุกแข็งขึ้น และแน่นอนว่าทำให้เกลี่ยได้ยากขึ้นไปอีก ดังนั้นในส่วนนี้เราควรระวังให้ดี

นี่ก็เป็นเพียง 10 อายไลเนอร์ยี่ห้อไหนดี ที่นำมาฝากกัน เพราะเราเชื่อว่าสาวๆ ทุกคนก็อยากจะแต่งตา เขียนตา ให้ดูสวยและเด่นชัดกันมาก แต่ถ้าใครยังไม่เคยเขียนมาก่อนหรือเป็นมือใหม่เริ่มหัดเขียน แนะนำให้ซื้ออายไลเนอร์ขนาดทดลองมาลองหัดใช้ดูก่อน หรือลองเริ่มจากแบบดินสอที่เขียนบังคับได้ง่ายกว่า พอหัดเขียนจนชินมือแล้ว ค่อยไปลองแบบอื่นๆ ก็ได้ จะได้สวย เป๊ะ ไม่ตาเยิ้มเป็นแพนด้ากันอย่างแน่นอน


อ้างอิง

Types of eyeliner : https://www.purplle.com/magazine/article/different-types-of-eyeliner

https://www.bioderma.co.th/skin-articles/7-tricks-eyeliner.html

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี ติดทนนาน ? แนะนำ 10 แบรนด์ดังยอดนิยม

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี ติดทนนาน ? แนะนำ 10 แบรนด์ดังยอดนิยม

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี ติดทนนาน ? แนะนำ 10 แบรนด์ดังยอดนิยม ใช้ดี ลิปสติกที่ติดทนนาน สาวๆ หลายคนคงจะหาลิปสติกที่ติดทนนาน เพื่อที่จะทาแล้วสวยตลอดวัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะซื้อลิปสติกแบบไหนดี

ซึ่งวันนี้เราก็มี 10 แบรนด์ดังยอดนิยมที่ติดทนนาน มาให้เลือกกัน จะได้เป็นตัวเลือกช่วยให้สาวๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แถมยังช่วยให้สวยขึ้นได้ด้วย มาดูดันเลยดีกว่าว่ามีแบรนด์อะไรบ้าง 

1. 4U2 – EST.HARDER 2

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ขอแนะนำรุ่น EST.HARDER 2 ลิควิดลิปแมตต์ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องติดทนนาน เนื้อแมตต์เบาทาแล้วสบายปากมาก โดดเด่นตรงที่สีชัด ติดทน กันน้ำ และไม่เลอะแมสก์ มีให้เลือกมากถึง 16 สี สายไหนก็ต้องโดนตก มีทั้งโทนนู้ด ชมพู ส้ม แดง น้ำตาล ครบทุกลุคในการแต่งหน้าเลยทีเดียว เม็ดสีแน่นมากกลบสีปากได้มิด ทาแล้วไม่เหนียวเหนอะหนะ แถมยังเกลี่ยง่าย อีกทั้งยังมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงริมฝีปากไปในตัวอีกด้วย ที่สำคัญราคาแค่หลักร้อย

2. M.A.C – matte LIPSTICK

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

นี่คือแบรนด์ลิปสติกที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ลิปปังๆ ที่ทุกคนควรมีไว้ครอบครองสักแท่ง เพราะมีเนื้อลิปสติกให้เลือกอยู่มากมาย ยิ่งลิปแบบเนื้อแมตต์ละก็ยิ่งมีเยอะเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นที่นิยม แถมยังสีที่สดชัดเจน ไม่แห้งจนเกินไป​ และที่สำคัญคือลิปตัวนี้สามารถติดทนนานได้ตลอดวันอีกด้วย ทาปากกี่ทีก็สวยทุกที ราคาอยู่ที่ประมาณ 800 บาท

3. NARS – MATTE LIP PENCIL

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ลิปเครยอนเนื้อแมตต์เนียนนุ่ม เขียนง่าย เม็ดสีติดทนนานโดยไม่ทำให้ริมฝีปากลอกหรือเป็นคราบ พร้อมช่วยเติมเต็มร่องปากให้แลดูอวบอิ่มซึ่งก็มาในรูปแบบของดินสอเขียนปาก เป็นสินค้าที่เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบลิปสติกเนื้อด้าน ทาตัวนี้จะไม่ทำให้ปากแห้ง แถมยังมีส่วนผสมของสารบำรุงริมฝีปากและวิตามินอีที่ช่วยเพิ่มความเนียนนุ่มชุ่มชื้น และมีสีลิปที่จัดจ้านมาก ที่สำคัญยังมีเฉดสีให้สาวๆ ได้เลือกเยอะมาก ไม่ว่าจะแบบหวาน เรียบร้อย หรือแบบมั่นใจ ราคาอยู่ที่ 1,000 บาท

4. Revlon – Colorburst Matt Balm

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

เติมความชุ่มชื่นและสีสวยเปล่งประกายให้ริมฝีปากดูสดใสด้วยลิปบาล์มเนื้อกึ่งแมตต์ที่มาในรูปแบบแท่งดินสอเขียนปาก  ซึ่งก็ไม่ต้องมาเหลาให้เสียเวลา เพราะมีเนื้อสีที่เยอะมาก โดยลิปตัวนี้มีสีที่สดใส ชัดเจน และไม่แห้งจนเกินไป เวลาทาจะรู้สึกเย็นที่ปากอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 300 บาท

5. 3CE – Lip Tint

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ลิปทินต์แบรนด์ดังจากเกาหลี ด้วยเนื้อแมตต์ที่ดูเรียบเนียนดุจกำมะหยี่ พิกเมนท์แน่น เม็ดสีแน่นคมชัด สีสวยสดใสสไตล์เกาหลี ทาแล้วสีแนบสนิทกับปากเป็นเนื้อเดียวกัน และให้สัมผัสที่ดูเรียบลื่นบางเบาเป็นธรรมชาติ แถมมีสีให้เลือกมากมายและน่าครอบครองเป็นเจ้าของมาก และเมื่อได้ลองใช้จริงหลายคนก็บอกว่าชื่นชอบมาก เพราะมีสีที่สด ชัดเจน สามารถเข้ากับผิวได้ดี เรียบเนียน และยังไม่ทำให้ปากแห้งอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 700 บาท

6. MAYBELLINE – super stay matte ink

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ลิปจิ้มจุ่มที่ติดทนนานถึง 16 ชม. ครอบคลุมทุกโทนสี สุดชิค ทาแล้วไม่ติดมาสก์ ไม่ตกร่อง ไม่ทรานสเฟอร์ สวยไม่ซีด ใครทาก็รอด แถมนี่ยังเป็นลิปสติกที่มีราคาไม่แพงและคุณภาพเนื้อที่ดี มีเฉดสีให้เลือกหลากหลายและทุกโทนสีก็มีแต่สีเด็ดๆ ทั้งนั้นเลย มีทั้งสีที่ทำมาเพื่อผิวของคนเอเชีย เอาใจสาวๆ โดยเฉพาะ เราสามารถใช้ได้ในประจำวันแน่นอน ที่สำคัญนอกจากจะติดทนได้นาน และยังไม่ทำให้ปากแห้งอีกด้วย ราคาสบายใจเพียงแท่งละ 249 บาทเท่านั้น

7. NYX – MATTE LIPSTICK

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

นี่เป็นอีกตัวที่เหมาะกับคนงบน้อย เพราะมีราคาอยู่แค่ 100-300 บาท แต่มีคุณภาพ ระดับสูงเลยทีเดียว เพราะมีสีที่สดใสชัดเจน และยังมีเฉดสีให้เลือกอีกมากมาย และตัวนี้ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ไม่ทำให้ปากแห้งจนเกินไป

8. Bobbi Brown – Luxe Matte Lip Color

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ปากสวยดูโดดเด่น ด้วยลิปสติกจากแบรนด์ BOBBI BROWN ลิปสติกที่มอบทั้งเนื้อสัมผัสแบบแมตต์เต็มขั้น ไปพร้อมๆ กับความเบาสบายที่ริมฝีปาก สามารถเกลี่ยได้อย่างเรียบลื่นด้วยเม็ดสีที่อัดแน่นและติดทนนานสูงสุดถึง 12 ชั่วโมง ด้วยเนื้อแว็กซ์คุณภาพเยี่ยมจึงเคลือบริมฝีปากได้อย่างบางเบา มีให้เลือกด้วยกันหลากหลายเฉดสี ราคาประมาณ 1,500 บาท

9. ETUDE – Fixing Tint

ลิปสติกยี่ห้อไหนดีลิปทินท์ไม่เลอะติดแมสก์สัญชาติเกาหลี อีกแบรนด์ที่ขายดีโดยตัวนี้เป็นแบบลิปทินท์ที่ให้งานเนื้อแมตต์ โดยยังรักษาความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก ซึ่งแค่ปาดทีเดียวแล้วทิ้งไว้สักครู่ก็แห้งไปกับปากได้เลย ลิปสติกรุ่นนี้มีหลายสีให้เลือก ทั้งยังช่วยบำรุงความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ริมฝีปากรู้สึกเจ็บหรือแห้งตึง พร้อมคุณสมบัติติดทนแน่น กันน้ำ และไม่ซึมเลอะแมสก์ ราคาอยู่ที่ 400-500 บาท

10. L’oreal – Rouge Signature

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

ลิปสติกตัวขายดี คุณภาพคับแน่น มีเฉดสีให้เลือกถึง 30 สี ตัวลิปสติกทาง่าย หัวแปรงมีปลายแหลมที่ช่วยให้ทาริมฝีปากได้ง่าย ลิปสติกเป็นเนื้อแมตต์ที่มีส่วนผสมของน้ำและน้ำมัน ด้วยเทคโนโลยีแผ่นฟิลม์บางสูตรเฉพาะที่ให้เนื้อสัมผัสบางเบา พร้อมมอบเม็ดสีสดชัดและพลังแมตต์แน่นได้ตลอดวัน เพื่อผลลัพธ์สีชัดเจน ติดทนนานตลอดวัน และเบาสบายบนริมฝีปาก ราคาแท่งละไม่ถึง 300 บาท

นี่ก็เป็นเพียง ลิปสติกยี่ห้อไหนดี 10 แบรนด์ดังยอดนิยมและติดทนนาน แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ลิปสติกแบรนด์ไหน ก็สามารถเลือกได้ตามที่ชอบกันได้เลย เพราะแบรนด์ต่างๆ ก็มีสีและประเภทของลิปให้เลือกมากมาย คุณสามารถหาลิปสติกเพื่อให้เข้ากับสีผิวของคุณ หรือโทนแต่งหน้าที่ชอบได้เลย ที่สำคัญหลังทาลิปสติกแล้วอย่าลืมทำความสะอาดให้หมดจด และบำรุงฝีปากร่วมด้วย จะได้ทาริมฝีปากสวยๆ ในทุกวัน


ลิปสติกประเภทต่างๆ เลือกลิปสติกแบบไหนดีที่สุด มาดูกันดีกว่า

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

แนะนำ ลิปสติกยี่ห้อไหนดี กันไปแล้ว ลองมาดู ลิปสติกประเภทต่างๆ เลือกลิปสติกแบบไหนดีที่สุดบ้างดีกว่า สาวๆ ที่รักสวยรักงาม คงจะซื้อลิปสติกกันประจำแน่ๆ ซึ่งในปัจจุบันก็มีวางขายอยู่เยอะมาก แต่ทีนี้จะเลือกให้เข้ากับความต้องการของเรายังไงดี วันนี้จึงมีบทความที่จะมาบอกประเภทของลิปสติกว่ามีอะไรบ้าง จะได้ช่วยให้สาวๆ ตัดสินใจได้ว่าควรจะเลือกใช้แบบไหนดี 

1. ลิปสติกเนื้อครีม

โดยลิปสติกประเภทนี้ จะมีลักษณะเป็นเนื้อครีมเนียนนุ่ม จะเต็มไปด้วยเม็ดสี เมื่อทาแล้วจะเห็นเป็นสีสันชัดเจน และยังไม่ทำให้ปากแห้ง สีชัดติดทนนานแน่นอน

เหมาะมากๆ สำหรับสาวๆ ที่มีริมฝีปากสวยอยู่แล้ว เพราะทาแล้วจะช่วยทำให้ปากดูอวบอิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่เหมาะกับสาวๆ ที่มีรูปปากหนา เพราะจะไปทำให้ปากดูใหญ่ขึ้น

2. ลิปสติกเนื้อแมตต์

ลิปสติกประเภทนี้ จะมีความเข้มข้นของเนื้อสีมากที่สุด ทำให้ได้สีที่เข้มที่สุด ตัวนี้เป็นลิปสติกเนื้อด้าน ที่ไม่มีความมันวาวเลย เมื่อทาแล้วจะแห้งไวและติดทนที่ปากได้นาน แต่เวลาทาก็อาจทำให้ริมฝีปากแห้งได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งสำหรับใครที่มีปัญหาปากแห้งทาอยู่แล้ว ตัวนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไร เพราะจะทำให้ลิปตกร่องและเกิดคราบ ดังนั้นเวลาลิปชนิดนี้ควรทาลิปบาล์มไปก่อน เพื่อสร้างความชุ่มชื้น 

3. ลิปสติกเนื้อเชียร์และเนื้อซาติน

ชนิดนี้มีลักษณะคล้ายๆ แบบเนื้อครีม แต่ก็จะมีเม็ดสีที่มีความบางเบากว่ามาก และจะไม่เกิดความมันวาวมากจนเกินไป ถ้ามองขณะที่อยู่ในแท่งอาจดูเข้ม

แต่เมื่อแล้วจะได้แบบที่มีสีอ่อนกว่า จึงเหมาะสำหรับสาวๆ ที่ไม่ชอบทาลิปสติกสีจัดจ้าน และนั่นก็ทำให้ริมฝีปากดูเนียนสวย อย่างเป็นธรรมชาติได้ดี ทั้งนี้ก็สามารถทาทับได้หลายครั้งมาก โดยที่ไม่เป็นคราบเลย

4. ลิปเนื้อฟรอสตี้

นี่เป็นลิปสติกที่มีเนื้อสีที่เข้มข้น ให้ประกายสีมุก เพราะได้มีส่วนผสมของกลิตเตอร์ ดังนั้นเมื่อทาแล้วจะทำให้ริมฝีปากดูเปล่งปลั่งสดใส และยังทำให้ปากมีประกาย แต่ก็ยังไม่ทำให้ไม่มันวาวจนเกินไป ซึ่งก็เหมาะกับสาวๆ ที่มีริมฝีปากบางอยู่แล้ว นั่นก็จะทำให้ริมฝีปากดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

5. ลิปสติกเนื้อมันวาว/เนื้อชายน์

ลิปสติกเนื้อมันวาวเป็นลิปสติกที่มีส่วนผสมของกลิตเตอร์ปนอยู่นิดหน่อย ซึ่งก็จะให้ความมันวาวแบบกลอสซี่ ทำให้เมื่อทาแล้วริมฝีปากจะดูอวบอิ่ม เนียนสวย ดูเรียบเนียน และชุ่มชื้นขึ้นมาก แต่อาจไม่เหมาะทาไปข้างนอกเท่าไหร่เพราะไม่ค่อยติดทน

6. ลิปสติกลิควิด

ลิควิดลิปสติก หรือ ลิปจิ้มจุ่ม ก็เป็นลิปสติกที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้ ซึ่งนี่ก็ลิปสติกที่มีลักษณะเป็นเนื้อที่เหลว มีเม็ดสีที่ชัดเจน เมื่อทาแล้วจะให้สีปากที่สวย เด้ง และยังติดทนนานได้ตลอดทั้งวัน โดยแบบนี้มีทั้งแบบที่เป็นเนื้อแวววาว และแบบเนื้อแมตต์

7. ลิปกลอส

ลิปกลอสเป็นลิปสติกชนิดเนื้อเหลว มีความโปร่งแสง โดยบางอันอาจมีประกายมุก เมื่อทาแล้วจะให้สีที่ใส มีความแวววาว ซึ่งก็จะทำให้ริมฝีปากมีความชุ่มฉ่ำ ดูอวบอิ่มอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเราสามารถใช้ทาลงบนริมฝีปากได้แบบโดยตรง หรือจะนำไปทาทับลิปสติกสีอื่น เพื่อเพิ่มความแวววาวก็ได้เช่นกัน

8. ลิปทินต์

ทินต์เป็นลิปสติกชนิดเนื้อเหลวคล้ายลิปกลอส แต่ตัวนี้จะให้ความหนืดน้อยกว่า โดยจะใช้สำหรับช่วยการเพิ่มสีสัน ให้กับริมฝีปาก หลายคนจึงมักนิยม ทาบนริมฝีปากแค่บางๆ และใช้ลิปกลอสควบคู่ไปด้วย นั่นก็จะทำให้ริมฝีปากดูสดใสอย่างเป็นธรรมชาติแน่นอน

9. ลิปไลเนอร์

ลิปไลเนอร์ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า ดินสอเขียนขอบปาก โดยตัวนี้จะใช้สำหรับการเน้นขอบ และทำให้ปากเรียวขึ้น จึงมักจะใช้เป็นสีที่ใกล้เคียงกับสีลิปสติก โดยจะใช้วาดขอบนำไปก่อนจะลงลิปสติก ซึ่งก็จะช่วยให้ริมฝีปากสวย คมชัด เซ็กซี่มากขึ้น

10. ลิปบาล์มหรือลิปมัน

ลิปสติกประเภทนี้จะไม่มีสี หรือมีสีก็มีน้อย เพราะส่วนใหญ่จะใช้ในการรักษาความชุ่มชื้นของผิวปากมากกว่า หรืออาจใช้ทานำไปก่อนแล้วค่อยลงลิปสติกสีที่ชอบลงไป เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวปากให้มากขึ้น 

รู้จักความแตกต่างของลิปสติกประเภทต่างๆ แล้ว ก็ไปเลือกซื้อลิปสติกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของเรากันได้แล้ว และก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมสาวๆ ถึงไม่ได้มีลิปสติกเพียงแท่งเดียว เพราะนอกจากจะมีสีต่างกัน ยังมีให้เลือกอีกหลายประเภทด้วย


5 วิธีเลือกลิปสติก ให้เข้ากับปากและผิวของคุณเองมากที่สุด

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

นอกจาก ลิปสติกยี่ห้อไหนดี แล้ว เรายังมี 5 วิธีเลือกลิปสติก ให้เข้ากับปากและผิวของคุณเองมากที่สุดมาฝากกันด้วย เพราะการเลือกลิปสติกก็ถือเป็นปัญหาหนึ่งของสาวๆ เลยว่าจะเลือกสีไหนดี แบบไหนดี แน่นอนว่าคนที่มีลิปในใจหรือที่ใช้เป็นประจำอยู่แล้วก็คงไม่เป็นปัญหา

แต่คนที่ยังไม่รู้จะซื้อลิปสติกอะไรมาใช้ละก็ ก็คงจะงมกันไปพักนึงว่าจะซื้ออะไรดี และซื้อมาแล้วจะเหมาะกับเราไหม วันนี้จึงมี 5 วิธีเลือกลิปสติกให้เข้ากับตัวเองที่สุด มาช่วยให้สาวๆ ใช้ลิปสติกได้ดีขึ้นนั่นเอง

ลิปสติกยี่ห้อไหนดี

1. ให้เลือกสีลิปที่เราชอบ

แค่ทาลิปสติกเนื้อแมตต์ ให้เข้ากับรูปหน้าหรือเลือกสีที่ใครๆ ใช้ก็สวย แค่นั้นก็สามารถทำให้เราดูสวยขึ้นมาได้แล้ว  การเลือกลิปสติกที่ดีก็ทำให้เราไม่ต้องแต่งหน้าเลยก็ได้ ซึ่งก็มีสาวๆ หลายคนที่ไม่แต่งหน้าเลย เพียงแค่เลือกทาลิปสติกให้เข้ากับตัวเอง แค่นั้นก็ทำให้ดูสวย ดูแพงขึ้นมาได้ในทันที

2. เลือกสีแดงไปเลย

ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว แค่ทาปากแดงแค่นั้นก็ทำให้ดูสวยโฉบเฉี่ยวไปครึ่งหนึ่งแล้ว ไม่ว่าใครจะทาก็ตาม ยังไงลิปแดงก็ยังเป็นตัวแทนก็ความจัดจ้านมากที่สุด ไม่มีสีไหนที่จะมาเบียดบัลลังก์นี้ได้ ซึ่งสีแดงก็เป็นอีกสีที่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป หาซื้อได้ง่ายมาก ง่ายกว่าสีอื่นหลายขุม และชนิดที่ราคาไม่แพงก็มีอยู่เยอะ และนี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการใช้ลิปสติก

3. สีชมพูอ่อนๆ เพิ่มความหวาน

การใช้ลิปสีชมพูอ่อนๆ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เราดูสวยได้ โดยที่แทบไม่ต้องแต่งหน้าเลยก็ได้ และสีนี้ก็จะให้ความแตกต่างไปจากสีแดงโดยสิ้นเชิง สีแดงจะเป็นสีที่ดูรุนแรง แต่สีชมพูอ่อนก็จะแสดงถึงความอ่อนโยน ความหวานให้เราได้มาก ถ้าใครเป็นสาวเปรี้ยวอยู่แล้วอยากเปลี่ยนเป็นสาวหวานละก็ ใช้สีชมพูอ่อนตัวเดียว อยู่หมัดแน่นอน

4. เลือกสีลิปสติกให้เข้ากับสีผิว

การเลือกลิปสติกให้เข้ากับสีผิวก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี เพราะนอกจากจะทำให้ดูมีสไตล์แล้ว ยังทำให้ดูมีเสน่ห์มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งใครที่ไม่รู้จะถ้าใช้แบบนี้แล้วจะเวิร์กหรือไม่ ให้ดูสาวไทยในปัจจุบันแล้วเราจะเข้าใจว่า การแต่งหน้าในปัจจุบันไม่ต้องใช้ลิปสติกสีชมพูเพียงเดียวแล้ว สีน้ำตาลก็เป็นอีกสีหนึ่งที่สามารถเพิ่มความแพงให้เราได้มากเลยทีเดียว

5. แต่งตามดาราไปเลย

ไม่ต้องคิดอะไรให้มันมากไป แต่งตามดาราไปเลย ใครจะว่ายังไงเราก็ไม่ต้องแคร์ เพราะคงไม่มีดาราคนไหนที่แต่งตัวเองให้ดูขี้เหร่แน่นอน ซึ่งการใช้ตามดาราก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลา และยังทำให้ดูสวยใสอีกด้วย สะดวกมากๆ

ลิปสติกเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้เพื่อเพิ่มรูปลักษณ์ของริมฝีปาก ทั้งมีหลายสีและหลายประเภท และสามารถทาลงบนริมฝีปากได้โดยใช้แปรงหรือนิ้วมือ เหตุผลที่สาวๆ เลือกใช้ลิปสติก นั่นก็เพราะบางคนชอบทาลิปสติกทำให้ริมฝีปากดูอิ่มเอิบและเซ็กซี่มากขึ้น บางคนใช้ลิปสติกเพื่อเพิ่มสีสันให้ริมฝีปาก ทำให้หน้าสดใสและทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นด้วย


อ้างอิง

How to Apply Lipstick: 15 Tips and Tricks : https://www.byrdie.com/how-to-apply-lipstick-346598